รายงานล่าสุดจาก BBC เผยสถานการณ์น่าเป็นห่วงในไอร์แลนด์เหนือ เมื่อภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับการไปโรงเรียนพุ่งสูงขึ้น จนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตต้องนิยามว่าเข้าขั้น “โรคระบาด” ส่งผลให้เยาวชนหลายหมื่นคนขาดเรียนเป็นเวลานานจากความเครียดรุนแรง ภาวะออทิซึม สมาธิสั้น (ADHD) และการถูกกลั่นแกล้ง วิกฤตการณ์ครั้งนี้จุดประกายให้เกิดการเรียกร้องให้ทบทวนระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการดูแลนักเรียนรายบุคคลอย่างเร่งด่วน และในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นหลังยุคโควิด-19 เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่นักการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบายของไทยต้องหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการไอร์แลนด์เหนือชี้ว่า เฉพาะปีการศึกษานี้ มีเด็กถึง 85,000 คนที่ขาดเรียนเกิน 10% ของวันเรียนทั้งหมด และในจำนวนนี้กว่า 4,000 คนขาดเรียนอย่างหนักจนต้องได้รับการช่วยเหลือพิเศษ bbc.com แม้สาเหตุจะซับซ้อน แต่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “school refusal” หรือการปฏิเสธที่จะไปโรงเรียนเพราะปัญหาทางอารมณ์ กำลังพบได้บ่อยขึ้น คณะกรรมาธิการด้านเด็กแห่งไอร์แลนด์เหนือได้สั่งสอบสวนพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่เด็กจำนวนมากไม่สามารถไปโรงเรียนได้ โดยชี้ว่าภาวะวิตกกังวลเป็นปัจจัยหลัก ร่วมกับออทิซึม, ADHD และการถูกบูลลี่ สถานการณ์นี้สะท้อนภาพปัญหาที่น่ากังวลซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วโลกหลังการระบาดของโควิด-19 ที่เยาวชนจำนวนมากกำลังพยายามปรับตัวกลับเข้าสู่สภาพแวดล้อมการเรียนและสังคมแบบเดิม bbc.com

รายงานยังเผยให้เห็นว่านักเรียนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก เช่น สองพี่น้องที่ถูกกล่าวถึงในข่าว เป็นเด็กฉลาดและอยากเรียนรู้ แต่ไม่ใช่ในระบบการศึกษาทั่วไป ผู้เป็นแม่เล่าถึงอาการ “meltdown” หรือภาวะอารมณ์พังทลายอย่างรุนแรง และอาการป่วยทางกายที่ลูกๆ ต้องเผชิญทุกเช้าเมื่อต้องไปโรงเรียน เธอกล่าวว่ามาตรการที่โรงเรียนเคยหยิบยื่นให้ เช่น การลดชั่วโมงเรียน หรือบัตรขอเวลานอก (time-out pass) กลับยิ่งทำให้ลูกๆ วิตกกังวลมากขึ้น สุดท้ายเธอจึงจำใจต้องจ้างครูมาสอนพิเศษวิชาพื้นฐานให้ลูกที่บ้าน เพราะรู้สึกหมดหวังกับทางเลือกอื่นในระบบการศึกษาของรัฐ

ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ไอร์แลนด์เหนือกำลังเผชิญกับ “โรคระบาด” ของภาวะวิตกกังวลในโรงเรียน เด็กบางคนมีความกลัวรุนแรงจนการไปโรงเรียนกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เธอยังชี้ว่าปัญหานี้แตกต่างจากการ “โดดเรียน” ทั่วไป เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองต่างพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกและขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หลายคนเชื่อมโยงวิกฤตนี้เข้ากับพฤติกรรมที่ “เคยชิน” ในช่วงล็อกดาวน์จากโควิด-19 ซึ่งหลังจากนั้นเด็กจำนวนมากก็ไม่สามารถปรับตัวกลับเข้าสู่ชีวิตในโรงเรียนที่มีตารางเวลาชัดเจนได้ ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับความกังวลในหลายประเทศว่า ผลกระทบระยะยาวของโรคระบาดต่อสุขภาพจิตเด็กอาจยังไม่จบสิ้น bbc.com

ข้อมูลทางการยังสะท้อนให้เห็นถึงความตึงตัวของระบบสนับสนุน เมื่อเด็กกว่าหนึ่งในสามที่ขาดเรียนบ่อยครั้งและถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานสวัสดิภาพ ยังคงค้างอยู่ในรายชื่อที่รอรับความช่วยเหลือซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ขณะเดียวกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ปกครองเกือบ 500 คนถูกดำเนินคดีข้อหาไม่ส่งลูกไปโรงเรียนโดยไม่มีเหตุผลอันควร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและสมาชิกรัฐสภาไอร์แลนด์เหนือต่างยอมรับว่า มีครอบครัวจำนวนมากเข้ามาขอความช่วยเหลือและคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง และในบางกรณี พ่อแม่ถึงกับต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูกที่มีปัญหา

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพปัญหาในไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งภาวะสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการระบาดของโควิด-19 ผลสำรวจหลายชิ้น รวมถึงของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2565 พบว่านักเรียนไทยเกือบหนึ่งในสี่มีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงกดดันในโรงเรียนเป็นสาเหตุสำคัญ ncbi.nlm.nih.gov การขาดเรียนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบเห็น กลับกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเมื่อนักเรียนต้องดิ้นรนเพื่อปรับตัวกลับเข้าสู่ห้องเรียน เช่นเดียวกับผู้ปกครองในไอร์แลนด์เหนือ พ่อแม่ชาวไทยจำนวนมากก็รู้สึกหมดหนทาง ต้องเผชิญกับนโยบายของโรงเรียนที่แตกต่างกัน และการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยาก็มีอย่างจำกัด ท่ามกลางปัญหากลั่นแกล้งและกีดกันทางสังคมที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะในโลกออนไลน์) แม้ผู้บริหารด้านการศึกษาของไทยจะยกให้ปัญหานี้เป็นวาระสำคัญ แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณและการจัดหาบุคลากรแนะแนวให้เพียงพอ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน [สพฐ.], 2566)

บริบทสังคมไทยที่มีความคาดหวังสูงเรื่องความสำเร็จ การให้ความเคารพครูบาอาจารย์ และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ใกล้ชิด บางครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่ปิดบังความทุกข์ใจของเด็กๆ นักเรียนหลายคนรู้สึกไม่กล้าพอที่จะเปิดใจคุยกับครูหรือผู้ปกครองเกี่ยวกับความวิตกกังวล เพราะกลัวจะทำให้ครอบครัวผิดหวังหรือถูกมองว่าอ่อนแอ (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ [สสส.], 2565) นอกจากนี้ วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ก็อาจเป็นอีกหนึ่งกำแพงที่ทำให้เยาวชนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาการหลีกเลี่ยงโรงเรียนให้รุนแรงขึ้น

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้เสนอแนะแนวทางที่น่าสนใจและนำไปปรับใช้ได้หลายประการ งานวิจัยนานาชาติต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ การมีทางเลือกทางการศึกษาที่ยืดหยุ่น และการไม่ใช้มาตรการลงโทษกับภาวะไม่อยากไปโรงเรียน งานวิจัยทางคลินิกชี้ว่า การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT), การมีส่วนร่วมของครอบครัว และการสนับสนุนเชิงระบบ เป็นวิธีรับมือที่มีประสิทธิภาพ pubmed.ncbi.nlm.nih.gov ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและฟินแลนด์ ระบบการศึกษาของรัฐได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางเลือกและ “โรงเรียนทางเลือก” (flex schools) ที่มีชั้นเรียนขนาดเล็กและการดูแลเชิงบำบัดสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ ได้ ซึ่งเป็นโมเดลที่ไทยน่าศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ ที่สำคัญที่สุด ผู้เชี่ยวชาญกระตุ้นให้หน่วยงานการศึกษาหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายลงโทษครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน แต่ให้หันมาร่วมมือ สนับสนุน และสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นแทน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการของไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มขยายบริการด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนผ่านโครงการนำร่อง “ห้องสุขใจ” (Wellness Corners) และอบรมครูเรื่องการปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังไม่ทั่วถึงนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นเรื่องงบประมาณที่จำกัด, อัตราส่วนนักเรียนต่อครูแนะแนวที่สูงเกินไป และทัศนคติเชิงลบต่อปัญหาสุขภาพจิต thaidmh-elibrary.com

ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมไทยก็มีต้นทุนที่ดีในการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ แนวทางที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน เช่น กิจกรรมกลุ่มเยาวชนในวัด และการสนับสนุนจากเพื่อนโดยใช้แรงบันดาลใจจากแนวคิด “กัลยาณมิตร” ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเสริมสร้างทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียนได้ ซึ่งเราสามารถนำจุดแข็งเหล่านี้มาต่อยอดได้มากขึ้น หากมีการบูรณาการเข้ากับโครงการสุขภาพจิตในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ (สำนักงานส่งเสริมสุขภาพจิต, 2566)

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากปล่อยปัญหานี้ไว้ อาจสร้างความเสียหายระยะยาว ไม่เพียงต่ออนาคตการศึกษาของเด็ก แต่ยังรวมถึงสุขภาพจิตและการใช้ชีวิตในสังคมของพวกเขาไปตลอดชีวิต ด้วยแนวโน้มภาวะวิตกกังวลและการหลีกเลี่ยงโรงเรียนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากลไกแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่ยืดหยุ่นขึ้น, การลงทุนในบุคลากรด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน, การอบรมครูอย่างต่อเนื่อง และยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว นอกจากนี้ เครื่องมือการศึกษาดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงโรคระบาด ควรถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนผู้เรียนกลุ่มเปราะบาง เช่น การจัดทำรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (hybrid learning) และแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาออนไลน์โดยเพื่อน

สำหรับผู้ปกครอง นักการศึกษา หรือผู้กำหนดนโยบายในไทย นี่คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถเริ่มทำได้ทันที:

  • ประการแรก เปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกับเด็กและวัยรุ่น และย้ำว่าความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้และจัดการได้ ไม่ใช่ความล้มเหลว
  • ประการที่สอง ร่วมกันผลักดันให้โรงเรียนในพื้นที่ของท่านมีบริการด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่ายขึ้น และเสนอตัวเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ
  • ประการที่สาม รู้จักช่องทางช่วยเหลือระดับประเทศ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้บริการคำปรึกษาและส่งต่อเคส
  • ประการสุดท้าย สนับสนุนให้โรงเรียนจัดตั้งทางเลือกการเรียนรู้และกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน โดยนำจุดแข็งทางวัฒนธรรมไทยและแนวปฏิบัติที่ดีจากนานาชาติมาปรับใช้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในไอร์แลนด์เหนือและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความต้นฉบับของ BBC, งานวิจัยจาก NCBI และข้อมูลนโยบายจาก กระทรวงศึกษาธิการ ประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง และเราจะติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศต่อไป