แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคลั่งไคล้ในตัวบุคคลและเหตุการณ์ก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจที่รอบด้านมากขึ้น ฉันเริ่มมองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งด้านดีและด้านลบ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบจนไม่อาจวิจารณ์ได้ และไม่มีใครเลวร้ายจนไม่อาจชื่นชมในบางแง่มุม

ฉันเติบโตมาในยุคที่วงชาตรีและแกรนด์เอ็กซ์กำลังโด่งดังสุดขีด ช่วงมัธยมปลายของฉันจึงอบอวลไปด้วยเสียงเพลงสตริงที่เป็นกระแสหลักในยุคนั้น “ซาวด์อะเบาท์” คืออุปกรณ์ฟังเพลงสุดล้ำ ใครมีติดตัวถือว่าเท่มาก ฐานะครอบครัวต้องดี และพ่อแม่ต้องตามใจพอสมควร ถึงจะมีสิทธิ์พกติดตัวมาโรงเรียนไว้อวดเพื่อนหรือจีบสาว ๆ

บ้านฉันมีฐานะปานกลาง และพ่อแม่ก็เลี้ยงดูแบบเข้มงวด การมีซาวด์อะเบาท์เป็นของตัวเองจึงไม่มีทางเป็นจริง ฉันอาศัยฟังจากของเพื่อนบ้างเป็นบางครั้ง แม้ไม่บ่อยนัก แต่ก็พอให้ได้ดื่มด่ำกับบทเพลงที่หลงใหล

นอกจากเสียงเพลง ฉันเริ่มรู้จักการอ่านมาตั้งแต่มัธยมต้น จุดเริ่มต้นมาจากเพื่อนคนหนึ่งในชั้น ม.ศ.๑ ที่เป็นหนอนหนังสือ พกนิยายจีนกำลังภายในมาอ่านที่โรงเรียนทุกวัน ฉันสนิทกับเขามาก เห็นเขาอ่านอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยอินตาม ทั้งที่ก็พยายามหยิบมาลองเปิดดูบ้าง

จนถึงชั้น ม.ศ.๓ ฉันได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่ย้ายตามครอบครัวมาเรียนที่เดียวกัน เขาเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย แต่เป็นนักอ่านตัวยงอีกคน ชอบอ่านนิยายและเรื่องสั้นไทย ๆ ใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการอ่าน ครั้งนี้ฉันรู้สึกอยากรู้อยากลองมากกว่าเดิม ว่าทำไมคนเราถึงอินกับการอ่านนัก จึงหยิบหนังสือมาเปิดบ้าง และนั่นก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจริงจังของการอ่านสำหรับฉัน

แม้สุดท้ายจะไม่ถึงขั้นเป็นหนอนหนังสือ แต่ฉันก็เริ่มรู้ตัวว่า “ถูกจริต” กับเรื่องสั้นมากกว่านิยาย
 

หลังจบมัธยมปลาย ฉันเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย และเริ่มอ่านหนังสือรายสัปดาห์อย่างจริงจัง ตั้งแต่ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์, มติชนสุดสัปดาห์, จนถึง เนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือเหล่านี้พาฉันเข้าสู่โลกของการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มสนใจเรื่องบ้านเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นคนที่ชอบวิเคราะห์วิพากษ์ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซึ่งต่อมากลายเป็นงานที่ฉันทำมาตลอดชีวิต

ในช่วงเดียวกันนั้นเอง ฉันได้เห็นกิจกรรมของพี่ ๆ และเพื่อน ๆ ที่รวมกลุ่มกันเล่นดนตรีในงานต่าง ๆ ทั้งของคณะและของมหาวิทยาลัย เพลงที่เล่นกันส่วนใหญ่เป็นเพลงของวงคาราวานและแฮมเมอร์ ซึ่งมีเนื้อหาทางสังคมและการเมืองเข้มข้น

ด้วยความที่ฉันสนใจการเมืองอยู่แล้ว เพลงเหล่านี้จึงกระตุ้นให้ฉันเริ่มค้นหาหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มาอ่านหลายเล่ม อยากรู้ความจริงว่าเหตุใดนิสิตนักศึกษาต้องหนีเข้าป่า ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐ เพราะแม้จะเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาบ้างตั้งแต่ยังเด็ก แต่ส่วนใหญ่เป็นคำบอกเล่าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์มากกว่า

ช่วงนั้นฉันหลงใหลในชีวิตและบทเพลงของคาราวานอย่างสุดหัวใจ โดยเฉพาะการที่พวกเขากลับจากป่า แล้วสร้างสรรค์ผลงานอย่างมั่นคง ยืนหยัดในแนวทางของตัวเองจนถึงทุกวันนี้

และแล้ววันหนึ่ง เพื่อนรักส่งหนังสือของ “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” มาให้อ่าน เป็นทั้งนิยายและเรื่องสั้นหลายเล่ม การอ่านหนังสือชุดนี้เปิดโลกใหม่ให้ฉัน ทั้งในแง่มุมของการเมือง การต่อสู้ และชีวิตหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ภาษาของเขาสละสลวย ลุ่มลึก กระชับ เต็มไปด้วยการเปรียบเปรยและฉากธรรมชาติที่งดงามอย่างที่ฉันไม่เคยพบจากนักเขียนคนไหนมาก่อน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคลั่งไคล้ในตัวบุคคลและเหตุการณ์ก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจที่รอบด้านมากขึ้น ฉันเริ่มมองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งด้านบวกและด้านลบ มีดีมีเสีย ไม่มีใครสมบูรณ์แบบจนไม่อาจวิจารณ์ได้ และไม่มีใครเลวร้ายจนไม่อาจชื่นชมในบางแง่มุม..

ประสบการณ์ชีวิต การอ่าน และการครุ่นคิด ทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะมองโลกด้วยสายตาที่สงบ และเท่าทันมากขึ้น!