งานวิจัยชิ้นใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึง ได้ออกมาท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการไม่มีเพื่อนจำเป็นต้องหมายถึงความเหงาและความทุกข์เสมอไป ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพล การ “เชื่อมต่อ” กับผู้คนมักถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของความสุข แต่ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Canadian Review of Sociology กลับเผยให้เห็นแง่มุมที่ซับซ้อนกว่านั้น กล่าวคือ บางคนที่มีเพื่อนน้อยหรือไม่มีเลย กลับพบความสุข หรือแม้กระทั่งรู้สึกดีกับการอยู่คนเดียว การค้นพบนี้ ซึ่งได้รับการตอกย้ำจาก Psychology Today และถูกกล่าวถึงในสื่อและบทความวิชาการหลายแห่ง (Wiley, CTV News Atlantic) ชวนให้คนไทยได้ลองกลับมาคิดทบทวนความเชื่อทั้งในระดับบุคคลและวัฒนธรรม เกี่ยวกับมิตรภาพและความสุขในชีวิตกันใหม่

แล้วเรื่องนี้สะท้อนอะไรในสังคมไทย? ประเทศไทยก็คล้ายกับหลายวัฒนธรรม ที่ให้คุณค่าอย่างมากกับความกลมเกลียวในสังคม การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และความผูกพันในชุมชน การรวมญาติและการมีกลุ่มเพื่อนสนิทมิตรสหายมักถูกมองว่าเป็นรากฐานของความสุขความเจริญ ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์หรือลอยกระทง การเฉลิมฉลองร่วมกันยิ่งตอกย้ำถึงสายใยความผูกพันของผู้คน ทว่า ในยุคที่สังคมเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น คนไทยไม่น้อย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ กลับพบว่าตนเองใช้ชีวิตลำพังหรือรู้สึกห่างเหินจากเครือข่ายสังคมแบบเดิมๆ การระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มเหล่านี้ให้ชัดเจน และจุดประกายคำถามสำคัญถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความสุข และสุขภาพใจ (The Conversation)

หัวใจของงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ คือการศึกษาเชิงคุณภาพแบบเจาะลึกโดยทีมวิจัยจากแคนาดา ที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 21 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 75 ปี ซึ่งแต่ละคนก็มีประสบการณ์การไม่มีเพื่อนที่ต่างกันออกไป มีทั้งนักศึกษา ผู้เกษียณอายุ ช่างฝีมือ ศิลปิน และพนักงานบริการ ผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่คนที่เคยมีชีวิตสังคมที่คึกคักแต่ค่อยๆ ปลีกตัวออกมา จนถึงคนที่เลือกใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเป็นทุนเดิม ผลการศึกษาพบว่า ทัศนคติของผู้คนต่อการไม่มีเพื่อนนั้นหลากหลายอย่างน่าสนใจ สวนทางกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ สำหรับบางคน การไม่มีเพื่อนเชื่อมโยงกับความเหงาอย่างรุนแรงจริง ซึ่งสอดรับกับผลสำรวจระดับโลกก่อนหน้านี้ เช่น ผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการปลีกตัวออกจากสังคม แต่สำหรับคนอื่นๆ การไม่มีเพื่อนสนิทกลับไม่ได้นำมาซึ่งความทุกข์ แต่เป็นบ่อเกิดของความสงบสุข อิสรภาพ และการค้นพบศักยภาพในตนเอง (WHO Loneliness and Social Isolation)

แง่มุมที่น่าสนใจมากประการหนึ่งของงานวิจัยนี้ คือการนำเสนอเรื่องราวของคนที่ไม่ได้มองว่าการไม่มีเพื่อนเป็นความล้มเหลวหรือเรื่องน่าเศร้า อย่างที่สังคมส่วนใหญ่มักตีตรา ตัวอย่างเช่น อดีตนายทหารเกษียณอายุท่านหนึ่ง วัย 70 กว่าปี ซึ่งใช้ชีวิตโดยไม่มีเพื่อนสนิท เล่าว่า “ผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง ผมรู้ว่าผมเป็นคนดี…ผมมีงานอดิเรกเยอะแยะ เรื่องอื่นอย่างการไม่มีเพื่อน มันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย” เช่นเดียวกับช่างฝีมืออีกท่านหนึ่ง วัย 30 กว่าปี ที่กำลังฟื้นตัวจากประสบการณ์หย่าร้างอันหนักหน่วง เล่าว่า “แทนที่จะพยายามหาใครสักคนมาอยู่ข้างๆ ผมกลับใช้เวลาไปกับการพัฒนาทักษะหรือทำงานอดิเรก เอาเข้าจริง ผมว่ามันทำให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ” มุมมองเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับบางคน การไม่มีเพื่อนไม่ใช่แค่สภาวะจำยอม แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเองอย่างตั้งใจ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายเรื่องความเป็นอิสระ การทำงานสร้างสรรค์ หรือความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ (Psychology Today)

งานวิจัยยังเผยให้เห็นถึงแรงกดดันทางวัฒนธรรมที่หนักหน่วง ในการต้องมีเพื่อนและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมไว้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล วันสำคัญของชีวิต และงานฉลองต่างๆ ผู้เข้าร่วมวิจัยเล่าว่า พวกเขารู้สึกเหมือนถูกตัดสินหรือถูกมองด้วยสายตาสงสารเมื่อไม่มีเพื่อน และบ่อยครั้งที่ต้องคอยอธิบายหรือหาเหตุผลมาแก้ต่างให้กับการเลือกใช้ชีวิตของตน สิ่งนี้สะท้อนประสบการณ์ของคนไทยไม่น้อย ที่มักเจอคำถามก้าวก่ายเรื่องชีวิตสังคมหรือสถานะความสัมพันธ์ โดยเฉพาะช่วงรวมญาติหรือเทศกาล ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ความรู้สึกอับอายหรือกังวลใจโดยไม่จำเป็น ประเด็นนี้ยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวที่ย้ายถิ่นเข้ามาทำงานหรือเรียนในเมืองใหญ่ หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งรูปแบบมิตรภาพของพวกเขาอาจไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคมส่วนใหญ่ (The Conversation)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งเพิ่มมิติที่ลึกซึ้งให้กับประเด็นนี้ นักจิตวิทยาสังคมท่านหนึ่ง เขียนบทความใน Psychology Today ยืนยันว่า “เรื่องเล่าในสังคมมักจะตีตราว่าการไม่มีเพื่อนคือความล้มเหลวส่วนบุคคล เป็นสัญญาณว่าคนนั้นดูน่าอึดอัด ไม่น่าคบ หรือสร้างสัมพันธ์ไม่เป็น แต่สำหรับบางคน การไม่มีเพื่อนไม่ใช่ทั้งเรื่องน่าเศร้าและไม่ใช่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว” ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการท่านอื่นๆ ที่กระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนเปิดใจยอมรับวิถีชีวิตที่หลากหลาย เมื่อต้องออกแบบนโยบายสุขภาพจิต โครงการทางสังคม หรือโครงการส่งเสริมความหลากหลายในที่ทำงาน (Wiley; Harvard Graduate School of Education)

แล้วเรื่องนี้มีนัยสำคัญต่อประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างไร? ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่าอัตราการรายงานความรู้สึกเหงาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและเยาวชน (กรมสุขภาพจิต) ภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ต่างตอบสนองด้วยการขยายโครงการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและโครงการช่วยเหลือทางสังคม อย่างไรก็ดี โครงการเหล่านี้มักมองว่าการไม่มีเพื่อนเป็นสภาวะที่ต้อง ‘แก้ไข’ งานวิจัยใหม่นี้ชี้แนะแนวทางที่ควรปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคลมากขึ้น คือ การยอมรับว่าสำหรับบางคน การไม่มีเพื่อนคือทางเลือกชีวิตในเชิงบวก ไม่ใช่ความผิดปกติทางพยาธิสภาพ เช่น คนไทยวัยหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยให้เหตุผลว่าการมีเพื่อนจำกัดเป็นเพราะภาระงาน การเรียน หรือความรับผิดชอบต่อครอบครัว แต่พวกเขากลับนิยามความสุขของตนผ่านครอบครัว การปฏิบัติธรรม หรือการทำงานอดิเรกที่สร้างสรรค์แทน

ในระดับโลก งานวิจัยทางระบาดวิทยาหลายชิ้นยืนยันว่าการปลีกตัวออกจากสังคมสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะซึมเศร้า และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Harvard GSE) อย่างไรก็ตาม ดังที่นักสังคมศาสตร์ชี้ว่า ความเหงาเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่ทุกคนที่ ‘อยู่คนเดียว’ จะรู้สึกเหงาเสมอไป ปัจจัยทางวัฒนธรรม รวมถึงคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องสติ การไม่ยึดติด และคุณค่าของความสันโดษ อาจเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับคนไทย ที่จริงแล้ว สังคมไทยแต่โบราณนับศตวรรษได้ให้การยอมรับและเคารพผู้ที่เลือกดำเนินชีวิตอย่างสงบและพิจารณาใคร่ครวญ เช่น พระภิกษุ ฤาษี หรือศิลปิน ผู้ซึ่งค้นพบความเต็มเปี่ยมในชีวิตนอกเหนือจากเครือข่ายมิตรภาพตามครรลองทั่วไป

เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยลักษณะนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษา การวางผังเมือง และนโยบายสุขภาพจิตในไทย โรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถส่งเสริมความเข้าใจที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับสุขภาวะทางสังคม โดยสอนให้นักเรียนนักศึกษาเคารพเส้นทางสู่ความสุขอันหลากหลาย แทนที่จะผลักดันการเข้าสังคมแบบ ‘สูตรสำเร็จเดียว’ สำหรับทุกคน นักวางผังเมืองอาจออกแบบพื้นที่ที่เอื้อทั้งการรวมกลุ่มในชุมชนและการแสวงหาความสงบส่วนตัวอย่างแท้จริง เช่น สวนสาธารณะที่สงัด ห้องสมุด หรือห้องสำหรับปฏิบัติธรรม โครงการรณรงค์ด้านสุขภาพจิตสามารถปรับเนื้อหาการสื่อสาร เพื่อชี้ว่ามิตรภาพนั้นมีคุณค่า แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับทุกคนเสมอไป และการทำงานที่มีความหมาย ความคิดสร้างสรรค์ หรือความผูกพันในครอบครัว ก็เป็นแหล่งพลังใจที่หล่อเลี้ยงจิตใจได้ดีไม่ต่างกัน (WHO)

โดยสรุปแล้ว คนไทยเราควรมองงานวิจัยใหม่ชิ้นนี้อย่างไร? สิ่งสำคัญที่สุดคือ: อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใคร เช่นเดียวกับที่เราไม่ควรเหมาเอาว่าคนเพื่อนเยอะจะต้องมีความสุขเสมอไป เราก็ไม่ควรสรุปว่าคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนจะรู้สึกเหงาหรือไร้สุขในชีวิต แต่เราควรเปิดใจยอมรับความหลากหลายของประสบการณ์มนุษย์ หากคุณพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวแต่ก็มีความสุขดี ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือละอายใจ แต่ถ้าความเหงากลายเป็นเรื่องกัดกินใจหรือเรื้อรัง ก็ควรขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด กลุ่มคนในชุมชน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกกดดันจากกรอบคิดเดิมๆ ของสังคม และเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะในงานสังคมหรือการรวมญาติ ควรระวังอย่าเอาความคาดหวังของตนไปตัดสินคนอื่น “คนที่ดูเหมือน ‘อยู่คนเดียว’ อาจกำลังสงบสุขอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ก็เป็นได้” นักจิตวิทยาสังคมท่านเดิมย้ำเตือน และนั่นคือบทเรียนชีวิตเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งสำคัญไม่น้อยในสังคมไทย เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ทั่วโลก