นักจิตวิทยาชั้นนำผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและหน้าจอดิจิทัล ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องส่วนตัวที่น่าขบคิด ท่านยอมรับว่า แม้จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่สิ่งที่เสียใจที่สุดในบทบาทพ่อแม่คือการที่ไม่ได้จำกัดเวลาหน้าจอของลูกๆ อย่างจริงจังกว่านี้ การเปิดเผยครั้งนี้ ซึ่งสอดรับกับงานวิจัยล่าสุดและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ กำลังจุดประเด็นถกเถียงที่สำคัญในกลุ่มครอบครัวและนักการศึกษาไทย ซึ่งต่างกังวลถึงอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นของสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ดิจิทัลต่อเยาวชน ประเด็นนี้เป็นที่สนใจในหลายประเทศก็จริง แต่สำหรับประเทศไทยแล้วกลับมีความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ปกครองเองก็กำลังพยายามปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน Inc.com, MSN

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทยในยุคนี้? ก็เพราะเวลาหน้าจอ ไม่ว่าจะจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือเกม กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แทบจะแยกไม่ออกจากชีวิตเด็กและวัยรุ่นไทยไปแล้ว โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ยิ่งเร่งให้การเรียนรู้ออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่าการใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไปก็มาพร้อมความเสี่ยง ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนถึงปัญหาด้านการเรียนรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวโยงกับการใช้เวลาหน้าจอที่สูง และมีหลักฐานใหม่ๆ ชี้ว่า คุณภาพของการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองมีผลอย่างมากต่อสุขภาพ ความสุข และความสำเร็จของเด็ก

งานวิจัยระดับนานาชาติล่าสุดหลายชิ้นสะท้อนภาพที่น่ากังวล ตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2025 ที่ศึกษาเด็กวัยเรียน พบว่าการใช้เวลาหน้าจอมากเกินไปสัมพันธ์กับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น ปัญหาพฤติกรรม และผลการเรียนที่แย่ลง PubMed เช่นเดียวกับการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีของผู้ปกครองต่อหน้าเด็ก หรือที่เรียกว่า “technoference” (การถูกเทคโนโลยีแทรกแซง) เผยว่าเด็กที่ผู้ปกครองมักจะให้ความสนใจกับอุปกรณ์ของตัวเอง มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านพัฒนาการและอารมณ์มากกว่า ผลการศึกษาเหล่านี้สอดคล้องกับความกังวลของนักจิตวิทยาหลายท่าน รวมถึงนักจิตวิทยาสังคมและผู้เขียนหนังสือขายดีท่านหนึ่ง ในหนังสือ “The Anxious Generation” (คนรุ่นวิตกกังวล) ที่ตีพิมพ์ในปี 2024 ผู้เขียนท่านนี้ได้เตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวัยเด็ก” ที่ผูกติดอยู่กับสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย กำลังโหมกระพือปัญหาสุขภาพจิตในหมู่เยาวชนลุกลามไปทั่วโลก Wikipedia

นักจิตวิทยาชั้นนำท่านหนึ่งระบายความรู้สึกว่า “หวังเหลือเกินว่าจะตั้งขอบเขตเรื่องหน้าจอให้เข้มงวดกว่านี้ ทั้งกับลูกและกับตัวเองในฐานะพ่อแม่ด้วย แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการงดใช้โทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหารและในห้องนอน ก็คงจะสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาลแล้ว” นักจิตวิทยาเด็กอีกท่านเสริมว่า “เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมการใช้หน้าจอของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง ‘สาร’ ที่ผู้ปกครองส่งผ่านพฤติกรรมของตัวเองด้วย เวลาที่พ่อแม่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับอุปกรณ์ของตัวเองตลอดเวลา ก็เป็นการสร้างแบบอย่างที่ทรงอิทธิพล” คำกล่าวเหล่านี้สอดคล้องกับผลการทบทวนงานวิชาการล่าสุด ซึ่งชี้ว่าการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาหน้าจอของตนเอง หรือการตั้งกติกาที่ชัดเจนในบ้าน ล้วนส่งผลสำคัญต่อพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวมของเด็ก PubMed, PTU Meta-Analysis

สำหรับครอบครัวไทย ผลจากงานวิจัยนี้นับว่าสำคัญและมาได้ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง รายงานล่าสุดชี้ว่า เด็กไทยอายุเพียง 2 ขวบก็มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองแล้ว ซึ่งบ่อยครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือกล่อมให้เด็กหยุดร้องไห้งอแง หรือเพื่อให้เด็กมีอะไรทำเงียบๆ ระหว่างการรวมญาติและงานวัด ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับผลสำรวจปี 2566 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในขณะเดียวกัน นโยบายผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ แม้จะช่วยเปิดประตูสู่แหล่งข้อมูลออนไลน์ที่สำคัญ ก็กลับทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากไม่แน่ใจว่าจะสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ของเทคโนโลยีกับโทษที่อาจตามมาได้อย่างไร สถานะของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในสังคมที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ครอบครัวทั่วไปทั้งในเมืองกรุงและต่างจังหวัดต้องเผชิญหน้าโดยตรง

ภูมิหลังด้านการอบรมเลี้ยงดูเด็กและการศึกษาของไทยในอดีตถือเป็นบริบททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ตามธรรมเนียมดั้งเดิม การเรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นในงานวัด กิจกรรมกลางแจ้ง หรืองานฝีมือต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์วัยเยาว์ แต่เมื่อความบันเทิงผ่านหน้าจอเข้าถึงง่ายขึ้นทุกขณะ กิจกรรมที่สืบทอดกันมาเหล่านี้ก็กำลังถูกลดทอนความสำคัญลงไป นักการศึกษาอาวุโสท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า “เราจำเป็นต้องฟื้นฟูกิจกรรมที่เน้นการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ และการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวให้มากขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับการใช้สื่อดิจิทัลที่มากเกินไป เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การโหยหาอดีต แต่เป็นเรื่องของพัฒนาการเด็กโดยตรง”

งานวิจัยปัจจุบันชี้ชัดว่าทิศทางในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทั้งนโยบายภาครัฐและการขับเคลื่อนของชุมชน ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนที่หมกมุ่นอยู่กับสื่อดิจิทัลจะยิ่งทวีความรุนแรง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเร็ววัน ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มสนับสนุนให้มีแนวปฏิบัติระดับชาติเกี่ยวกับเวลาหน้าจอ คล้ายกับคำแนะนำของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ซึ่งจำกัดการใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็กอายุ 2–5 ปีไว้ที่วันละ 1 ชั่วโมงสำหรับรายการคุณภาพสูง และกระตุ้นให้ผู้ปกครองร่วมรับชมสื่อกับเด็กทุกครั้งที่เป็นไปได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มเรียกร้องให้โรงเรียนมีมาตรการห้ามใช้โทรศัพท์ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่นักวิชาการผู้เขียนหนังสือ “The Anxious Generation” สนับสนุน โดยเสนอให้ใช้ได้เพียงโทรศัพท์มือถือพื้นฐาน (ฟีเจอร์โฟน) ในบริเวณโรงเรียนเท่านั้น ข้อเสนอนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในบางเขตการศึกษาในต่างประเทศ Wikipedia – Jonathan Haidt

แล้วในทางปฏิบัติ พ่อแม่ชาวไทยจะทำอะไรได้บ้าง? ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า: เริ่มจากขั้นตอนเล็กๆ ที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ เก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้พ้นจากโต๊ะอาหารของครอบครัวและห้องนอน กำหนดช่วงเวลาปลอดหน้าจอในช่วงสุดสัปดาห์ วันสำคัญทางศาสนา และเทศกาลต่างๆ ส่งเสริมการเล่นแบบออฟไลน์และการเล่านิทานให้มากขึ้น ไม่ว่าจะที่บ้าน สวนสาธารณะ หรือศูนย์กิจกรรมชุมชน ที่สำคัญที่สุด ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ เพราะเด็กๆ เรียนรู้จากการกระทำของผู้ใหญ่ไม่น้อยไปกว่าคำพูด

บทเรียนจากความรู้สึกเสียใจส่วนตัวของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกนี้ เป็นข้อคิดอันทรงพลังสำหรับทุกครอบครัวไทยที่กำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสในยุคดิจิทัล ดังที่กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของไทยท่านหนึ่งให้แง่คิดว่า “ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะปรับเปลี่ยนกิจวัตร สิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจจริง คือการเลือกอย่างมีสติเพื่อสร้างวัยเด็กที่แข็งแรงและมีความสุขยิ่งขึ้น ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นเมื่อใดก็ตาม”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคำแนะนำเหล่านี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก: งานวิจัยเรื่อง การใช้เวลาหน้าจอกับผลการเรียน ความวิตกกังวล และปัญหาพฤติกรรมในเด็กวัยเรียน (2025), งานวิจัย การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีของผู้ปกครอง (2025) และ หนังสือ “The Anxious Generation” (คนรุ่นวิตกกังวล) (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)