ผลการวิเคราะห์อภิมานครั้งใหญ่ชิ้นล่าสุดเผยว่า ผู้ที่มีภาวะทางจิตใจหรือความผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาท มีแนวโน้มที่จะไม่ถนัดขวา (คือถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งสองข้าง) มากกว่าคนทั่วไปราว 1.5 เท่า ผลการศึกษานี้ช่วยให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยทางชีวภาพกับสุขภาพจิตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ Psychological Bulletin ซึ่งเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดมหึมาจากผู้คนกว่า 202,000 คนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมนำเสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับความเชื่อมโยงอันซับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพัฒนาการสมองกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต (psypost.org)

สำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่ถนัดขวา สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างการทำงานเฉพาะด้านของสมองแต่ละซีก (lateralization) ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านความถนัดของมือ กับภาวะต่างๆ อาทิ โรคจิตเภท กลุ่มอาการออทิซึม และความบกพร่องทางสติปัญญา การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงนี้อาจช่วยลดอคติทางสังคมต่อผู้ที่ไม่ถนัดขวา และเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาและสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชน

ความถนัดของมือ หรือการที่คนเรานิยมใช้มือข้างใดข้างหนึ่งทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เขียนหนังสือหรือกินข้าว เป็นผลจากปัจจัยทั้งทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ความถนัดนี้เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต แม้กระทั่งก่อนคลอด และเป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงพัฒนาการที่ไม่สมมาตรของสมอง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับภาษาและการควบคุมการเคลื่อนไหว (Wikipedia – Handedness) งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า ความผิดปกติในการพัฒนาสมองที่ไม่สมมาตร อาจเป็นสาเหตุพื้นฐานของการใช้มือที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนทั่วไป รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพัฒนาการหรือทางจิตเวช ทว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีการรวบรวมข้อมูลภาพรวมขนาดใหญ่ในเรื่องนี้

การสังเคราะห์ข้อมูลล่าสุดนี้ นำโดยคณะนักวิจัยซึ่งทำการ “วิเคราะห์อภิมานทุติยภูมิ” (second-order meta-analysis) พูดง่ายๆ คือ ทีมวิจัยได้รวบรวมผลการศึกษาจากการวิเคราะห์อภิมานก่อนหน้า 10 ชิ้น (ซึ่งแต่ละชิ้นเป็นการทบทวนงานวิจัยย่อยจำนวนมากอยู่แล้ว) จากนั้นปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันโดยเพิ่มชุดข้อมูลที่ตีพิมพ์ใหม่เข้าไปอีก 33 ชุด สรุปคือ งานวิจัยนี้ครอบคลุมชุดข้อมูลมากถึง 402 ชุด โดยรวบรวมผลการศึกษาจากผู้เข้าร่วมกว่า 202,000 คนทั่วโลก การศึกษาของทีมวิจัยไม่เพียงรวบรวมข้อมูลความถนัดของมือ แต่ยังติดตามข้อมูลอายุ เพศ การวินิจฉัยทางคลินิก ตลอดจนวิธีการวัดความถนัดของมือในแต่ละกลุ่มวิจัยอย่างละเอียด

ผลการศึกษาสำคัญนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ ในบรรดาภาวะสุขภาพจิตและความผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาทที่นำมาศึกษา พบว่าผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งสองข้างสูงกว่าผู้ที่ไม่มีภาวะดังกล่าวราวร้อยละ 50 โดยเฉพาะการถนัดทั้งสองข้าง (mixed-handedness) หรือการที่คนคนหนึ่งไม่ได้ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ แสดงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนที่สุด ความสัมพันธ์นี้โดดเด่นเป็นพิเศษในกลุ่มโรคจิตเภท กลุ่มอาการออทิซึม และความบกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งทุกกลุ่มอาการล้วนมีสัดส่วนผู้ที่ไม่ถนัดขวาสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกันแล้ว ภาวะที่พบได้บ่อยกว่า เช่น โรคซึมเศร้า และปัญหาการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ภาวะบกพร่องด้านการคำนวณ หรือ dyscalculia) กลับไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มคนทั่วไป

กลุ่มความผิดปกติที่มีสาเหตุจากพัฒนาการของระบบประสาท เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) ออทิซึม ภาวะบกพร่องในการอ่าน (dyslexia) ความบกพร่องทางสติปัญญา และอาการพูดติดอ่างที่เริ่มในวัยเด็ก มีอัตราผู้ที่ไม่ถนัดขวาสูงที่สุด ข้อมูลนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่า ความแปรปรวนในพัฒนาการสมองระยะแรก โดยเฉพาะส่วนที่ส่งผลต่อบริเวณสำคัญด้านภาษา อาจเป็นสาเหตุพื้นฐานของทั้งความถนัดมือที่ไม่ปกติและความเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง

คณะผู้เขียนงานวิจัยยังพบว่า ภาวะที่เกี่ยวกับปัญหาด้านภาษา เช่น ภาวะบกพร่องในการอ่าน (dyslexia) และออทิซึม มีความเชื่อมโยงกับการไม่ถนัดขวาอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ สอดคล้องกับการสังเกตที่มีมานานว่าสมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมมือขวา มักเป็นซีกที่เด่นด้านภาษา หนึ่งในนักวิจัยหลักจากทีมผู้ศึกษาอธิบายว่า “ผลการวิจัยของเราสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า รูปแบบการทำงานเฉพาะด้านของสมองที่ไม่ปกติ ซึ่งมักแสดงออกเป็นการไม่ถนัดขวา อาจสะท้อนความแตกต่างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพัฒนาการของระบบประสาท ซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งภาษาและความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต” (psypost.org)

ผลวิจัยนี้สำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร? ในสังคมที่การถนัดซ้ายในวัยเด็กบางครั้งยังไม่เป็นที่ยอมรับ สะท้อนให้เห็นทั้งอุปสรรคในทางปฏิบัติ (เช่น การจัดโต๊ะเรียน หรือธรรมเนียมวัฒนธรรม) และทัศนคติทางสังคมที่ยังคงฝังราก งานวิจัยนี้อาจช่วยให้การยอมรับความแตกต่างเรื่องความถนัดของมือเป็นเรื่องปกติมากขึ้น นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทยอาจนำข้อมูลเรื่องความถนัดของมือมาใช้เป็นหนึ่งในสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านพัฒนาการ ตัวอย่างเช่น ครูแนะแนวอาจพร้อมมากขึ้นในการตอบสนองความต้องการทางการศึกษาที่หลากหลายของเด็กที่แสดงทั้งความถนัดมือที่ไม่ปกติและสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาการเรียนรู้หรือการสื่อสาร

ในอดีต สังคมไทยมีทัศนคติต่อความถนัดของมือคล้ายกับสากล คือมีการตีตราผู้ถนัดซ้ายอย่างมาก บางครั้งถึงกับสนับสนุนให้เด็กเปลี่ยนไปใช้มืออีกข้าง แต่งานวิจัยใหม่นี้ชี้ว่า แทนที่จะพยายามปรับเปลี่ยนให้เหมือนคนส่วนใหญ่ การตระหนักถึงการไม่ถนัดขวาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเป็นหนทางให้เข้าใจพัฒนาการทางระบบประสาทของเด็กได้ดีขึ้น และนำไปสู่การสนับสนุนที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติทางพัฒนาการหรือทางจิตเวช (Wikipedia – Left-handedness)

งานวิจัยนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าการถนัดซ้ายหรือการถนัดทั้งสองข้างเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางสุขภาพจิต หรือในทางกลับกัน แต่ทั้งสองอย่างอาจมีรากฐานจากปัจจัยด้านพัฒนาการของระบบประสาทร่วมกัน ซึ่งน่าจะเริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต และส่งผลต่อสมดุลการทำงานของสมองสองซีกอย่างละเอียดอ่อน ผู้เชี่ยวชาญย้ำเตือนไม่ให้นำผลวิจัยนี้ไปตีตราผู้ที่ถนัดซ้าย แต่เป็นการทำความเข้าใจความซับซ้อนของพัฒนาการสมอง และอาจช่วยลดการตีตราความแตกต่างในสังคมไทยได้

ผลวิจัยนี้อาจปูทางไปสู่การคัดกรองและให้ความช่วยเหลือที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นในโรงเรียนไทย การตระหนักถึงการไม่ถนัดขวาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตัวบ่งชี้ที่ช่วยค้นหานักเรียนที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมหรือการสนับสนุนสำหรับความแตกต่างในการเรียนรู้ ในทำนองเดียวกัน การสร้างความตระหนักรู้ในสังคมว่าความหลากหลายของความถนัดเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางสมองตามปกติ อาจช่วยลดการตีตราทั้งผู้ที่ไม่ถนัดขวาและผู้ที่มีภาวะผิดปกติทางพัฒนาการของระบบประสาท

ในขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตกำลังเป็นประเด็นน่ากังวลและเห็นได้ชัดเจนขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทย โดยเฉพาะหลังเผชิญความเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 และอัตราการรายงานปัญหาการเรียนรู้ที่สูงขึ้น งานวิจัยเช่นนี้จึงเป็นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สำหรับความพยายามที่จะทำให้ห้องเรียน สถานที่ทำงาน และระบบสุขภาพของไทยเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางสมองมากขึ้น งานวิจัยในอนาคตของไทยอาจศึกษาเพิ่มเติมว่า การตอบสนองจากสิ่งแวดล้อม เช่น การบังคับให้เด็กถนัดซ้ายใช้มือขวา อาจเพิ่มความเครียดหรือส่งผลต่อพัฒนาการสมองโดยไม่ตั้งใจหรือไม่

คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งของงานวิจัย คือ การใช้คำจำกัดความความถนัดแบบแบ่งกลุ่ม (คือ ถนัดขวา ถนัดซ้าย หรือถนัดทั้งสองข้าง) เป็นหลัก แทนที่จะเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมความหลากหลายของความถนัดมือทั้งหมด งานวิจัยในอนาคตอาจได้ประโยชน์จากการใช้มาตรวัดความถนัดที่เป็นลักษณะต่อเนื่อง (continuous scale) ซึ่งจะให้มุมมองที่ละเอียดและรอบด้านยิ่งขึ้น

จากผลวิจัยนี้ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ปกครอง ครู และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ได้แก่ การมีทัศนคติที่ยืดหยุ่นขึ้นต่อเรื่องความถนัดของมือ การส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายทางสมอง และการสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้นที่รวมคำถามเกี่ยวกับตัวชี้วัดทางพัฒนาการ เช่น ความถนัดของมือ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ควรบังคับให้นักเรียนที่ถนัดซ้ายปรับเปลี่ยนความถนัด แต่ควรยอมรับความต้องการด้านพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ทั้งที่เป็นปกติและแตกต่างออกไป การส่งเสริมบรรยากาศแห่งการยอมรับจะช่วยให้ประเทศไทยมั่นใจได้ว่าเด็กทุกคน ไม่ว่าจะถนัดมือข้างไหน จะได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในการเติบโตและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียม

สามารถค้นหาข้อมูลและแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความถนัดของมือและสุขภาพจิตได้จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และฐานข้อมูลงานวิจัยนานาชาติ เช่น PubMed