ประสบการณ์การได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ซึ่งมักถูกสังคมเข้าใจผิดและตีตราว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แท้จริงแล้วเป็นประสบการณ์ที่พบได้บ่อยกว่าที่คิด จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญพบว่า ประชากรโลกมากกว่า 1 ใน 10 หรืออาจมากถึง 15% เคยมีประสบการณ์ได้ยินเสียงในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ข้อมูลนี้อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นใหม่ที่รวบรวมและเผยแพร่โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต (Psychology Today) ความเข้าใจที่เปลี่ยนไปนี้กำลังปรับทัศนคติและแนวทางการดูแลภาวะหูแว่วในหมู่แพทย์ นักวิจัย และคนทั่วไป จากเดิมที่มองว่าเป็นเพียงอาการของโรคทางจิตเวชรุนแรง ก็เริ่มมองเห็นว่าบ่อยครั้งเป็นมิติที่ซับซ้อน หลากหลาย หรือกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้และวัฒนธรรมของมนุษย์ตามปกติ

ประเด็นนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจ เมื่อนักจิตบำบัดอาวุโสผู้คร่ำหวอดในงานวิจัยด้านการได้ยินเสียง ได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า “ประชากรมากกว่า 1 ใน 10 เคยได้ยินเสียงในช่วงชีวิต และการได้ยินเสียงส่วนใหญ่มักไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมรุนแรง อีกทั้งยังมีช่องทางความช่วยเหลือรองรับอยู่เสมอ” (Psychology Today) สำหรับผู้อ่านชาวไทยและสังคมเอเชียโดยรวม ซึ่งเรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นประเด็นที่เปราะบาง ข้อมูลนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและส่งเสริมการเข้าถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสม

ภาวะหูแว่ว หรือที่ในวงการแพทย์เรียกว่า พาราคูเซีย (paracusia) คือการรับรู้เสียงหรือเสียงพูดโดยไม่มีต้นตอของเสียงจากภายนอก ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบที่ไม่เป็นอันตรายหรืออาจทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ในบางความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรม ไปจนถึงเสียงที่รบกวนชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อสร้างความทุกข์ใจหรือกระทบการใช้ชีวิต (Wikipedia) ในอดีต ทฤษฎีทางการแพทย์มักมองว่าการได้ยินเสียงเชื่อมโยงกับความผิดปกติทางจิต โดยเฉพาะโรคจิตเภท ทว่างานวิจัยยุคใหม่ชี้ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยได้ยินเสียงโดยไม่ได้มีอาการป่วยทางจิตหรือใช้สารเสพติดใดๆ (Psychology Today)

ผลการทบทวนงานวิจัยชิ้นสำคัญที่รวบรวมข้อมูลจากนานาประเทศ พบว่าอัตราผู้มีประสบการณ์ได้ยินเสียงอยู่ระหว่าง 1% ถึง 15% และอาจสูงกว่านี้หากนับรวมกรณีที่ได้ยินเสียงเพียงชั่วครู่หรือเป็นครั้งคราว ไม่จำกัดเฉพาะผู้มีอาการเรื้อรัง (Psychology Today) งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางในวารสาร The Lancet ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้ยินเสียงมักได้ยินมากกว่าหนึ่งเสียง บางรายอาจได้ยินเสียงแตกต่างกันถึง 100 เสียง และในบางครั้งก็อาจมีอาการทางร่างกายปรากฏร่วมด้วย (Woods et al., 2015, อ้างอิงใน Psychology Today)

ความเชื่อที่ว่าการได้ยินเสียงเป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงทางอารมณ์หรือแนวโน้มความรุนแรงนั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หลายคนที่ได้ยินเสียงกลับใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ผู้ดูแล หรือแม้กระทั่งผู้นำทางจิตวิญญาณ ดังที่นักจิตบำบัดอาวุโสผู้คร่ำหวอดในงานวิจัยด้านการได้ยินเสียงท่านเดิมได้กล่าวไว้ว่า “เสียงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก หลายคนในกลุ่มนี้ไม่ได้มีปัญหาทางสุขภาพจิต และหลักปฏิบัติทางจิตวิญญาณหลายแขนงก็ยอมรับประสบการณ์การได้ยินเสียง” ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับสังคมไทยเป็นอย่างดี เพราะความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณและหลักพุทธศาสนาแต่โบราณ ต่างก็เปิดกว้างต่อการตีความประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ไม่ธรรมดาในมิติทางจิตวิญญาณหรือความลี้ลับ

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนากลยุทธ์การรับมือที่ใช้ได้ผลจริง รวมถึงการสร้างชุมชนที่คอยเกื้อหนุน ในระดับสากล มีองค์กรอย่าง Hearing Voices Network (ซึ่งในไทยอาจยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง) ที่ให้การสนับสนุนและสร้างเครือข่ายสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเสียง โดยไม่ยึดติดกับการวินิจฉัยทางการแพทย์ สำหรับกลุ่มผู้ปฏิบัติงานทางคลินิกในไทยเอง ก็เริ่มมีแนวโน้มยอมรับแนวทางการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนผู้มีประสบการณ์คล้ายกันมากขึ้น ทว่าการตีตราจากสังคมยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ขัดขวางการยอมรับในภาพรวม (Beavan et al., 2011, อ้างอิงผ่าน Psychology Today)

ในแง่การดูแลทางคลินิก งานวิจัยสนับสนุนการทำจิตบำบัดที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรมสำหรับผู้มีอาการทางจิต (CBTp) และ Relating Therapy (การบำบัดเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเสียง) ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล แม้การใช้ยา รวมถึงยารักษาอาการทางจิต จะยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ผู้มีประสบการณ์ได้ยินเสียงจำนวนไม่น้อยพบว่า การพัฒนาทักษะการรับมือด้วยตนเองช่วยให้พวกเขารู้สึกมีพลังและควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น เทคนิคต่างๆ เช่น การเปิดเพลงกลบเสียง หรือการลองพูดคุยโต้ตอบกับเสียง ก็สามารถช่วยให้แต่ละคนจัดการกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ วิธีการรักษาใหม่ๆ อย่างการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) ก็มีความก้าวหน้าเช่นกัน แต่การเข้าถึงบริการดังกล่าวมักจำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมือง (Burr, 2022, อ้างอิงใน Psychology Today)

อันตรายจากการเก็บงำประสบการณ์เหล่านี้ไว้เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น “ความโดดเดี่ยวอาจเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของผู้ที่ได้ยินเสียง เมื่อต้องอยู่ลำพัง เรามักจะจมดิ่งสู่โลกส่วนตัว สิ่งที่หลายคนต้องการแท้จริงคือชุมชนและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” นักจิตบำบัดอาวุโสผู้คร่ำหวอดในงานวิจัยด้านการได้ยินเสียงท่านเดิมเน้นย้ำ นอกจากนี้ นักวิชาการยังชี้ว่า ด้วยค่านิยมของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองและความเป็นหมู่คณะ การมีกลุ่มสนับสนุนและการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างผู้มีประสบการณ์คล้ายกันจึงอาจเป็นกลไกที่เอื้อประโยชน์อย่างยิ่ง

หากย้อนมองดูในหน้าประวัติศาสตร์ จะพบเรื่องเล่าเกี่ยวกับการได้ยินเสียงปรากฏอยู่ในนานาอารยธรรม สำหรับตำนานหรือนิทานพื้นบ้านของไทย การเผชิญหน้ากับดวงวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นถือเป็นโครงเรื่องที่คุ้นเคย ซึ่งอาจสะท้อนถึงความเข้าใจในยุคก่อนเกี่ยวกับสิ่งที่นักวิจัยปัจจุบันเรียกว่า “ภาวะหูแว่ว” ในทางพุทธศาสนาเอง การได้รับคำชี้แนะจากเสียงภายในหรือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือก็ไม่ใช่เรื่องผิดแผก และอาจเป็นกรอบความคิดที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมซึ่งเอื้อให้เกิดการเปิดใจพูดคุยถึงเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ดี ความท้าทายยังคงอยู่ที่การจำแนกความแตกต่างระหว่างการตีความเชิงจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์ กับกรณีที่เสียงเหล่านั้นสร้างความทุกข์ทรมานและความสับสนวุ่นวาย ซึ่งต้องอาศัยวิจารณญาณทางคลินิกที่เฉียบคมควบคู่ไปกับความเข้าอกเข้าใจ

เมื่อมองไปยังอนาคต ทิศทางงานวิจัยและนโยบายเกี่ยวกับการได้ยินเสียงในประเทศไทย คาดว่าจะมุ่งเน้นในสามประเด็นหลัก ได้แก่ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชนเพื่อลดการตีตรา การเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ได้มาตรฐานทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล และการส่งเสริมบทบาทของเครือข่ายผู้มีประสบการณ์ที่คอยให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน สอดรับกับแนวโน้มสากลที่ให้ความสำคัญกับความรู้และประสบการณ์ตรง ชุมชนสุขภาพจิตที่ขับเคลื่อนโดยผู้ใช้บริการในไทยซึ่งกำลังขยายตัว จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านทรัพยากรและพื้นที่ในการแสดงบทบาทมากขึ้นในวันข้างหน้า

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน ข้อความสำคัญที่อยากสื่อสารคือ หากตัวท่านเองหรือคนใกล้ชิดมีประสบการณ์ได้ยินเสียง ขอให้ทราบว่านั่นไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการป่วยทางจิตเวชรุนแรงเสมอไป และไม่ใช่เรื่องที่น่าละอายแต่อย่างใด ปัจจุบันมีชุมชนที่พร้อมให้การสนับสนุนและทางเลือกการบำบัดที่มีประสิทธิผล การขอความช่วยเหลือ แม้เพียงการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ที่เปิดใจ ก็สามารถเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยต่อสู้กับความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเข้าใจผิดต่างๆ ได้ หน่วยงานด้านสุขภาพจิต ผู้นำทางความเชื่อ และบุคลากรทางการแพทย์ในชุมชน ต่างสนับสนุนให้มีการพูดคุยถึงประสบการณ์เหล่านี้อย่างเปิดอก โดยเน้นการยอมรับและการจัดการปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นภาษาไทยได้จากคลินิกจิตเวชในโรงพยาบาลจังหวัด องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพจิต และชุมชนออนไลน์ต่างๆ ที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทย

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการได้ยินเสียงและแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาจากเครือข่ายระดับนานาชาติ เช่น Hearing Voices Network (hearing-voices.org) หรือปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพในพื้นที่ซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพจิตของประเทศไทย