งานวิจัยระดับโลกชิ้นใหม่ๆ ฟันธง! ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือไวน์ ก็ไม่มีคำว่า “ดื่มแล้วปลอดภัย” ความเชื่อที่ว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิดมีความเสี่ยงต่างกัน อาจไม่จริงอย่างที่คอทองแดงชาวไทยเข้าใจ บทความล่าสุดจากเดอะนิวยอร์กไทมส์ สรุปความเห็นผู้เชี่ยวชาญตรงกันว่า “แอลกอฮอล์ก็คือแอลกอฮอล์” ไม่ว่าชนิดไหนก็ไม่ได้ดีต่อสุขภาพไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นไวน์แดงชั้นเลิศ หรือเหล้าขาวใสๆ ก็ล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงสารพัดโรค ทั้งมะเร็งและปัญหาหัวใจ [nytimes.com]
เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อนด้านสาธารณสุขในบ้านเรา ที่ความเชื่อเดิมๆ ค่านิยมในสังคม และผลประโยชน์ทางธุรกิจ มักจะสวนทางกับความห่วงใยเรื่องสุขภาพที่นับวันจะยิ่งน่ากังวล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกลางคืน งานเทศกาล งานบุญ งานสังคม หรือแม้แต่งานรวมญาติของคนไทยไปแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้น แถมยังมีกฎหมายควบคุมการโฆษณาเหล้าเบียร์ที่เข้มงวดเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับพิษภัยของแอลกอฮอล์จึงยิ่งสำคัญ ทั้งต่อคนวางนโยบายและคนดื่มเอง
งานวิจัยล่าสุดที่อ้างอิงในบทความของนิวยอร์กไทมส์ ตอกย้ำว่าทำไมเราไม่ควรคิดว่ามีเหล้าเบียร์ชนิดไหน “อันตรายน้อยกว่า” ทุกครั้งที่เราดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะเปลี่ยนเอทานอล (ethanol) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลัก ให้กลายเป็นสารอะเซทัลดีไฮด์ (acetaldehyde) สารพิษตัวร้ายที่สามารถทำลายดีเอ็นเอของเราได้ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากศูนย์การเสพติดและสุขภาพจิต (Centre for Addiction and Mental Health) ในแคนาดา ชี้ว่า กระบวนการนี้ทำลายเนื้อเยื่อตั้งแต่ช่องปาก ลำคอ ตับ ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงเต้านม เสี่ยงต่อมะเร็งได้ถึง 7 ชนิด ขณะที่นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อธิบายเสริมว่า การดื่มหนัก (ตามนิยามของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC คือ ผู้หญิงดื่มมากกว่า 8 ดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ ผู้ชายมากกว่า 15 ดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ หรือการดื่มแบบเมาหัวราน้ำบ่อยๆ) ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคตับ ซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาความจำ
สิ่งที่นักดื่มชาวไทยต้องรู้คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นเบียร์ ไวน์ หรือเหล้า แต่อยู่ที่ปริมาณ “เอทานอล” ซึ่งก็คือเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ (A.B.V. หรือ Alcohol By Volume) ที่ระบุบนฉลาก หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “ดีกรี” นั่นเอง ถ้าดื่มในปริมาณเท่ากัน เครื่องดื่มที่ดีกรีสูงกว่า ก็จะทำให้ร่างกายได้รับเอทานอลมากขึ้น ความเสี่ยงต่อสุขภาพก็สูงขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เบียร์ทั่วไป (A.B.V. 5%) 1 กระป๋อง ไวน์ (A.B.V. 12%) 1 แก้วกลางๆ และเหล้า (A.B.V. 40%) 1 ช็อต (หรือ 1 เป๊ก) ให้ปริมาณเอทานอลเข้าร่างกายพอๆ กัน แต่ก็อย่าชะล่าใจ เพราะคราฟต์เบียร์บางตัวอาจมีดีกรีแรงพอๆ หรือมากกว่าไวน์เสียอีก ส่วนพวกค็อกเทลสูตรต่างๆ ก็อาจมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่อแก้วสูงลิ่วได้เหมือนกัน
เสียงยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกก็ไปในทิศทางเดียวกัน: “แอลกอฮอล์ก็คือแอลกอฮอล์” นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การเสพติดและสุขภาพจิตย้ำเตือน ขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียในแคนาดา ชี้ว่า “อะเซทัลดีไฮด์” ที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังดื่มแอลกอฮอล์นั้น “เป็นสารอันตรายร้ายแรงที่ทำลายดีเอ็นเอได้” นักวิจัยท่านนี้เสริมว่า ความเสียหายนี้นี่เองที่ทำให้การดื่มเหล้าเบียร์เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ด้านนักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ขยายความว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ร่างกายได้รับต่างหากที่เป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงโรค ไม่ใช่ชนิดของเหล้าเบียร์ที่ดื่ม
