งานวิจัยชิ้นใหม่จากทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยไบรตันและมหาวิทยาลัยโกอิมบรา ได้ตีแผ่ผลกระทบทางจิตใจอันลึกซึ้งที่พฤติกรรมการ “เท” (ghosting) และ “การปั่นหัว” (gaslighting) สามารถก่อให้เกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบัน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงสำคัญระหว่างการปฏิสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น กับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ทั้งยังสะท้อนประเด็นสำคัญให้สังคมไทยที่กำลังเผชิญกับสภาพการณ์คล้ายคลึงกันได้ขบคิด

งานวิจัยนี้ได้สำรวจผู้ใหญ่ชาวสหราชอาณาจักรจำนวน 544 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี และพบว่าทั้งพฤติกรรมการ “เท” (การตัดการติดต่อสื่อสารทั้งหมดอย่างกะทันหันโดยไม่อธิบาย) และ “การปั่นหัว” (กลวิธีทางจิตวิทยาที่ทำให้บุคคลเริ่มสงสัยในความเป็นจริงของตนเอง) ล้วนกระตุ้นให้เกิดอาการทางสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าและความคิดหวาดระแวง วิธีการศึกษานี้ยังได้พิจารณาตัวแปรต่างๆ เช่น อายุ รายได้ ลักษณะบุคลิกภาพ ตลอดจนความเปราะบางต่อการถูกปฏิเสธและความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาทางใจอยู่แล้ว

ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยไบรตัน หนึ่งในทีมวิจัย เน้นย้ำว่าการสื่อสารในยุคดิจิทัลยิ่งทำให้พฤติกรรมที่เป็นปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น “ยุคดิจิทัลได้เปิดประตูสู่การเชื่อมโยงทางสังคมอย่างกว้างขวาง ทว่าก็มาพร้อมกับความเสี่ยงบางประการ โดยเฉพาะพฤติกรรมการ ‘เท’ ซึ่งแทบทั้งหมดเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อการใช้โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันหาคู่แพร่หลายมากขึ้น ความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับพฤติกรรมอันตรายเช่นการเท ซึ่งงานวิจัยของเราพบว่ามีความเชื่อมโยงกับสุขภาพจิตที่แย่ลง ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย” (The Independent)

ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยชี้ว่าทั้งพฤติกรรมการ “เท” และ “การควบคุมบงการ” ในรูปแบบต่างๆ (การที่ฝ่ายหนึ่งพยายามควบคุมพฤติกรรมหรือกิจวัตรประจำวันของอีกฝ่าย) ล้วนเพิ่มความรู้สึกหวาดระแวงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่พฤติกรรม “การปั่นหัว” มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับอาการซึมเศร้า ผลกระทบนี้รุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่ากังวลระหว่างความเปราะบางทางสังคมกับแรงกดดันจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

สำหรับสังคมไทย ซึ่งแพลตฟอร์มหาคู่ออนไลน์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการประนีประนอมและความสัมพันธ์อันราบรื่น ผลการวิจัยนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง งานวิจัยตอกย้ำความจริงที่ว่าการทำร้ายทางจิตใจในความสัมพันธ์ แม้จะไม่มีการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตใจได้อย่างรุนแรง นี่เป็นข้อควรพิจารณาที่สำคัญสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนและภัยคุกคามทางออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น (Bangkok Post)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นดังกล่าวจากสหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า “แม้แนวคิดเรื่อง ‘การเท’ และ ‘การปั่นหัว’ อาจมีต้นกำเนิดจากตะวันตก แต่ผลกระทบของพฤติกรรมเหล่านี้ก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในกลุ่มเยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันอย่าง Line, Facebook หรือ Tinder เพื่อสร้างความสัมพันธ์ เราพบกรณีผู้รับคำปรึกษาจำนวนมากขึ้นที่แสดงอาการวิตกกังวล ความไม่มั่นใจในตนเอง และภาวะซึมเศร้า ซึ่งสัมพันธ์กับการถูกตัดความสัมพันธ์อย่างกะทันหัน หรือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ถูกควบคุมชักจูงทางออนไลน์”

การที่แวดวงวิชาการหันมาให้ความสำคัญกับการทำร้ายที่ไม่ใช่ทางกายภาพมากขึ้นนี้ สอดรับกับการถกเถียงในวงกว้างของสังคมไทยเกี่ยวกับการป้องกันความรุนแรงในคู่รัก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการรณรงค์ด้านสุขภาพจิตต่างๆ ที่ริเริ่มโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้เริ่มกล่าวถึงประเด็นการทำร้ายทางอารมณ์ โดยตระหนักถึงผลกระทบของบาดแผลทางใจที่อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทย (กระทรวงสาธารณสุข)

ผู้เขียนงานวิจัยจากสหราชอาณาจักรสนับสนุนให้ใช้การบำบัดทางจิตวิทยา โดยเฉพาะการบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม (CBT) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจและความนับถือตนเองในผู้ที่เผชิญกับพฤติกรรม “การเท” หรือ “การปั่นหัว” กลยุทธ์ของ CBT ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถช่วยจัดการกับความทุกข์ทางใจได้นั้น เริ่มมีการนำมาใช้ในแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลและคลินิกสุขภาพจิตในเขตเมืองของประเทศไทยแล้ว แม้ว่าการรับรู้และการเข้าถึงบริการดังกล่าวยังคงมีจำกัดในพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ (PubMed) การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในสถาบันการศึกษาของไทย จะช่วยให้พวกเขารู้เท่าทันรูปแบบการทำร้ายในความสัมพันธ์ที่อาจไม่ชัดเจน และกระตุ้นให้พวกเขาขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ

พัฒนาการเหล่านี้ยังเปิดประเด็นการพูดคุยเกี่ยวกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความเปราะบาง อัตราการใช้สมาร์ทโฟนที่พุ่งสูงขึ้นในไทยและการที่การหาคู่ออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น หมายความว่าปัญหาความสัมพันธ์ที่จบลงผ่านช่องทางออนไลน์มีแนวโน้มที่จะพบบ่อยขึ้น ทำให้การให้ความรู้เรื่องการสื่อสารในโลกดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกัน อคติหรือตราบาปเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะสำหรับปัญหาที่ถูกมองว่าเป็นเรื่อง “เล็กน้อย” หรือ “ส่วนตัว” ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ต่างจังหวัดของไทย

ในอดีต วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับการ “รักษาหน้า” และการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ซึ่งบางครั้งทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะถอยห่างจากความสัมพันธ์ที่มีปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยง แทนที่จะเป็นการสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา พฤติกรรมนี้คล้ายคลึงกับ “การเท” แม้จะไม่ได้ใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกก็ตาม ค่านิยมดั้งเดิมเรื่อง “ความเกรงใจ” (ความรู้สึกเกรงอกเกรงใจและไม่ต้องการรบกวนผู้อื่น) ก็อาจส่งเสริมให้เกิดการตัดขาดทางอารมณ์โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งตามผลการวิจัยพบว่าอาจเพิ่มความทุกข์ทางใจได้

เมื่อมองไปข้างหน้า การแพร่หลายของแพลตฟอร์มสื่อสารดิจิทัลในประเทศไทย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเริ่มพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดเผยมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น โรงเรียน มหาวิทยาลัย และองค์กรนายจ้างสามารถสนับสนุนสุขภาวะทางใจของเยาวชนและคนหนุ่มสาวได้โดยการบูรณาการการให้ความรู้เรื่องสุขภาวะในความสัมพันธ์เข้าไปในกิจกรรมต่างๆ ทำให้การพูดคุยเรื่องการทำร้ายจิตใจเป็นเรื่องปกติ และสร้างหลักประกันในการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาที่เข้าใจผลกระทบของบาดแผลทางใจ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังอยู่ในโลกของการหาคู่ออนไลน์ หรือคอยสนับสนุนคนใกล้ชิดในเรื่องความสัมพันธ์ ข้อความสำคัญจากงานวิจัยนี้คือ หากคุณเผชิญกับการถอนตัวทางอารมณ์อย่างกะทันหัน (การเท) การสงสัยในตัวเองอย่างต่อเนื่องที่ถูกกระตุ้นโดยคนรัก (การปั่นหัว) หรือรูปแบบการควบคุมบงการ ขอให้คุณขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ไว้ใจ ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต การฝึกฝนความเมตตาต่อตนเอง การสร้างขอบเขตในโลกดิจิทัล และการเพิ่มความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล สามารถช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในการเผชิญหน้ากับการทำร้ายในความสัมพันธ์ที่อาจดูแนบเนียนแต่ส่งผลร้ายแรง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสนับสนุน ผู้อ่านชาวไทยสามารถศึกษาข้อมูลและขอรับคำปรึกษาได้จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (กรมสุขภาพจิต) และองค์กรที่ให้บริการให้คำปรึกษา เช่น สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย (Samaritans Thailand)