เรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เผยแพร่โดย The Telegraph เมื่อไม่นานมานี้ ภายใต้หัวข้อ “ลูกชายทั้งสองคนของผมฆ่าตัวตาย ผมรู้สึกว่าสอนพวกเขาได้ไม่ดีพอที่จะรับมือกับความทุกข์” (Both of My Sons Took Their Own Lives. I Feel I Didn’t Teach Them Well Enough How to Suffer) ได้ปลุกกระแสให้สังคมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย หันมาตระหนักและพูดคุยกันอย่างจริงจังอีกครั้งถึงปัญหาการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนหนุ่มสาว และภาระหนักอึ้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องแบกรับในการดูแลสุขภาพจิตของลูกหลาน โศกนาฏกรรมของผู้ปกครองท่านหนึ่งที่ต้องสูญเสียลูกชายถึงสองคนจากการฆ่าตัวตาย ยิ่งตอกย้ำคำถามคาใจใครหลายคนว่า ทุกวันนี้ครอบครัวและสถาบันการศึกษาได้เตรียมภูมิต้านทานทางใจให้เยาวชนพร้อมเผชิญมรสุมชีวิตในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้ดีพอแล้วหรือยัง
การฆ่าตัวตายยังคงเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของกลุ่มเยาวชนทั่วโลก และประเทศไทยก็เผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน รายงานล่าสุดจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตให้ทัศนะว่าความกดดันด้านการเรียน ความขัดแย้งในครอบครัว และพิษภัยจากโลกโซเชียลที่ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกโดดเดี่ยว ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ (Bangkok Post) การสูญเสียที่สะท้อนผ่านบทความของสื่ออังกฤษนั้น สอดรับกับความกังวลของทั้งบุคลากรทางการศึกษาและผู้ทำงานด้านสาธารณสุขในบ้านเรา ที่เฝ้าสังเกตเห็นสภาวะจิตใจที่เปราะบางและการขาดทักษะในการรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มเยาวชนของชาติ
แนวคิดเรื่อง “การสอนให้ลูกรู้จักเผชิญความทุกข์” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในบทความดังกล่าว อันที่จริงแล้วหยั่งรากลึกอยู่ในหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาและวิถีการเลี้ยงดูแบบไทยมาแต่โบราณ ทว่าผู้เชี่ยวชาญในยุคปัจจุบันกลับออกมาเตือนว่าครอบครัวยุคใหม่อาจกำลังมองข้ามหรือละเลยการปลูกฝังทักษะสำคัญนี้เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางใจให้แก่ลูกหลาน ผู้แทนจากศูนย์ส่งเสริมสุขภาพจิตแห่งหนึ่งของไทยให้ความเห็นว่า “สังคมของเรามักผลักดันให้เด็กๆ เก็บงำความรู้สึกเปราะบางของตนเอง เพราะกลัวว่าการปริปากพูดถึงความเศร้าหรือความคับข้องใจจะกลายเป็นตราบาปของความอ่อนแอ ทัศนคติเช่นนี้ทำให้เยาวชนไทยจำนวนมากไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจนสถานการณ์บานปลายเกินเยียวยา” (องค์การอนามัยโลก)
งานวิจัยจากนานาชาติชิ้นล่าสุดได้นำเสนอกรอบแนวคิดที่น่าสนใจในการป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งดูจะสอดรับกับบริบทของสังคมไทยไม่น้อย งานวิเคราะห์ชิ้นสำคัญเมื่อปี 2023 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Psychiatry ค้นพบว่า การส่งเสริม “ความยืดหยุ่นทางใจ” (psychological flexibility) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเปิดรับและเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายรูปแบบ แม้กระทั่งความทุกข์ โดยไม่ปล่อยให้มันท่วมท้นจนแบกรับไม่ไหว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อพฤติกรรมการฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่นได้ (The Lancet Psychiatry) นอกจากนี้ วิธีการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) การฝึกสติ และโครงการที่ออกแบบมาเพื่อลดการตีตราความล้มเหลวและความปวดร้าวทางใจ ก็ล้วนแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
สำหรับครอบครัวไทย การสร้างสมดุลระหว่างกลไกสนับสนุนทางสังคมแบบดั้งเดิม เช่น เครือข่ายญาติมิตรและการพึ่งพาคำแนะนำจากวัดวาอาราม กับแนวทางการช่วยเหลือสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ อาจเป็นหัวใจสำคัญ จิตแพทย์ท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลรามาธิบดีอธิบายว่า “คติความเชื่อดั้งเดิมของไทยเรื่องความอดทนอดกลั้น อาจเคยเป็นเกราะกำบังให้คนรุ่นปู่ย่าตายายฝ่าฟันความยากลำบากมาได้ แต่แรงกดดันในโลกยุคปัจจุบันมันซับซ้อนและแตกต่างออกไป เด็กๆ ยุคนี้จึงต้องการเครื่องมือที่ทันสมัยและสร้างสรรค์ในการรับมือกับปัญหาของตนเอง” กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในกรุงเทพมหานครก็มีเสียงสะท้อนความกังวลในทิศทางเดียวกัน พร้อมสนับสนุนให้มีหลักสูตรที่เปิดพื้นที่ให้การพูดคุยเรื่องความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดทางอารมณ์ และความสำคัญของการขอความช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
จากกรณีศึกษาที่สะเทือนใจคล้ายกับเรื่องราวใน The Telegraph ยิ่งกระตุ้นให้ผู้มีส่วนกำหนดนโยบายในไทยส่งเสียงเรียกร้องให้มีโครงการเชิงรุกด้านสุขภาพจิตในระดับชุมชนเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มขยายบริการคัดกรองสุขภาพจิตในสถานศึกษาควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาที่เป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายอีกหลายด้าน ทั้งจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาที่ยังมีไม่เพียงพอ ตลอดจนทัศนคติเชิงลบและการตีตราทางสังคมที่ยังคงฝังรากลึก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครองที่หวั่นเกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทางอารมณ์ของบุตรหลาน (ยูนิเซฟ ประเทศไทย)
บริบททางวัฒนธรรมของไทยนั้นมีทั้งแง่มุมที่ส่งเสริมและที่เป็นอุปสรรคในตัวเอง คำพูดติดปากอย่าง “ไม่เป็นไร” ที่แม้จะดูเหมือนเป็นการปลอบประโลมและช่วยให้ยอมรับสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางอารมณ์ที่แท้จริงโดยไม่รู้ตัว ขณะที่หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาเน้นย้ำการรู้เท่าทันและยอมรับความทุกข์อย่างมีสติ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับกำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อประยุกต์แนวคิดเหล่านี้ให้กลายเป็นทักษะการรับมือปัญหาที่ใช้ได้ผลจริงในชีวิตประจำวัน ภายใต้แรงกดดันจากข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมในโลกดิจิทัล และกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่หมุนเร็ว
สำหรับแนวทางในอนาคต บุคลากรด้านสาธารณสุขและเครือข่ายผู้ปกครองได้ร่วมกันเสนอแนวทางที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ การผนวกความรู้เรื่องการเท่าทันอารมณ์และการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน การสนับสนุนให้ครอบครัวเปิดใจสื่อสารเรื่องความรู้สึกกันเป็นประจำ และการดึงทรัพยากรในชุมชน เช่น วัด ให้เข้ามามีบทบาทเป็นแหล่งพักพิงทางใจและให้คำปรึกษา ปัจจุบัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่และขอนแก่นกำลังดำเนินโครงการนำร่องฝึกสติสำหรับนักเรียนระดับมัธยม ขณะที่องค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งก็กำลังจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ “ความเครียดในยุคดิจิทัล” และแรงกดดันจากสังคมเพื่อน
ถึงผู้ใหญ่ใจดีและคนใกล้ชิดทุกคนในสังคมไทย ไม่ว่าท่านจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พี่น้อง หรือเพื่อนก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เราต้องตระหนักร่วมกันคือ อย่าเมินเฉยหรือหลีกเลี่ยงการพูดคุยในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและยากจะเอ่ยถึง ขอให้เรามาร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าความเจ็บปวดทางอารมณ์เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต และการกล้าขอความช่วยเหลือคือสัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำได้ เช่น การเปิดวงสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่พร้อมให้การสนับสนุน และการยอมรับอย่างเปิดใจถึงความผันผวนทางอารมณ์ของแต่ละบุคคล อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นต่อชีวิตใครบางคนได้
หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับความคิดที่อยากทำร้ายตัวเอง หรือกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากสายด่วนสุขภาพจิต 1323 สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย หรือครูแนะแนวที่โรงเรียนที่คุณไว้วางใจ