รัฐบาลไทยเตรียมคลอดมาตรการคุมเข้มกัญชาชุดใหม่ เล็งจำกัดการเข้าถึงอย่างจริงจัง โดยอาจกำหนดให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติต้องโชว์ใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ซื้อกัญชาอย่างถูกกฎหมาย ความเคลื่อนไหวนี้ถูกเปิดเผยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระหว่างการแถลงข่าวล่าสุดที่กรุงเทพฯ ซึ่งอาจนับเป็นการพลิกโฉมนโยบายกัญชาครั้งสำคัญของประเทศ หลังสร้างประวัติศาสตร์ปลดล็อกเป็นชาติแรกในเอเชียได้เพียง 3 ปี (เอโอแอล)

ข้อเสนอใหม่นี้มีขึ้นหลังจากการถกเถียงยืดเยื้อนานหลายเดือนถึงผลกระทบทางสังคมและสุขภาพ อันเนื่องมาจากบรรยากาศการเข้าถึงกัญชาที่ค่อนข้างเสรีในไทย นับตั้งแต่ปลดล็อกเมื่อปี 2565 ประเทศไทยก็ผุดร้านขายกัญชาขึ้นเป็นดอกเห็ดตามเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสวนทางกับท่าทีแข็งกร้าวต่อกัญชาของหลายชาติในเอเชีย แม้ช่วงแรกนโยบายนี้จะช่วยปลุกเศรษฐกิจภาคเกษตรและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่การไร้กฎเกณฑ์ที่รัดกุมก็ก่อให้เกิดความกังวลในวงกว้าง ทั้งปัญหาการเสพติด การใช้ในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนภาพลักษณ์ “ดินแดนสวรรค์สายเขียว” ของประเทศ

ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ที่เตรียมจะบังคับใช้นี้ ผู้ที่ต้องการซื้อกัญชา โดยเฉพาะช่อดอกแห้งซึ่งเป็นที่นิยมนำไปสูบ จะต้องแสดงใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น ข้อกำหนดนี้จะครอบคลุมทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยทางการเน้นย้ำถึงเจตจำนงค์ในการป้องกันการใช้เพื่อสันทนาการอย่างเคร่งครัด ผู้บริหารระดับสูงของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า “ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องการซื้อดอกกัญชาเพื่อสูบ ทั้งคนไทยหรือชาวต่างชาติ จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เราไม่ต้องการให้ใครพูดว่ามาเมืองไทยเพื่อสูบกัญชาโดยเฉพาะ เพราะนั่นสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี” (เอโอแอล)

ปัจจุบัน กฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้กัญชาในไทยยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ทางการสั่งห้ามการบริโภคกัญชาในสถานศึกษา และกำหนดให้ติดฉลากแสดงส่วนผสมของกัญชาอย่างชัดเจนบนอาหารและเครื่องดื่ม แต่ก็ยังพบช่องโหว่และการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่จริงจังเท่าที่ควร ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งร่างกฎหมายกัญชาฉบับสมบูรณ์ ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาอีกทอดหนึ่ง โดยกรอบกฎหมายใหม่นี้มุ่งอุดช่องโหว่ที่เปิดทางให้อุตสาหกรรมกัญชาไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งบางข้อมูลประเมินว่ามีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสนับสนุนกัญชากลับเห็นว่ามาตรการล่าสุดของรัฐบาลนั้นไม่จำเป็นและตึงเกินไป โดยอ้างว่ากระแสการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการที่เคยพุ่งสูงในช่วงแรกได้ซาลงแล้ว และการกำหนดให้ต้องมีใบรับรองแพทย์จะกลายเป็นอุปสรรคต่อผู้ป่วยตัวจริงที่ต้องการใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและเทศหลายรายต่างแสดงความกังวลถึงการสร้างสมดุลระหว่างการจำกัดการใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ กับการรักษาไว้ซึ่งสิทธิการเข้าถึงสำหรับผู้ที่มีความจำเป็น

ปัญหาการลักลอบขนส่งและค้ากัญชาเถื่อนได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อทั้งไทยและต่างชาติเกาะติดอย่างใกล้ชิด นับแต่ปลดล็อกกัญชา เจ้าหน้าที่สนามบินและศุลกากรรายงานพบการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นฝีมือชาวต่างชาติ ล่าสุด รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่าปฏิบัติการร่วมกับทางการไทยสามารถยึดกัญชาได้มากกว่าสองตันจากผู้โดยสารเครื่องบิน และมีชาวอังกฤษหลายสิบรายถูกรวบตัวในข้อหาพยายามลักลอบขนกัญชา ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคมที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบนเกาะสมุยสกัดจับกระเป๋าเดินทาง 22 ใบ อัดแน่นด้วยกัญชาน้ำหนักรวม 375 กิโลกรัม พร้อมคุมตัวชาวต่างชาติ 13 คน

คดีใหญ่ๆ เหล่านี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งสะสางความคลุมเครือทางกฎหมาย อันเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดทั้งการใช้กัญชาผิดประเภทในประเทศและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลให้การตรวจค้นที่สนามบินต้องเข้มงวดขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากทางการอังกฤษยังชี้ว่าการลักลอบส่งกัญชาทางพัสดุไปรษณีย์จากไทยไปยังสหราชอาณาจักรก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน (เอโอแอล; บางกอกโพสต์)

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นชาติที่ชูการแพทย์แผนไทย สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาอย่างยาวนาน การถกเถียงในประเด็นสาธารณสุขจึงมุ่งเน้นไปที่การหาจุดสมดุลระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคล ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสวัสดิภาพของสังคมโดยรวม ผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เหตุผลว่า การกำหนดให้ต้องมีใบรับรองแพทย์จะช่วยให้การใช้กัญชากลับไปสู่เจตนารมณ์ดั้งเดิม คือ เพื่อบรรเทาอาการทางการแพทย์สำหรับภาวะต่างๆ อาทิ อาการปวดเรื้อรัง อาการข้างเคียงจากโรคมะเร็ง หรือโรคทางระบบประสาทบางชนิด ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักเมื่อไทยเริ่มปฏิรูปกฎหมายกัญชา

อย่างไรก็ดี นักวิจัยด้านสาธารณสุขบางกลุ่มท้วงว่า การออกกฎที่เข้มงวดเกินไปอาจผลักไสให้ตลาดสันทนาการมุดลงใต้ดิน นำไปสู่การซื้อขายที่ไร้การควบคุม และทำให้การกำกับดูแลยิ่งอ่อนแอลง บททบทวนวรรณกรรมชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ชี้ว่ามาตรการที่เข้มงวดอาจนำไปสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และสร้างความท้าทายใหม่ๆ ในการบังคับใช้กฎหมาย (The Lancet) ท่าทีของไทยในเรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากผู้กำหนดนโยบายทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเด็นการทำให้กัญชาถูกกฎหมายยังคงเป็นเรื่องเปราะบาง

ในเวทีโลก ความแตกต่างในเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจน ขณะที่ประเทศอย่างแคนาดาและบางรัฐในสหรัฐอเมริกาได้วางระบบตลาดกัญชาที่มีการควบคุม โดยแยกการใช้ออกเป็นทางการแพทย์และสันทนาการอย่างชัดเจน ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียยังคงมีบทลงโทษรุนแรงสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาทุกรูปแบบ แม้จะเริ่มมีเสียงเรียกร้องและแนวโน้มการปฏิรูปในบางแห่งบ้างแล้วก็ตาม

สำหรับสังคมไทย การถกเถียงเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงประเด็นสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันถึงเรื่องค่านิยมและวัฒนธรรมด้วย กัญชา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเรา มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปีในการแพทย์แผนไทยและวิถีชีวิตชุมชนชนบท เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เคยแห่ปลูกกัญชาในช่วงตลาดบูม เวลานี้กลับต้องเผชิญความไม่แน่นอนต่ออนาคตของตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการในเมืองและธุรกิจท่องเที่ยวก็ต้องประเมินว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นจะกระทบต่อโมเดลธุรกิจที่ปรับตัวรับกระแสเปิดเสรีในช่วงไม่กี่ปีมานี้อย่างไร ผู้นำศาสนาและชุมชนหลายฝ่ายมักแสดงความห่วงใยว่าการเข้าถึงกัญชาที่ง่ายเกินไปอาจสั่นคลอนระเบียบสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

ความพยายามให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อแก้ไขความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชา กระทรวงศึกษาธิการได้จับมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการริลองกัญชาตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะเมื่อมีงานวิจัยชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กัญชาในวัยรุ่นกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและสุขภาพจิตที่ถดถอย (PubMed) โครงการรณรงค์ระดับชุมชน เช่น โครงการที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเพื่อนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในเมืองใหญ่ของไทย

เมื่อมองไปข้างหน้า การบังคับใช้ใบรับรองแพทย์มีแนวโน้มจะทำให้กิจกรรมในตลาดสันทนาการของไทยซบเซาลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ย้ำถึงความสำคัญของแนวทางที่โปร่งใสและช่องทางที่สะดวกสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมาย ความสำเร็จในการบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่ๆ นี้ คงต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานสุขภาพ ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง และการศึกษาในทุกระดับ

ในเวลานี้ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวรับมือกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ผู้ที่ต้องการใช้กัญชาจะต้องปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ผู้มีใบอนุญาต และต้องได้รับเอกสารรับรองที่ถูกต้องก่อนจึงจะซื้อกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย สำหรับผู้ที่ใช้กัญชาเพื่อดูแลอาการป่วยเรื้อรังด้วยตนเอง นั่นหมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้กับผู้ให้บริการสุขภาพที่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่คล้ายคลึงกับหลายประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ออสเตรเลีย และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา

ขณะที่กฎระเบียบใหม่ใกล้จะมีผลบังคับใช้ การรับฟังเสียงของประชาชนและเวทีผู้เชี่ยวชาญจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบนโยบายที่สะท้อนการผสมผสานอันซับซ้อนระหว่างขนบธรรมเนียม นวัตกรรม และการเป็นเจ้าบ้านที่ดีอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย สำหรับผู้ที่คิดจะใช้กัญชา ไม่ว่าจะเพื่อการแพทย์หรือสันทนาการ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือหมั่นติดตามข่าวสารกฎหมายที่เป็นปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับบรรยากาศการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาที่เปลี่ยนแปลงไปและผลกระทบต่อสังคมไทย ขอแนะนำให้ผู้อ่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก่อนตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชา