ในโลกความรักความสัมพันธ์ที่หมุนเร็วไม่เคยหยุดนิ่ง เรื่อง ‘การเล่นตัว’ ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงสุดฮิตในวงการเดทไม่เสื่อมคลาย ล่าสุดมีบทวิเคราะห์งานวิจัยชิ้นใหม่เอี่ยม ที่ Psychology Today เอามาเล่าสู่กันฟัง เขาไปขุดคุ้ยงานวิจัยเก่าๆ นับสิบชิ้น เพื่อหาคำตอบว่าไอ้การทำตัวลึกลับ ดูเข้าถึงยากเนี่ย มันช่วยเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจได้จริงแท้แค่ไหน หรือจริงๆ แล้วในยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็ชอบความชัดเจน โปร่งใส กลยุทธ์นี้มันจะตกยุคไปแล้วกันแน่
สำหรับคนไทยเราที่กำลังพยายามหาจุดลงตัวระหว่างค่านิยมเก่าๆ กับเทรนด์การเดทใหม่ๆ เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ การ ‘เล่นตัว’ ที่ว่านี้ก็คือการจงใจตอบแชทช้าๆ ทำท่าทีไม่ชัดเจน หรือแสดงความสนใจแบบเดี๋ยวผีเข้าเดี๋ยวผีออก ซึ่งก็เป็นมุกที่เห็นกันบ่อยๆ ในหลายวัฒนธรรม ถ้ามองในมุมสังคมไทยเรา ที่มักจะสอนให้ค่อยเป็นค่อยไป ดูเชิงกันไปก่อนในช่วงแรกๆ ที่เริ่มคุยกัน ก็เลยยิ่งน่าคิดว่า แล้ววิทยาศาสตร์ล่ะ ว่ายังไงกับเรื่องนี้ สนับสนุนหรือว่าขัดแย้งกับสิ่งที่ทำๆ กันมา
งานวิจัยทบทวนล่าสุดที่ลงในวารสาร Journal of Sex Research เขาไปรวบรวมงานศึกษามาถึง 18 ชิ้น ที่ดูเรื่องผลลัพธ์ของการเล่นตัวตอนจีบกัน ทาง Psychology Today สรุปไว้ว่า งานวิจัยพวกนี้ให้ภาพที่ค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร คือถ้าเล่นตัวแบบพอดีๆ เนี่ย มันก็ช่วยเพิ่มแรงดึงดูดได้จริงๆ นะ โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายยังดูไม่แน่ใจในตัวเราเท่าไหร่ ยกตัวอย่างงานทดลองชิ้นหนึ่งที่พบว่า ผู้หญิงที่แอบชอบผู้ชายคนหนึ่ง จะยิ่งรู้สึกสนใจเขามากขึ้นไปอีก ถ้าพวกเธอไม่มั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นคิดยังไงกันแน่ เทียบกับตอนที่ผู้ชายแสดงออกชัดเจนว่าชอบมาก หรือสนใจน้อยไปเลย นักจิตวิทยาเชื่อว่าความไม่แน่นอนนี่แหละที่ไปกระตุ้นให้เกิด ‘การคิดวน’ ทำให้เราเอาแต่คิดถึงอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะอยากจะไขปริศนาความรู้สึกที่ค้างคาใจนั้นให้ได้
อีกผลการศึกษาที่น่าสนใจคือพฤติกรรม ‘เลือกเล่นตัว’ คือการที่คนคนหนึ่งยอมเปิดใจให้เวลาเต็มที่กับคนที่ตัวเองสนใจเป็นพิเศษ แต่กับคนอื่นทั่วไปกลับทำตัวเข้าถึงยาก งานวิจัยชี้ว่าคนที่ถูกปฏิบัติแบบนี้จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขึ้น การได้เป็น ‘คนพิเศษ’ ที่ถูกเลือก ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มเสน่ห์และความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง นี่มันชี้ให้เห็นกลไกทางจิตวิทยาว่า การผสมผสานกันระหว่างความรู้สึกเป็นคนพิเศษกับความท้าทายมันช่างเย้ายวนใจเสียจริง
แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็มีคำเตือนเหมือนกันว่าอย่าใช้มุกนี้เยอะเกินไป ถ้าเล่นตัวจัดเต็มจนคนอื่นมองว่าไม่สนใจหรือหยิ่ง คนที่หมายปองอาจจะเซย์กู๊ดบายไปเลยก็ได้ ในทางกลับกัน ถ้ากระตือรือร้นเกินเหตุหรือดูง่ายไปซะหมด ก็อาจทำให้ดูด้อยค่าลงในสายตาอีกฝ่ายได้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะการเป็นคนพิเศษที่ดูเข้าถึงยากนิดๆ และรู้จักเลือก ดูเป็นคุณสมบัติที่น่าค้นหา ผลวิจัยพวกนี้สะท้อน ‘หลักการหนูน้อยผมทอง’ (Goldilocks principle) ที่ว่าความพอดีนี่แหละคือหัวใจสำคัญ ทำตัวห่างเหินไปก็ไม่ดี เข้าถึงง่ายไปก็ไม่เวิร์ค เสี่ยงทำลายเสน่ห์ดึงดูดในช่วงแรกๆ ทั้งคู่
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในงานวิจัยทบทวนชิ้นนี้ (แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ) ก็เน้นย้ำเรื่องความสมดุลนี่แหละ ทีมวิจัยทีมหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “การเล่นตัวอาจช่วยสร้างเสน่ห์ได้จริง เพราะมันทำให้เกิดความสับสนหรือความอยากรู้อยากเห็น จนทำให้อีกฝ่ายเอาแต่คิดถึงคนที่เล่นตัวด้วย” แต่พวกเขาก็ย้ำเหมือนกันว่า การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่คนหันมาให้ค่ากับการสื่อสารแบบตรงไปตรงมามากขึ้น ก็แปลว่ามุกนี้อาจจะเริ่มใช้ได้ผลน้อยลง โดยเฉพาะกับคนที่ชอบความสัมพันธ์แบบชัดเจน (Journal of Sex Research)
สำหรับบ้านเรา ข้อสรุปพวกนี้ก็เหมือนเป็นการตอกย้ำบางเรื่อง และในขณะเดียวกันก็เป็นข้อควรระวังด้วย พฤติกรรมการจีบแบบ ‘ไว้เชิง’ หรือ ‘เล่นตัว’ (ทำเป็นไม่สนใจ) เนี่ย มันแทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมไทยเรามานาน เห็นได้บ่อยๆ ทั้งในละครทีวีและวัฒนธรรมป๊อป แต่คนไทยรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้คุยกันผ่านแอปหาคู่ โซเชียลมีเดียกันเยอะขึ้น ซึ่งในช่องทางพวกนี้ การตอบช้าหรือส่งสัญญาณไม่ชัดเจน อาจโดนตีความผิดๆ ไปได้ง่ายๆ ว่าไม่สนใจ การสื่อสารที่มันรวดเร็วทันใจมากขึ้น อาจทำให้เสน่ห์ของการเล่นตัวมันลดน้อยถอยลง อย่างที่งานวิจัยต่างประเทศบางชิ้นก็บอกไว้ (Psychology Today)
งานวิจัยต่างประเทศยังชี้อีกว่า ความแตกต่างของแต่ละคนก็มีส่วนสำคัญ เช่น บางคนอาจจะชอบคนที่ชัดเจน เปิดเผย แสดงความสนใจตรงๆ สำหรับคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าวัฒนธรรมจะเป็นยังไง การเล่นตัวอาจให้ผลตรงข้ามเลย คือทำให้พวกเขาอยากมองหาความสัมพันธ์ที่มันตรงไปตรงมามากกว่า เรื่องนี้ก็สอดคล้องกับเทรนด์ในสังคมไทยที่เริ่มให้คุณค่ากับความเป็นตัวเองและการสื่อสารที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากทั้งมาตรฐานสากลและการรณรงค์ในบ้านเราที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพ (Bangkok Post)
ถึงแม้งานวิจัยส่วนใหญ่จะมาจากสถานการณ์จำลองและการทดลองในห้องแล็บ ซึ่งอาจจะไม่ได้สะท้อนความซับซ้อนของการคุยกันในชีวิตจริงได้เต็มร้อย แต่งานศึกษาพวกนี้ก็ยังให้แง่คิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่ นักวิจัยบางกลุ่มก็ลองใช้รูปแบบ speed-dating เพื่อให้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อจำกัดในการจำลองความสัมพันธ์ระยะยาวอยู่ดี
ถ้ามองไปในอนาคต วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมก็คงจะปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานการเดททั้งในไทยและทั่วโลกไปเรื่อยๆ ทั้งการยอมรับความสัมพันธ์ที่หลากหลายมากขึ้น การใส่ใจสุขภาพจิตที่มากขึ้น และอิทธิพลจากวัฒนธรรมป๊อปทั่วโลก กฎเกณฑ์เดิมๆ อย่างการเล่นตัว ก็อาจจะต้องมีการทบทวนหรือปรับเปลี่ยนกันไป แต่ถึงอย่างนั้น กลไกทางจิตวิทยาที่เป็นหัวใจหลัก เช่น เสน่ห์ของการถูกเลือกเป็นคนพิเศษ หรือแรงจูงใจที่อยากจะไขความไม่แน่นอนให้กระจ่าง ก็น่าจะยังคงมีอิทธิพลอยู่ แค่อาจจะแสดงออกมาในรูปแบบที่เปลี่ยนไป
สำหรับคนไทยที่กำลังคิดจะลองใช้กลยุทธ์นี้ ข้อสรุปที่ชัดเจนเลยก็คือ ‘ความพอดี’ นี่แหละสำคัญที่สุด การแสดงความสนใจบ้าง แต่ก็ยังคงความลึกลับนิดๆ ไว้ให้ค้นหา มันช่วยสร้างแรงดึงดูดได้จริง แต่ถ้าทำตัวคลุมเครือหรือห่างเหินจนเกินเบอร์ ก็เสี่ยงที่จะเสียคนที่อาจจะใช่ไปได้ง่ายๆ ที่สำคัญที่สุดคือต้องดูคนที่เราคุยด้วย และเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม บางคนอาจจะชอบให้มีลูกล่อลูกชน ให้ ‘ตามจีบ’ หน่อยๆ ในขณะที่บางคนก็ชอบความชัดเจน ตรงไปตรงมามากกว่า สำหรับสังคมไทย การรู้จักผสมผสานความละมุนละม่อมแบบเดิมๆ เข้ากับความต้องการความชัดเจนในยุคนี้ น่าจะเป็นสูตรสำเร็จของความรักที่ดีที่สุด
สำหรับใครที่อยากได้คำแนะนำแบบเอาไปใช้ได้จริง:
- ยึดหลัก ‘พอดีๆ’ – แสดงความสนใจให้เขารู้บ้าง แต่ก็เว้นช่องว่างให้เขาได้คิดถึงเราบ้าง
- ถ้าคุยกันผ่านออนไลน์หรือแอปต่างๆ ต้องระวังเป็นพิเศษ อย่าให้การตอบช้าหรือทำตัวไม่ชัดเจน ถูกมองว่าเราไม่ใส่ใจ
- ยอมรับและเข้าใจว่าแต่ละคนมีสไตล์การคุยไม่เหมือนกัน – ถ้าอีกฝ่ายชอบแบบเปิดอกคุย ก็เน้นความตรงไปตรงมาดีกว่ามัวแต่เล่นตัว
- ลองถามใจตัวเองดูว่า ที่ทำแบบนี้เพื่อสร้างสีสันดีๆ ให้ความสัมพันธ์ หรือแค่ใช้เป็นเกราะกำบังความรู้สึกอ่อนแอของตัวเอง
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเริ่มต้นด้วยความลึกลับน่าค้นหา หรือความจริงใจแบบเปิดอกคุยกันตั้งแต่แรก ความสัมพันธ์ที่ไปรอดก็ต้องอาศัยการให้เกียรติกัน การสื่อสาร และความเข้าใจซึ่งกันและกัน การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และเข้าใจทั้งค่านิยมเก่าๆ กับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จะช่วยให้คนไทยประคับประคองความสัมพันธ์ในโลกความรักที่แสนจะซับซ้อนในปัจจุบันไปได้ด้วยดี