งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร PLOS One ค้นพบว่าเพลงป๊อปเก่าๆ ที่ชวนให้หวนรำลึกถึงวันวาน สามารถปลุกเร้าให้อยากขยับแข้งขยับขาได้มากกว่าเพลงที่เพียงแค่คุ้นหู งานวิจัยชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นว่าดนตรีและความทรงจำส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของเราอย่างไร ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนแทรีโอแห่งแคนาดา พบว่า แม้ว่าทั้งความรู้สึกคิดถึงวันเก่าๆ และความคุ้นเคยกับเพลงจะทำให้เราสนุกและอยากขยับตัวตามจังหวะมากขึ้น แต่เป็นความรู้สึกคิดถึงอดีตนี่เองที่เป็นตัวกระตุ้นหลักให้อยากลุกขึ้นมาเต้นอย่างจริงจัง การค้นพบนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบำบัดผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว รวมถึงการส่งเสริมสุขภาวะโดยรวม

ผลการศึกษาครั้งนี้มีความน่าสนใจสำหรับคนไทยไม่น้อย เพราะดนตรีถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและวัฒนธรรมไทยอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่งานวัด งานมงคลสมรส ไปจนถึงตลาดโต้รุ่ง หรือแม้แต่การร้องคาราโอเกะในครอบครัว การทำความเข้าใจถึงพลังของเสียงเพลงที่กระตุ้นให้เราอยากขยับร่างกายนั้น อาจช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับกิจกรรมในชุมชน เทศกาลวัฒนธรรมต่างๆ หรือกระทั่งนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนในชาติได้

ในการทดลองออนไลน์รูปแบบใหม่ ทีมวิจัยให้กลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งส่วนใหญ่อายุราว 20 ต้นๆ ถึงกลางๆ ฟังเพลย์ลิสต์เพลงป๊อปฮิตที่คัดเลือกมาอย่างดี จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมการทดลองให้คะแนนแต่ละเพลงตามความรู้สึกคิดถึงอดีต ความคุ้นเคย ความเพลิดเพลิน และความอยากจะขยับเท้า โยกตัว หรือเต้นตาม นักวิจัยตั้งใจกระตุ้นความรู้สึกคิดถึงวันวานด้วยการใส่เพลงที่เคยฮิตสมัยที่ผู้เข้าร่วมยังเป็นวัยรุ่น เช่น เพลง “TiK ToK” ของ Ke$ha, “Call Me Maybe” ของ Carly Rae Jepsen และ “Dynamite” ของ Taio Cruz เพลงเหล่านี้ได้รับคะแนนสูงทั้งในแง่ความคุ้นเคยและความรู้สึกโหยหาอดีต ทว่า ไม่ใช่ทุกเพลงฮิตติดชาร์ตจะให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เพลงดังอย่าง “Firework” ของ Katy Perry แม้จะคุ้นหูเป็นอย่างดี แต่กลับได้คะแนนความรู้สึกคิดถึงอดีตต่ำ และไม่ค่อยกระตุ้นให้อาสาสมัครอยากเต้นมากนัก

ศาสตราจารย์ผู้อำนวยการศูนย์สมองและความคิด (Centre for Brain and Mind) แห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนแทรีโอ และหัวหน้าทีมประสาทวิทยาของโครงการวิจัยนี้ อธิบายว่า “คำว่า ‘กรูฟ’ (Groove) คือความรู้สึกสนุกและอยากขยับตัวตามเสียงเพลง สมองของเราจะตอบสนองต่อเพลงที่มีจังหวะโดยอัตโนมัติ แม้ในผู้ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว” ศาสตราจารย์ท่านนี้กล่าวเสริมว่า “ดีเจเก่งๆ ที่เปิดเพลงในงานแต่งงานต่างรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วโดยสัญชาตญาณ และตอนนี้เราก็มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน” (Neuroscience News)

นักศึกษาปริญญาเอกและผู้เขียนหลักของงานวิจัยนี้ เน้นย้ำว่าความรู้สึกคิดถึงอดีตช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินและแรงกระตุ้นให้อยากเต้นได้อย่างไร: “ยิ่งเราคุ้นเคยกับเพลงมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะชอบเพลงนั้นมากขึ้น ความคุ้นเคยและความรู้สึกคิดถึงอดีตนั้นเกี่ยวข้องกัน แต่ความรู้สึกคิดถึงอดีตจะพาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาพิเศษและทำให้เราอยากขยับตัว” ประเด็นสำคัญคือ ความรู้สึกคิดถึงอดีตต่างหาก ไม่ใช่แค่ความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว ที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะลุกขึ้นเต้นของผู้เข้าร่วมการทดลอง นั่นหมายความว่า ความทรงจำเกี่ยวกับบทเพลงที่ผูกพันกับอารมณ์ความรู้สึก คือสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนออกมาโชว์สเต็ปบนฟลอร์เต้นรำอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้รวมเพลงใหม่ๆ ที่ผู้ฟังคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น “Don’t Start Now” ของ Dua Lipa, “Sucker” ของ Jonas Brothers และ “Bad Guy” ของ Billie Eilish เพื่อใช้เป็นกลุ่มควบคุมที่ก่อให้เกิดความรู้สึกคิดถึงอดีตในระดับต่ำ แม้เพลงเหล่านี้จะเป็นที่รู้จักกันดี แต่ก็ขาดพลังทางอารมณ์ที่จำเป็นในการกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมอยากลุกขึ้นมาเต้นอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าความรู้สึกคิดถึงอดีตนี่เองที่เป็นส่วนผสมลับที่ทำให้เพลงนั้น “กรูฟ” หรือชวนให้ขยับแข้งขยับขา

สำหรับคนไทย ผลการวิจัยนี้มีความหมายมากกว่าแค่เรื่องเพลงป๊อปสากล ในบริบทของสังคมไทย ที่เพลงลูกทุ่ง หมอลำ และเพลงไทยป๊อปยุคเก่า มักจะจุดประกายการเต้นรำหมู่ในงานรื่นเริงตามชนบทและคอนเสิร์ตในเมือง บรรดาเพลงเก่าที่ชวนให้คิดถึงความหลัง ไม่ว่าจะเป็นเพลงวอลทซ์จากละครเวที “เดอะคิงแอนด์ไอ” หรือเพลงฮิตยุค 90 อย่าง “ไชโย” หรือ “คืนนี้อยู่กับใคร” ล้วนเป็นเพลงที่สามารถดึงดูดผู้คนให้มารวมตัวกันบนฟลอร์เต้นรำได้อย่างไม่ต้องสงสัย งานวิจัยชี้ว่าความผูกพันทางอารมณ์ที่คนไทยมีต่อเพลงชาติ เพลงสถาบัน หรือแม้แต่เพลงประกอบละครโทรทัศน์ที่ออกอากาศยาวนาน ก็มีผลต่อร่างกายที่วัดผลได้ทางวิทยาศาสตร์ กระตุ้นให้คนฟังอยากเฉลิมฉลอง โยกย้ายส่ายสะโพก หรือเต้นรำไปด้วยกัน

ในแง่มุมประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจเช่นกัน นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ นีแอนเดอร์ทัล และโครมันยอง ต่างก็ขยับร่างกายตามเสียงดนตรีมานานกว่า 50,000 ปีแล้ว สำหรับประเทศไทย การเต้นรำมีรากฐานเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งในรูปแบบนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างโขนและลิเก ไปจนถึงการรำวงอย่างสนุกสนานเป็นกันเองในงานวัดหรืองานแห่ตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งเพลงเก่าแก่ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและเต็มไปด้วยความทรงจำเหล่านี้เองที่เป็นพลังขับเคลื่อนให้อยากลุกขึ้นมาร่ายรำ

เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เขียนงานวิจัยเชื่อว่าการค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบำบัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำบัดด้วยจังหวะสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ศาสตราจารย์ผู้อำนวยการศูนย์สมองและความคิดฯ ท่านเดิม ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของดนตรีต่อสมองของผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวด้วย ได้เน้นย้ำว่า “ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นบทบาทที่สำคัญของความรู้สึกคิดถึงอดีต ซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าแค่ความคุ้นเคย ในการกระตุ้นความอยากเต้น” สิ่งนี้เปิดโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และนักบำบัดในประเทศไทยที่ทำงานกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทเสื่อม การออกกำลังกายตามจังหวะประกอบกับเพลงไทยเก่าๆ ที่ชวนให้คิดถึงวันวาน ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับจิตใจ แต่ยังอาจกระตุ้นให้ผู้ที่ไม่ค่อยอยากขยับตัวได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น

สำหรับสังคมไทยโดยรวม ผลการวิจัยนี้เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจให้เราหันกลับมารำลึก อนุรักษ์ และเฉลิมฉลองบทเพลงในอดีต ไม่ใช่เพียงเพื่อความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเพื่อพลังทางวิทยาศาสตร์ของบทเพลงเหล่านั้นในการขับเคลื่อนชุมชน (ทั้งในเชิงความรู้สึกและการเคลื่อนไหวร่างกายจริงๆ) ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์และลอยกระทง ผู้จัดงานอาจลองเลือกเปิดเพลงเก่าๆ ที่ชวนให้คิดถึงวันวานเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนออกมาร่วมเต้นรำกันมากขึ้น ครอบครัวต่างๆ ก็อาจพบว่าการเปิดเพลงฮิตในสมัยวัยเยาว์ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย สามารถสร้างความสุข ความผูกพันระหว่างวัย และส่งเสริมการเคลื่อนไหวที่ดีต่อสุขภาพในบ้านได้

ในยุคที่บริการสตรีมมิงเพลงทำให้การย้อนกลับไปฟังเพลงฮิตเก่าๆ เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย คนไทยจึงน่าจะลองสร้างเพลย์ลิสต์ “เพลงโปรดในวันวาน” ของตัวเองไว้ฟังเพื่อความเพลิดเพลินส่วนตัว หรือเปิดในงานสังสรรค์ของครอบครัว สำหรับนักการศึกษา การนำเพลงที่สะท้อนยุคสมัยต่างๆ มาใช้ประกอบในชั้นเรียนเต้นรำ ดนตรี หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ ก็อาจช่วยเพิ่มความสนใจและผลการเรียนรู้ของนักเรียนได้ โดยอาศัยพลังพิเศษของความรู้สึกคิดถึงอดีตนี่เอง

โดยสรุป เพลงเก่าที่ฟังแล้วชวนให้คิดถึงอดีตเป็นมากกว่าเครื่องเตือนความจำถึงวันวาน แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่แรงกระตุ้นตามธรรมชาติของร่างกายให้อยากเคลื่อนไหวและเต้นรำ สำหรับคนไทยซึ่งภาคภูมิใจในประเพณีดนตรีและการเต้นรำอันรุ่มรวย การปล่อยใจไปกับความรู้สึกคิดถึงอดีตอาจเป็นทั้งความสุขที่เพลิดเพลินและเป็นแนวทางที่สดใสในการส่งเสริมสุขภาพทางสังคมและสุขภาวะทางกาย

สำหรับใครที่มองหาข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง ลองปัดฝุ่นเพลงไทยเก่าๆ ที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นเพลงลูกทุ่งระดับตำนาน เพลงป๊อปยุค 90 หรือเพลงประกอบละครเรื่องแรกที่เคยดู แล้วปล่อยให้เสียงเพลงนำพาไปสู่การเต้นรำ เพื่อประโยชน์ทั้งต่อใจและกาย

แหล่งข้อมูล: