ผลวิจัยใหม่ทางจิตวิทยาสุดทึ่งเผยว่า ความรู้สึกว่าเวลา “ผ่านไปไวเหมือนโกหก” นั้น แท้จริงแล้วผูกพันแน่นแฟ้นกับช่วงเวลาที่เราเติบโตและอิ่มเอมใจ ไม่ใช่เพราะชีวิตประจำวันที่ซ้ำซากจำเจหรือวันคืนที่ผ่านไปอย่างไร้สีสัน งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin ได้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าความน่าเบื่อซ้ำซากจะทำให้เรารู้สึกว่าเวลานั้นสั้นลงเมื่อมองย้อนกลับไป กลับชี้ชัดว่าความสมหวังในชีวิตและความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ถึงวันวานต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญในการรับรู้ว่าชีวิตหมุนเร็วแค่ไหน แม้เมื่อเรามีอายุมากขึ้นก็ตาม (รายงานโดย PsyPost)

คนไทยจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับผู้คนทั่วโลก คงเคยย้อนนึกถึงชีวิตแล้วสงสัยว่าทำไมแต่ละปี แต่ละเทอม หรือแต่ละช่วงฤดูร้อนถึงได้ผ่านไปไวนัก โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ในเชิงวัฒนธรรม แนวคิดนี้สะท้อนผ่านสำนวนไทยที่ว่า “เวลาดุจสายน้ำ” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เหล่าญาติผู้ใหญ่และผู้สูงวัยมักเอ่ยถึงในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์หรือลอยกระทง ทว่าเบื้องหลังความรู้สึกร่วมนี้ ไม่ได้มีเพียงความโหยหาอดีตซ่อนเร้นอยู่ เพราะงานวิจัยชี้ว่ามีกลไกทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้งกว่านั้นกำลังขับเคลื่อนอยู่

งานวิจัยนี้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 2,500 คน ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงวัยที่มองย้อนกลับไปในชีวิตช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมถูกสอบถามถึงช่วงเวลาเฉพาะในชีวิต เช่น ปีการศึกษาหนึ่ง หรือช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โดยให้บอกเล่ารายละเอียดว่าช่วงเวลานั้นเป็นกิจวัตรประจำวันที่น่าเบื่อ หรือเต็มไปด้วยเรื่องน่าตื่นเต้น มีความสำเร็จส่วนตัว การเติบโต หรือความสมหวังหรือไม่ และสามารถจดจำเหตุการณ์สำคัญๆ ได้มากน้อยเพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาให้คะแนนว่า เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าผ่านไปเร็วแค่ไหน

ผลวิจัยใหม่นี้ได้เผยให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับ “ทฤษฎีการบีบอัดเวลาจากความซ้ำซาก” (routine-compression theory) ที่มองว่าเวลาจะหดสั้นลงในความทรงจำเมื่อเต็มไปด้วยวันคืนที่น่าเบื่อหน่ายและซ้ำซากจำเจ แม้ว่าช่วงเวลาที่ถูกมองว่าเป็นกิจวัตร อาจทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วในบางครั้ง แต่จำนวนเหตุการณ์ที่น่าจดจำหรือแม้แต่ความเป็นกิจวัตรเอง ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำเสมอไปว่าคนเราจะรับรู้ถึงความเร็วของเวลาอย่างไร ตรงกันข้าม กลับเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมล้นด้วยความพึงพอใจ ความดื่มด่ำ และความโหยหาอดีตต่างหาก ที่ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าผ่านไปเร็วที่สุดเมื่อหวนรำลึกถึง

ทีมวิจัยได้เสนอทฤษฎีใหม่สองประการเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ ทฤษฎีแรกคือ “การเติบโตผ่านความดื่มด่ำ” (growth-immersion) อธิบายว่าเวลาจะดูเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อคนเราจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่มีความหมายลึกซึ้ง คล้ายกับการเข้าสู่สภาวะ “ลื่นไหล” (flow state) ทางจิตใจ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักกีฬา ศิลปิน และนักเรียนหัวกะทิ ทฤษฎีที่สองคือ “การเติบโตผ่านความโหยหา” (growth-longing) ชี้ว่าการมองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาแห่งความก้าวหน้าส่วนตัวด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ จะก่อให้เกิดความรู้สึกหวานอมขมกลืนถึงความไม่จีรังยั่งยืน ทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นดูทั้งพิเศษและแสนสั้น

เพื่อทดสอบสมมติฐานเหล่านี้ คณะผู้วิจัยได้ใช้แบบจำลองทางสถิติที่วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจและความโหยหาอดีตที่ผู้เข้าร่วมรายงาน ควบคู่ไปกับความทรงจำเกี่ยวกับการเติบโตของตนเอง ผลลัพธ์ชี้ว่า เมื่อนำปัจจัยความพึงพอใจและความโหยหาอดีตมาพิจารณาร่วมด้วย อิทธิพลของการเติบโตต่อการรับรู้ว่าเวลาผ่านไปเร็วนั้นก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด กล่าวโดยสรุป ความพึงพอใจและความโหยหาอาวรณ์ ซึ่งมักเป็นผลพลอยได้จากการเติบโต คือปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้เรารู้สึกว่าช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ดังที่หัวหน้าคณะผู้วิจัยอธิบายว่า “เวลาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเป็นไปตามรูปแบบกิจวัตรที่ซ้ำซาก แต่ที่สำคัญคือ เมื่อกิจวัตรนั้นสร้างความสมหวัง ก่อให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจและความดื่มด่ำ และอาจรวมถึงความรู้สึกโหยหาอดีตและความปรารถนาในระดับหนึ่งด้วย” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ายิ่งช่วงเวลาใดเปี่ยมด้วยความหมายและอารมณ์ความรู้สึกมากเท่าใด ก็อาจยิ่งดูสั้นลงเมื่อหวนนึกถึง

นักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งด้านจิตวิทยา ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ เห็นด้วยว่าผลการค้นพบนี้ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมทั้งในโลกตะวันตกและเอเชีย โดยให้ทัศนะว่า “ในวัฒนธรรมอย่างประเทศไทย ซึ่งครอบครัว การศึกษา และเทศกาลต่างๆ เป็นหมุดหมายสำคัญในแต่ละปี ความทรงจำเกี่ยวกับการเติบโตและความสุขที่ได้แบ่งปันกันนั้นขับเคลื่อนทั้งความรู้สึกโหยหาอดีตและการรับรู้ว่าเวลาผ่านไปเร็ว งานวิจัยนี้ช่วยให้เรามองการรับรู้เหล่านี้ในแง่บวก ซึ่งเป็นสัญญาณของชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและการมีส่วนร่วม”

ที่จริงแล้ว งานวิจัยนี้มีความสำคัญต่อคนไทยทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาในกรุงเทพฯ ที่กำลังปรับตัวเข้ากับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หรือผู้สูงวัยที่หวนรำลึกถึงช่วงชีวิตหลายสิบปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญของครอบครัว ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเทศกาลงานบุญต่างๆ ที่วัด งานวิจัยนี้ชี้ว่าความรู้สึกว่าเวลา “ผ่านไปเร็ว” อาจเป็นสัญญาณของปีที่ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและน่าพึงพอใจ ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงความว่างเปล่าของชีวิต คณะผู้วิจัยยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ผลกระทบของ “การบีบอัดเวลาจากความซ้ำซาก” นั้นพบได้บ่อยกว่าในกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางประชากร ซึ่งบ่งชี้ว่าความหมายของคำว่า “กิจวัตร” อาจเปลี่ยนไปตามวัย และการเกษียณอายุหรือการดูแลหลานอาจส่งผลต่อการรับรู้เรื่องเวลาได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าระเบียบวิธีวิจัยนี้อาศัยข้อมูลจากการรายงานด้วยตนเองของผู้เข้าร่วมและการสำรวจแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional surveys) ซึ่งไม่สามารถยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรงได้ คณะผู้วิจัยยอมรับว่าเป็นไปได้ว่าผู้ที่โดยทั่วไปมีความพึงพอใจหรือโหยหาอดีตมากกว่า อาจมีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร การศึกษาระยะยาว (longitudinal studies) จะช่วยให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงในด้านความพึงพอใจ อัตลักษณ์ หรือความโหยหาอดีต ส่งผลโดยตรงต่อนาฬิกาชีวภาพภายในของเราอย่างไร

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความหมาย พิธีกรรมต่างๆ ที่เป็นหมุดหมายแห่งการเปลี่ยนผ่านของชีวิต เช่น การอุปสมบท การสำเร็จการศึกษา หรือการเดินทางไปประกอบศาสนกิจประจำปีในช่วงวันวิสาขบูชา ล้วนอบอวลไปด้วยความหมายทั้งในระดับบุคคลและชุมชน ความทรงจำ ความพึงพอใจ และความอาลัยอาวรณ์ต่อเหตุการณ์เหล่านี้ อาจเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไม “เวลาจึงผ่านไปเร็ว” หลังช่วงเวลาที่เปี่ยมความหมายเหล่านั้น ดังที่งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบ

ในอนาคต ความเข้าใจเหล่านี้อาจเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต การศึกษา หรือแม้กระทั่งการดูแลสุขภาพจิตของผู้คนทุกวัย แทนที่จะมองเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความวิตกกังวลหรือความเสียดาย คนไทยอาจได้รับกำลังใจให้ตีความว่ามันคือหลักฐานเชิงบวกของชีวิตที่เต็มไปด้วยการเติบโตอันน่าจดจำและมีความหมาย ดังที่คณะผู้วิจัยเสนอ บางทีเป้าหมายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การพยายาม “ชะลอชีวิตให้ช้าลง” แต่คือการตั้งใจเติมเต็มชีวิตด้วยกิจกรรม โครงการ และความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมความพึงพอใจและความดื่มด่ำ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่มองหาข้อคิดไปปรับใช้ ลองเปลี่ยนมุมมองต่อช่วงเวลาที่ดูเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ว่าไม่ใช่โอกาสที่สูญเสียไป แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสมหวัง จงใช้เวลาเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญ ลงมือทำโครงการที่ท้าทายความสามารถ เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สร้างความประทับใจ และใส่ใจดูแลความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจในชีวิต เพิ่มความรู้สึกโหยหาถึงวันวาน และดังที่วิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า จะทิ้งไว้ซึ่งความทรงจำอันล้ำค่า ที่เมื่อมองย้อนกลับไป จะทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลที่ดีงามทั้งสิ้น

แหล่งข้อมูล: