ข่าวการป่วยด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ท่านหนึ่ง ได้จุดประเด็นให้ทั่วโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและชายไทย หันมาทบทวนเรื่องประโยชน์และความคุ้มค่าของการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate-Specific Antigen หรือ PSA) เพื่อตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่เนิ่นๆ มะเร็งชนิดนี้พบได้บ่อยที่สุดในหมู่ชายชาวอเมริกัน และเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญระดับโลก ความท้าทายสำคัญของโรคนี้ คือจะทำอย่างไรจึงจะแยกแยะได้ว่าเนื้องอกก้อนไหนเป็นชนิดลุกลามที่อาจอันตรายถึงชีวิต และก้อนไหนเป็นชนิดที่โตช้าจนอาจไม่สร้างปัญหาใดๆ เลยตลอดช่วงอายุขัย ประเด็นสุขภาพนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชายไทย โดยเฉพาะเมื่ออุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมลูกหมากในบ้านเราค่อยๆ สูงขึ้นตามรอยประเทศตะวันตก ประกอบกับผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นและสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การทำความเข้าใจข้อมูลงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจ PSA จะช่วยให้ชายไทยและครอบครัวตัดสินใจเรื่องสุขภาพได้อย่างรอบด้านและมีข้อมูลเพียงพอ
การตรวจ PSA ซึ่งเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 (ราว พ.ศ. 2533) เป็นการวัดระดับสาร PSA ซึ่งเป็นโปรตีนที่ต่อมลูกหมากสร้างขึ้นในกระแสเลือด แม้ระดับ PSA ที่สูงอาจบ่งชี้ถึงมะเร็ง แต่ก็อาจนำไปสู่ผลบวกลวง (คือผลตรวจชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งทั้งที่ไม่เป็น) และบ่อยครั้งเป็นการตรวจพบมะเร็งชนิดที่เติบโตช้ามากจนอาจไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อชีวิต ผลการศึกษาจากการชันสูตรศพในสหรัฐอเมริกาพบว่า กว่าหนึ่งในสามของผู้ชายอเมริกันผิวขาว และครึ่งหนึ่งของผู้ชายอเมริกันผิวสีในช่วงอายุ 70 ปี มีมะเร็งต่อมลูกหมากชนิด “แฝง” เช่นนี้ นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงที่จะต้องตัดชิ้นเนื้อโดยไม่จำเป็น การรักษาที่เกินความจำเป็น และผลข้างเคียงที่อาจตามมา เช่น ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การกลั้นปัสสาวะลำบาก และปัญหาการทำงานของลำไส้ ยังคงเป็นข้อกังวลสำคัญ ดังที่แพทย์รังสีรักษามะเร็งท่านหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก อธิบายว่า “การตรวจ PSA เพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัดมากในฐานะเครื่องมือคัดกรองมะเร็ง”
ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและผู้กำหนดนโยบายต่างพยายามหาจุดสมดุลที่เหมาะสม นั่นคือการตรวจหาและรักษามะเร็งชนิดลุกลามที่คุกคามชีวิต ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการรักษาเนื้องอกที่โตช้าซึ่งไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออายุขัย แนวทางคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจ PSA ในระดับสากลนั้นมีการปรับเปลี่ยนอยู่หลายครั้งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) คณะทำงานเฉพาะกิจด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐฯ (USPSTF) เคยแนะนำไม่ให้ตรวจคัดกรอง PSA เป็นกิจวัตรเลยด้วยซ้ำ ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) คำแนะนำได้เปลี่ยนไป โดยให้ผู้ชายอายุ 55 ถึง 69 ปี ร่วมตัดสินใจกับแพทย์ผู้ดูแล ซึ่งแนวทางนี้จัดอยู่ในระดับ “เกรด C” คือมีประโยชน์เพียงเล็กน้อย สำหรับผู้ชายสูงอายุ คำแนะนำค่อนข้างชัดเจนกว่า คือผู้ชายอายุเกิน 70 ปี และโดยเฉพาะผู้ที่อายุ 75 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรอง PSA เป็นประจำ ซึ่งเป็นแนวทางที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในการปฏิบัติทางคลินิกและความครอบคลุมของประกันสุขภาพในประเทศไทย
ความไม่แน่นอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญชาวไทยก็เห็นตรงกันว่าการชั่งน้ำหนักความสำคัญของการตรวจคัดกรอง PSA นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่รายงานของ NPR (สื่อสาธารณะของสหรัฐฯ) ชี้ว่า กรณีของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งหยุดตรวจคัดกรอง PSA หลังอายุ 71 ปี ก็เป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ ณ เวลานั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะและมะเร็งวิทยาในประเทศไทย ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ต่างก็ประสบกับความสับสนและความกังวลใจคล้ายๆ กันนี้ในหมู่ชายไทยและครอบครัวที่กำลังพิจารณาการตรวจดังกล่าว หลายท่านสนับสนุนแนวคิด “การตัดสินใจร่วมกัน” (shared decision-making) นั่นคือการเปิดอกพูดคุยอย่างละเอียดกับแพทย์ที่ไว้วางใจ ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้ารับการตรวจคัดกรองหรือไม่ ทว่า ดังที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านชี้ การพูดคุยในรายละเอียดเช่นนี้มักมีข้อจำกัดจากระยะเวลาการพบแพทย์ปฐมภูมิที่ค่อนข้างสั้น และความรู้ความเข้าใจในวงกว้างเกี่ยวกับความเสี่ยงและธรรมชาติของมะเร็งต่อมลูกหมากที่ยังอาจมีไม่มากพอ
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าแนวโน้มกำลังเปลี่ยนทิศกลับไปสู่การตรวจคัดกรองที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายกลุ่มเสี่ยงสูง ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ท่านหนึ่งของสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อสังเกตต่องานวิจัยทางคลินิกที่เป็นรากฐานของคำแนะนำปัจจุบันในสหรัฐฯ โดยชี้ว่ากลุ่มควบคุมในการวิจัยอาจมีการ “ปนเปื้อน” (หมายถึงผู้ชายจำนวนมากในกลุ่มที่ถูกระบุว่า “ไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง” แท้จริงแล้วอาจเคยได้รับการตรวจ PSA มาก่อน) ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้สนับสนุนให้มีคำแนะนำการตรวจคัดกรองที่ชัดเจนและหนักแน่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายกลุ่มชาติพันธุ์ผิวสี หรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของชายไทยที่มีปัจจัยเสี่ยงคล้ายคลึงกัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะของไทยหลายท่านก็แนะนำในทำนองเดียวกัน ให้พิจารณาตรวจคัดกรองเร็วขึ้นและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมากขึ้นสำหรับผู้ชายที่มีบิดาหรือพี่น้องเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
อย่างไรก็ตาม แนวทางปฏิบัติทั้งระดับสากลและของไทยต่างเน้นย้ำว่าการตรวจคัดกรองไม่ควรนำไปสู่การรักษาโดยอัตโนมัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะท่านหนึ่งเสนอให้เปลี่ยนชื่อเรียกเนื้องอกระยะเริ่มต้นเป็นชื่อที่ฟังดูน่ากลัวน้อยลง เช่น “กลุ่มเซลล์ผิดปกติของต่อม (acinar neoplasm)” เพื่อลดความวิตกกังวลและช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการรักษาที่ไม่จำเป็น ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้กล่าวว่า “ผู้ชายควรตรวจ PSA ในวัยกลางคนโดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหามะเร็งต่อมลูกหมากชนิดลุกลาม หากเราตรวจพบโรคในระยะที่ไม่รุนแรง…เราไม่ควรรีบรักษา แต่ควรติดตามอาการด้วยการเฝ้าระวังเชิงรุก (active surveillance) ถ้าเราทำเช่นนั้น เราก็แทบจะขจัดปัญหาจากมะเร็งชนิดนี้ไปได้เลย” มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแพทย์ไทยจำนวนมากที่สนับสนุนแนวทาง “การเฝ้าระวังเชิงรุก” คือการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะรีบผ่าตัดหรือฉายรังสีทันทีสำหรับกรณีที่มะเร็งยังมีความเสี่ยงต่ำ
พัฒนาการนี้สะท้อนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งและอิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้นว่า ไม่ใช่มะเร็งต่อมลูกหมากทุกกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบเชิงรุก แพทย์รังสีรักษามะเร็งอีกท่านหนึ่งชี้ว่า ยุคใหม่ของการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แทนที่จะส่งตรวจชิ้นเนื้อทันทีหลังพบค่า PSA สูง ปัจจุบันแพทย์จำนวนมากทั้งในระดับสากลและในไทยแนะนำให้ประเมินเพิ่มเติมด้วยการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แล้วตามด้วยการสังเกตอาการหากพบว่ามะเร็งมีความเสี่ยงต่ำ สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมกล่าวว่า แนวทางนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถ “ดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ” แต่การต้องตรวจเลือดเป็นระยะและความเป็นไปได้ที่อาจต้องรับการรักษาในที่สุด ก็ยังสามารถกระตุ้นความวิตกกังวลได้ ซึ่งเป็นความจริงที่แพทย์ทุกแห่งตระหนักดี รวมถึงแพทย์ในศูนย์มะเร็งชั้นนำของไทยด้วย
สำหรับประเทศไทย บทเรียนเหล่านี้ถือว่ามาได้ถูกจังหวะและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประชากรของประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และจำนวนผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากรายใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวในเรื่องนี้ยังค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับมะเร็งที่รู้จักกันดี เช่น มะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันการตรวจ PSA มีให้บริการในโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่แล้ว แต่การเข้าถึงบริการยังอาจมีข้อจำกัดจากความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย การเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล และความเข้าใจที่ยังคลาดเคลื่อนว่ามะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคของ “ชาวตะวันตก” เท่านั้น นอกจากนี้ วัฒนธรรมที่ยังไม่เปิดกว้างนักในการพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศและระบบทางเดินปัสสาวะของเพศชาย ก็อาจเป็นอุปสรรคทำให้ผู้ชายจำนวนไม่น้อยไม่กล้าขอคำแนะนำหรือตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ
ในอนาคต งานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม การพัฒนาสารบ่งชี้ทางชีวภาพใหม่ๆ และการตรวจ MRI ต่อมลูกหมากที่เข้าถึงได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น มีแนวโน้มที่จะช่วยพัฒนากระบวนการตรวจคัดกรองและรักษาสำหรับชายไทยรวมถึงผู้ชายทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น โรงพยาบาลหลายแห่งในไทยได้เริ่มนำร่องแนวทางเหล่านี้แล้ว อนาคตอาจได้เห็นระบบการตรวจคัดกรองที่เป็นแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยอายุ ประวัติครอบครัว เชื้อชาติ และลักษณะทางชีวภาพของแต่ละคน จะเป็นตัวกำหนดว่าใครควรได้รับการตรวจเมื่อใดและบ่อยเพียงใด
ในระหว่างนี้ คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้อ่านชาวไทย คือคำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้จริงและตั้งอยู่บนความเป็นจริง: ผู้ชายอายุ 55 ถึง 69 ปี ควรปรึกษาหารือข้อดีข้อเสียของการตรวจ PSA กับแพทย์ที่ไว้วางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ผู้ชายอายุเกิน 70 ปี โดยทั่วไปมักไม่ได้รับประโยชน์ชัดเจนจากการตรวจคัดกรองเป็นประจำ และอาจควรหลีกเลี่ยงการตรวจที่ไม่จำเป็น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดความเสี่ยงต่ำ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตื่นตระหนกหรือรีบร้อนเข้ารับการรักษาแบบเชิงรุกเสมอไป ปัจจุบัน “การเฝ้าระวังเชิงรุก” ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับ การสนับสนุนจากครอบครัว การเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพของผู้ชายในสังคม และการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังรับมือกับความท้าทายจากมะเร็งต่อมลูกหมาก
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความต้นฉบับของ NPR ได้ที่นี่ สามารถเข้าถึงสถิติและแนวทางเกี่ยวกับโรคมะเร็งเฉพาะสำหรับประเทศไทยเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ รายงานสถานการณ์โรคมะเร็งของประเทศไทยฉบับล่าสุดโดยองค์การอนามัยโลก