งานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายชิ้นกำลังชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของผู้ใหญ่ แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงประสบการณ์ความไม่มั่นคงทางการเงินในวัยเด็ก ข้อมูลนี้มาจากบทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดของ YourTango ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยจากวารสาร Journal of Family and Economic Issues และความเห็นเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ บทความดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ระบุว่าช่วงวัยเด็กที่ต้องเผชิญความยากจนหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนั้นทิ้งร่องรอยฝังลึก ไม่เพียงต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ สุขภาพจิต และมุมมองต่อความมั่นคงในชีวิต
สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ผลการวิจัยนี้น่าจะสะท้อนภาพบางอย่างได้ดี เพราะช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างรุ่นและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราความยากจนของเยาวชนและการเลื่อนชั้นทางสังคมยังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ การทำความเข้าใจบาดแผลทางใจจากความไม่มั่นคงทางการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักการศึกษา บุคลากรสาธารณสุข และผู้กำหนดนโยบาย (YourTango)
การเติบโตมาพร้อมกับความกังวลเรื่องเงินทอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน หรือการพลาดโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ เพราะฐานะทางบ้านไม่อำนวย ปัจจัยเหล่านี้สามารถหล่อหลอมสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “กรอบคิดแบบขาดแคลน” (scarcity mindset) ขึ้นมาได้ งานวิจัยชี้ว่ากรอบคิดนี้จะแสดงออกเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ผ่านพฤติกรรมและทัศนคติที่คนทั่วไปอาจมองข้าม แต่กลับส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสถานะทางการเงิน ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่การพัฒนาตนเอง
หนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัดคือการไม่ยอมทิ้งอาหารให้เสียเปล่า พฤติกรรมนี้มีรากมาจากความทรงจำเรื่องความไม่มั่นคงทางอาหาร ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความรู้สึกนี้มักจะฝังแน่น ไม่เลือนหายไปง่ายๆ แม้วัยหรือรายได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ ยังรวมถึงนิสัยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น ซ่อมของที่ชำรุด ใช้ของอย่างประหยัด และหลีกเลี่ยงการซื้อของฟุ่มเฟือย แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีปัญหาการเงินแล้วก็ตาม นักจิตบำบัดอธิบายว่านี่เป็นกลไกป้องกันตัวที่ฝังรากลึก เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปเผชิญความยากลำบากซ้ำรอยเดิม (Journal of Family and Economic Issues)
อีกสัญญาณที่มักถูกมองข้ามคือการยึดติดกับความคิดที่ว่า “ต้องเสียสละ” อยู่เสมอ ผู้ใหญ่ที่เคยเผชิญความไม่มั่นคงทางการเงินในวัยเด็กอาจเชื่อว่าการออมเงินจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเสียสละหรือความอดทนอดกลั้นเสมอ บางครั้งถึงขั้นบั่นทอนความสุขของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น ยอมสละความสุขที่จำเป็นหรือโอกาสทางสังคม เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นหายนะทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าผู้ใหญ่กว่าครึ่งโลกจะยังขาดความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐาน แต่พฤติกรรมลักษณะนี้มักพบเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในกลุ่มคนที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ขาดโอกาส (Business Horizons)
การให้ความสำคัญกับเรื่องราคาเป็นพิเศษก็เป็นอีกสัญญาณที่เด่นชัดเช่นกัน ไม่ว่าจะซื้อของหรือไปทานข้าวนอกบ้าน บางคนจะรอบคอบเรื่องการใช้จ่ายเป็นนิสัย พวกเขามักจะแสดงความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือเปรียบเทียบราคาอยู่บ่อยครั้ง แม้จะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม ความใส่ใจเป็นพิเศษนี้ แม้บางครั้งอาจสร้างความอึดอัดให้คนรอบข้างอยู่บ้าง แต่แท้จริงแล้วคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ยังคงทำงานอยู่ เป็นกลไกตอบสนองเพื่อป้องกันตนเองจากหายนะทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใหญ่กลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าความสำเร็จ สอดคล้องกับความเห็นของนักจิตวิทยาท่านหนึ่งที่รายงานของ YourTango อ้างถึง การเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนหรือมีฐานะไม่มั่นคงทำให้พวกเขาซึมซับความกลัวความเสี่ยงมากกว่าการไขว่คว้าโอกาส ส่งผลให้หลายคนเลือกหลีกเลี่ยงการเลื่อนตำแหน่งหรืองานลงทุนที่อาจกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงในปัจจุบัน แม้ว่าความระมัดระวังเช่นนี้จะจำกัดความก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขาก็ตาม
ความอึดอัดใจเมื่อต้องพูดคุยเรื่องเงินก็เป็นอีกสิ่งที่พบได้บ่อย สำหรับหลายคน การพูดคุยเรื่องนี้มักเชื่อมโยงกับความอับอายในวัยเด็ก เช่น การไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียนใหม่ๆ การไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือความตึงเครียดเรื่องปากท้องในบ้านที่บอกใครไม่ได้ ข้อมูลจาก Northwestern Mutual ที่อ้างถึงในบทวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกตว่า “ความรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องพูดเรื่องเงินเป็นผลกระทบที่พบบ่อยจากบาดแผลทางใจเรื่องการเงิน” และสิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกเปราะบางเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ (Northwestern Mutual)
การปฏิเสธที่จะรับเงินจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นของขวัญหรือเงินกู้ ยิ่งสะท้อนความต้องการลึกๆ ที่จะควบคุมสถานการณ์และหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของนักจิตบำบัดท่านหนึ่งเช่นกัน พฤติกรรมนี้มักจะยังคงเป็นเช่นนั้น แม้ว่าความช่วยเหลือจากคนอื่นจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ก็ตาม และบ่อยครั้งกลับยิ่งเพิ่มความเครียดและความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น (Harvard University)
ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพลิกแพลงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (resourcefulness) ก็เป็นอีกคุณสมบัติที่พบได้บ่อย ผู้ใหญ่ที่เติบโตในครอบครัวที่ไม่มั่นคงทางการเงินมักเก่งกาจในการ “ดิ้นรนเอาตัวรอด” เช่น หาทางซ่อมแซมสิ่งของ ประหยัดอาหาร หรือบริหารจัดการด้วยงบประมาณที่จำกัด แม้บางคนอาจมองว่าเป็นความสามารถในการพึ่งพาตนเองที่น่าชื่นชม แต่นักจิตวิทยาเตือนว่าสิ่งนี้อาจไปตอกย้ำสัญชาตญาณการเอาตัวรอด จนละเลยการวางแผนระยะยาวหรือการเปิดรับความช่วยเหลือ
นอกจากนี้ รายงานล่าสุดยังชี้ให้เห็นพฤติกรรมเด่นอีกหลายประการ ได้แก่ การชอบใช้เงินสดมากกว่าธุรกรรมดิจิทัล การเก็บเรื่องการเงินส่วนตัวเป็นความลับ และการไม่กล้าขอความช่วยเหลือ โดยให้เหตุผลว่า พวกเขามองว่าเงินสดเป็นสิ่งที่จับต้องได้และควบคุมง่ายกว่า ส่วนการเก็บงำเรื่องเงินทองอาจมาจากประสบการณ์ถูกโกงหรือผิดสัญญาในอดีต ซึ่งทำลายความไว้วางใจและการเปิดใจในความสัมพันธ์ ท้ายที่สุด การไม่สามารถเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้จะอยู่ในภาวะคับขัน มักเป็นผลจากความละอายใจที่ฝังลึกและวิธีการรับมือปัญหาแบบเก็บตัว
ในบริบทของไทย ผลการวิจัยหลายส่วนน่าจะสะท้อนประสบการณ์ของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี เรื่องราวของเด็กๆ ที่ต้องพลาดทัศนศึกษาเพราะไม่มีเงิน ครอบครัวที่ต้องรวบรวมรายได้อันน้อยนิดเพื่อใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น หรือคำสอนของผู้ใหญ่ที่ให้คนรุ่นหลัง “เก็บออมเผื่อวันลำบาก” ล้วนสะท้อนประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สอดประสานกัน คำสอนทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับความพอประมาณและความพอเพียง เช่น ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เผยแพร่โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก็เน้นย้ำคุณค่าของการรู้จักใช้ทรัพยากรและการดำเนินชีวิตอย่างพอตัว (Royal Thai Government)
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเน้นย้ำเรื่องการเสียสละหรือการเก็บงำเรื่องเงินมากเกินไป อาจขัดขวางความก้าวหน้าทั้งของส่วนตัวและส่วนรวม คนรุ่นใหม่ชาวไทยที่อยากสร้างความมั่นคงทางการเงิน ควรพัฒนาทักษะความรู้ทางการเงินที่ดี เปิดใจพูดคุยเรื่องเงินในครอบครัว และยินดีรับความช่วยเหลือหรือคำแนะนำที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น แม้การให้ความรู้ทางการเงินในโรงเรียนไทยจะมีการพัฒนาไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังเผชิญความท้าทายเดิมๆ ในการสร้างเสริมทักษะที่จำเป็นให้นักเรียนทุกกลุ่มสามารถรับมือและประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจยุคไร้เงินสดที่หมุนเร็ว (Bangkok Post)
เมื่อมองไปในอนาคต ในยุคที่เทคโนโลยีธนาคารดิจิทัล งานอิสระ (gig work) และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป กำลังปรับโฉมวิธีที่คนไทยบริหารจัดการเงินทอง การทำความเข้าใจรากฐานทางจิตวิทยาของพฤติกรรมการเงินจึงสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ครู และผู้กำหนดนโยบายต้องร่วมมือกันจัดหาแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่เผชิญกับบาดแผลทางใจเรื่องการเงิน เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของแต่ละคน และช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
สำหรับผู้อ่านชาวไทย การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่น ลองเปิดใจพูดคุยเรื่องการเงินกับคนในครอบครัวที่ไว้ใจ หมั่นศึกษาหาความรู้ทางการเงิน และจำไว้เสมอว่าการขอความช่วยเหลือแสดงถึงความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ การทำความเข้าใจและรับมือกับผลกระทบที่มองไม่เห็นจากความไม่มั่นคงในวัยเด็ก พร้อมสร้างอุปนิสัยทางการเงินที่ดีขึ้น จะช่วยปูทางให้ทั้งตัวเราและครอบครัวก้าวไปสู่ความมั่นคงและความสงบสุขทางใจที่ยั่งยืน
แหล่งข้อมูล:
- YourTango: 10 Quiet Clues Someone Wasn’t Raised With Financial Stability, According To Psychology
- Journal of Family and Economic Issues
- Business Horizons
- Northwestern Mutual
- Harvard University
- Royal Thai Government: Sufficiency Economy Philosophy
- Bangkok Post: Thailand moves to improve financial literacy