สำหรับบ้านเรา ผลวิจัยเหล่านี้อาจถึงเวลาต้องมาทบทวนความเชื่อเก่าๆ เช่น ไวน์แดงดีต่อสุขภาพ หรือเหล้าขาวใสๆ อย่างวอดก้าไม่หนักเท่าเหล้าสี ผู้เชี่ยวชาญฟันธงชัดเจน: ไม่มีเหล้าเบียร์ชนิดไหนดีต่อสุขภาพไปกว่ากัน สิ่งที่คนไทยควรทำคือ ลดปริมาณการดื่มโดยรวม เช่น เลือกดื่มชนิดที่ดีกรีต่ำ ลดปริมาณการดื่มลง และเลี่ยงมิกเซอร์รสหวาน ที่เป็นตัวการทำให้อ้วน เป็นเบาหวาน และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา
สถานการณ์เหล้าเบียร์ในไทยค่อนข้างน่าห่วง องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนมาตลอดว่าคนไทยดื่มหนักกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ชาย ถึงแม้จะมีกฎคุมเข้ม แต่เหล้าเบียร์ก็ยังหาซื้อง่าย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ ลอยกระทง ท่ามกลางวัฒนธรรมการดื่มแบบนี้ ข้อมูลเรื่องพิษภัยของแอลกอฮอล์ทุกชนิดจึงเป็นการท้าทายความเชื่อเก่าๆ และอาจช่วยหนุนโครงการรณรงค์ต่างๆ รวมถึงความพยายามล่าสุดที่จะขึ้นภาษีเหล้าเบียร์ดีกรีสูง และคุมเข้มการตลาดมากขึ้น [who.int]
เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่พยายามเปลี่ยนโฟกัส จากการดูว่าดื่มเหล้าเบียร์ชนิดไหน ไปเป็นการเน้นว่าดื่มมากน้อยและบ่อยแค่ไหน แนวทางนี้สอดรับกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่ชี้ว่าความถี่และปริมาณการดื่มต่างหากที่เป็นตัวการทำลายสุขภาพ ไม่ใช่สรรพคุณวิเศษที่เข้าใจผิดกันไปเองของเครื่องดื่มบางชนิด เมื่อมองวัฒนธรรมการดื่มของไทย ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้แต่การดื่มในระดับปานกลาง ไม่ต้องพูดถึงพวกดื่มจัด ก็ล้วนแต่เร่งให้สุขภาพพังเร็วขึ้น
อีกความท้าทายในยุคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและสายปาร์ตี้ในเมือง คือความฮิตของค็อกเทล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่มรสหวาน (ที่เรียกว่า alcopops) และเหล้าผสมคาเฟอีน ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทูเลน ชี้ว่า การเอาเหล้าไปผสมกับคาเฟอีน อย่างในเอสเพรสโซ่มาร์ตินี่ อาจทำให้ไม่รู้สึกเมาเท่าที่ควร และกระตุ้นให้ดื่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งยิ่งอันตราย เทรนด์เหล่านี้ต้องจับตามอง ไม่ใช่แค่เรื่องความเสี่ยงเฉพาะหน้าอย่างอุบัติเหตุหรือภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ แต่ยังรวมถึงผลระยะยาวที่อาจนำไปสู่การติดเหล้าและโรคเรื้อรังต่างๆ
มองไปข้างหน้า ผลกระทบไม่ได้จบแค่ในวงเหล้า ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น แถมยังเข้าสู่สังคมสูงวัย การที่การดื่มเหล้าเบียร์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ยิ่งสวนทางกับเป้าหมายด้านสาธารณสุข ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า อัตราการเกิดโรคตับและมะเร็งจากเหล้าเบียร์พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่คนอาจจะยังไม่ค่อยตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ เมื่อโครงสร้างสังคมแบบเดิมๆ เปลี่ยนไป ประกอบกับค่านิยมการดื่มแบบตะวันตกที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ก็ยิ่งน่าห่วงว่าจะสื่อสารคำเตือนเรื่องสุขภาพอย่างไรให้คนเชื่อและได้ผล
คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับคนไทยนั้นชัดเจน และสอดคล้องกับคำแนะนำของหน่วยงานสุขภาพทั้งระดับโลกและในประเทศ ข้อแรก ถ้าจะดื่ม ก็ควรเลือกที่ดีกรีต่ำ และดื่มแค่พอประมาณ ข้อสอง เลี่ยงมิกเซอร์น้ำตาลสูง หรือการดื่มแบบกระดกพรวดๆ ติดๆ กัน (ที่เรียกว่า “binge drinking”) ข้อสาม ระวังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผสมคาเฟอีน ที่ฮิตกันในผับบาร์กรุงเทพฯ ตอนนี้ เพราะมันอันตรายกว่าเดิม ที่สำคัญที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขสนับสนุนให้ครอบครัวเปิดใจคุยกันเรื่องความเสี่ยงจากเหล้าเบียร์ ให้กำลังใจคนที่อยากลด ละ เลิก และมีนโยบายที่สอดรับกับพฤติกรรมการดื่มจริงและข้อมูลวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ
บทสรุปสำหรับคนไทยคือ ไม่ว่าจะเป็นเหล้าในงานวัด งานรวมญาติ หรือในบาร์หรูใจกลางเมือง ก็ไม่มีชนิดไหนที่ “อันตรายน้อยที่สุด” ข้อควรระวังยังคงเหมือนเดิม การลด ละ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่การพยายามหาว่าเหล้าเบียร์ชนิดไหน “ดีต่อสุขภาพกว่า” เมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ จึงสำคัญอย่างยิ่งที่คนวางนโยบาย บุคลากรทางการแพทย์ และคนไทยทุกคน จะต้องเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและสุขภาพดีขึ้น
แหล่งข้อมูล: