งานวิจัยภาคสนามชิ้นสำคัญเผยว่า ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญรุนแรง มีแนวโน้มรายงานอาการของโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) และความวิตกกังวลที่ลดลงอย่างชัดเจน หากมีการใช้สารหลอนประสาทกลุ่มดั้งเดิมระหว่างเกิดเหตุการณ์นั้น ผลวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ล่าสุดในวารสาร Journal of Psychopharmacology ชี้ให้เห็นแนวทางใหม่ ๆ สำหรับการวิจัยด้านสุขภาพจิต ทว่าผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ไม่แนะนำให้ใช้สารเหล่านี้โดยขาดผู้ดูแล และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในสภาวะควบคุม (อ้างอิงจาก Neuroscience News)
งานวิจัยชิ้นนี้ติดตามผู้รอดชีวิต 343 ราย จากเหตุโจมตีเทศกาลดนตรีโนวาในอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมในเทศกาลดนตรีที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในยุคใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 400 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน ทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังจากนั้น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไรค์แมนและสถาบันพันธมิตรได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตอายุระหว่าง 18-64 ปี อย่างละเอียดแบบตัวต่อตัว การสัมภาษณ์ไม่เพียงประเมินสภาวะจิตใจของผู้รอดชีวิต แต่ยังรวมถึงข้อมูลการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตใจก่อนและระหว่างเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ
ความพิเศษของการศึกษานี้ในแวดวงวิจัยบาดแผลทางใจ คือการได้สำรวจผลกระทบจากการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญรุนแรงขนาดใหญ่ในชีวิตจริง และปฏิสัมพันธ์กับการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตใจนอกห้องทดลอง ผลการศึกษาพบว่าสารหลอนประสาทกลุ่มดั้งเดิม เช่น ซิโลไซบิน (พบในเห็ดหลอนประสาท) แอลเอสดี เมสคาลีน และทูซี-บี มีความเชื่อมโยงกับอาการวิตกกังวลและ PTSD ที่ผู้รอดชีวิตรายงานด้วยตนเองว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการใช้สารอื่น (เช่น เอ็มดีเอ็มเอ กัญชา หรือแอลกอฮอล์) และการไม่ใช้สารใดเลย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น คะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยของผู้รอดชีวิตจากเทศกาลโนวาทั้งหมดอยู่ที่ 1.90 คะแนน แต่ในกลุ่มผู้ใช้สารหลอนประสาทกลุ่มดั้งเดิม คะแนนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 1.38 คะแนน
นักวิจัยได้ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ในการวิเคราะห์อย่างรัดกุม โดยคำนึงถึงอายุ เพศ ประวัติการรักษาทางจิตเวช และประสบการณ์การใช้สารหลอนประสาทก่อนหน้านี้ ผลเชิงป้องกันดูจะเด่นชัดยิ่งขึ้นในกลุ่มที่ใช้เพียงสารหลอนประสาทอย่างเดียว โดยไม่ใช้ร่วมกับสารเพื่อสันทนาการอื่น นักจิตวิทยาจากสถาบัน Baruch Ivcher School of Psychology มหาวิทยาลัยไรค์แมน กล่าวว่า “ความเต็มใจของผู้รอดชีวิตที่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาอันยากลำบากเช่นนี้ ทำให้เราสามารถตรวจสอบผลของสารหลอนประสาทในระยะเริ่มต้นของการแสดงอาการ และในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่าในบริบทการบำบัด ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญทางคลินิกอย่างยิ่ง”
นักจิตวิทยาคลินิกภาคสนามท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาสาสมัครในพื้นที่เยียวยาหลังเหตุโจมตี สังเกตเห็นสัญญาณบางอย่างที่นำไปสู่แนวคิดของการศึกษานี้ นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมเล่าว่า “จากการพูดคุยกับผู้รอดชีวิตหลายสิบราย พบว่าบางรายที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสารบางชนิดมีอาการหลังเผชิญเหตุสะเทือนขวัญเบากว่า ขณะเดียวกัน สื่อบางสำนักกลับอ้างว่าการใช้สารเสพติดอาจทำให้บาดแผลทางใจรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งนี้กระตุ้นให้เราต้องตรวจสอบเพิ่มเติม การศึกษาของเราช่วยให้เข้าใจว่าสารต่าง ๆ อาจมีปฏิสัมพันธ์กับการก่อตัวและการเก็บรักษาความทรงจำที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการป้องกันและรักษาในอนาคต”
งานวิจัยนี้สอดรับกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นในระดับสากลต่อการใช้สารหลอนประสาทเพื่อการบำบัด เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เอกสารทางการแพทย์ชี้ชัดว่าเมื่อใช้ในสภาพแวดล้อมทางคลินิกที่มีการควบคุม สารหลอนประสาท เช่น ซิโลไซบินและเอ็มดีเอ็มเอ แสดงศักยภาพในการรักษาภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลรุนแรง และ PTSD ในกลุ่มทหารผ่านศึกและผู้รอดชีวิตจากการถูกทารุณกรรม (อ้างอิงข้อมูลจาก NIH) อย่างไรก็ดี การศึกษาจากเหตุการณ์เทศกาลโนวาให้หลักฐานที่หาได้ยากจากสถานการณ์จริงของผู้คนที่เผชิญบาดแผลทางใจหมู่ ซึ่งต่างจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กและมีการควบคุมที่มักใช้ในการทดลองทางคลินิก
ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ผลการศึกษาหลักของเราชี้ว่าระบบสมองที่ถูกกระตุ้นโดยสารหลอนประสาทกลุ่มดั้งเดิมมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประสบการณ์จากเหตุการณ์คุกคามชีวิต การก่อตัวของความทรงจำที่กระทบกระเทือนจิตใจ และการปรากฏของอาการทางจิตใจ” ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายทางเภสัชวิทยาของสารหลอนประสาทเหล่านี้ อาจส่งผลต่อวิธีที่สมองสร้างความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสหรือความรุนแรงของอาการ PTSD เรื้อรังและภาวะวิตกกังวลได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและผู้กำหนดนโยบายในไทยอาจเห็นว่าผลวิจัยนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญปัจจัยกดดันทางสังคมของตนเอง ตั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน ภัยธรรมชาติ ไปจนถึงความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ปัจจุบันมีการพูดคุยในวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพจิต บทบาทของการบำบัดแนวใหม่ และการเปิดรับประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงสภาวะจิตใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นในพิธีกรรมทางจิตวิญญาณดั้งเดิมทั่วภูมิภาค ขณะที่การศึกษาเรื่องสารหลอนประสาทในโลกตะวันตกมีจำนวนเพิ่มขึ้น วงการแพทย์ไทยได้แสดงความเห็นว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยและกฎระเบียบที่เหมาะสม ก่อนจะนำการบำบัดดังกล่าวมาปรับใช้หรือปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนงานวิจัยรีบออกมาลดกระแสความตื่นเต้น หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “ผลการศึกษาไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนให้ใช้สารหลอนประสาทเพื่อสันทนาการหรือโดยปราศจากผู้ดูแล” และเสริมว่า “ผลลัพธ์ชี้ถึงความจำเป็นในการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิธีการนำสารเหล่านี้มาใช้ร่วมกับการรักษาทางจิตวิทยาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และอยู่ภายใต้การดูแล”
กรอบกฎหมายปัจจุบันของไทยควบคุมสารออกฤทธิ์ต่อจิตใจอย่างเข้มงวด รวมถึงสารหลอนประสาทกลุ่มดั้งเดิม เช่น ซิโลไซบินและแอลเอสดี (อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)) ถึงกระนั้น ยังคงมีความสนใจอย่างระมัดระวังในกลุ่มจิตแพทย์ไทยที่ติดตามการทดลองทางคลินิกระดับนานาชาติเกี่ยวกับการบำบัดภาวะซึมเศร้าด้วยซิโลไซบิน และการบำบัด PTSD ด้วยเอ็มดีเอ็มเอ (ตามรายงานจาก Bangkok Post) การบำบัดเหล่านี้กำลังอยู่ในการทดลองระยะสุดท้ายในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ซึ่งแสดงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันในการลดอาการที่ดื้อต่อการรักษา
ในอดีต ประเทศไทยมีประเพณีการรักษาด้วยสมุนไพรและพิธีกรรมต่าง ๆ แม้สิ่งเหล่านี้จะไม่เคยรวมถึงสารหลอนประสาทแบบตะวันตกกลุ่มดั้งเดิมก็ตาม พิธีกรรมทางพุทธศาสนาและคติความเชื่อท้องถิ่นบางอย่างในไทยเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการใช้บทสวด การทำสมาธิ และการถือศีลอด ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ใช้ยาแต่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะของจิตสำนึกได้เช่นกัน (อ้างอิงข้อมูลจาก Wikipedia: Thai Buddhism) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเน้นย้ำว่าความแตกต่างสำคัญคือ พิธีกรรมเหล่านี้ฝังรากลึกอยู่ในกรอบของชุมชนและพิธีการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจเทียบเคียงได้กับความจำเป็นในการสนับสนุนทางจิตใจอย่างเข้มแข็ง เมื่อพิจารณาการแทรกแซงที่เปลี่ยนแปลงสภาวะจิตใจเพื่อรักษาบาดแผลทางใจ
ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกย้ำเสมอว่าสารหลอนประสาทไม่ได้ปลอดภัยสำหรับทุกคน และการใช้อาจกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิต หรือทำให้อาการป่วยทางจิตที่มีอยู่เดิมแย่ลง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด (อ้างอิงข้อมูลจาก Mayo Clinic) ทีมนักวิจัยจากเหตุการณ์เทศกาลโนวาเองก็ระบุชัดเจนว่าผลการศึกษาของพวกเขาควรถูกมองเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม ไม่ใช่การรับรองให้ใช้โดยปราศจากผู้ดูแล จำเป็นต้องมีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่เพื่อชี้ชัดว่าใครบ้างที่อาจได้รับประโยชน์จากสารหลอนประสาทในการบำบัดบาดแผลทางใจ และภายใต้เงื่อนไขใด
ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเสนอแนวทางที่ผสมผสานนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับการทดลองที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ และมาตรการป้องกันที่เข้มแข็ง ก่อนจะนำการบำบัดด้วยสารหลอนประสาทใด ๆ มาใช้ สำหรับผู้อ่านที่กำลังมองหาขั้นตอนปฏิบัติได้ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มุ่งเน้นการรักษา PTSD ที่เป็นที่ยอมรับแล้ว เช่น การบำบัดพฤติกรรมและความคิดโดยเน้นบาดแผลทางใจ (trauma-focused CBT) การฝึกสติ และการสนับสนุนจากครอบครัว พระสงฆ์ หรือผู้เยียวยาในชุมชน โดยเก็บเรื่องสารหลอนประสาทไว้สำหรับอนาคตทางการแพทย์ ไม่ใช่ปัจจุบัน
สำหรับผู้สนใจสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการบำบัดใหม่ ๆ สามารถค้นหาข้อมูลได้จากกรมสุขภาพจิต (dmh.go.th) โรงพยาบาลในพื้นที่ และสิ่งพิมพ์ระดับนานาชาติที่ติดตามความก้าวหน้างานวิจัยด้านสุขภาพจิต ขณะที่การหารือยังคงดำเนินต่อไป สังคมไทยเผชิญความท้าทายร่วมกันคือ จะสนับสนุนการเยียวยาหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างไร โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเปิดรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับความระมัดระวังที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบทางวัฒนธรรมและจริยธรรม