งานวิจัยสำคัญชิ้นใหม่ล่าสุดตอกย้ำความเชื่อมโยงที่น่าห่วง พบว่ายิ่งเด็กวัยก่อนเข้าสู่วัยรุ่น (preteens) ใช้เวลาบนโลกโซเชียลมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะต้องเผชิญกับอาการซึมเศร้าก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด การค้นพบครั้งนี้สั่นสะเทือนวงการผู้ปกครอง นักการศึกษา รวมถึงผู้กำหนดนโยบายทั้งในบ้านเราและทั่วโลก งานวิจัยระยะยาวชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เป็นผลงานของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) ที่ได้ติดตามพฤติกรรมของเด็กเกือบ 12,000 คน เป็นเวลานานกว่าสามปี ผลการศึกษาดังกล่าวถือเป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งชี้ชัดว่าการใช้เวลาอยู่หน้าจอที่มากขึ้นนั้น เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เยาวชนซึมเศร้าได้จริง ไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนของอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่แล้ว ยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่การเข้าถึงสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียในหมู่เยาวชนกำลังพุ่งพรวด ผลวิจัยนี้ยิ่งจุดประกายคำถามสำคัญที่ต้องเร่งหาคำตอบ เกี่ยวกับสุขภาวะในโลกดิจิทัลและการดูแลสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่

จุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้คือการที่สามารถชี้ชัดได้ว่าอะไรคือเหตุ อะไรคือผล ซึ่งเป็นโจทย์หินที่งานวิจัยด้านสุขภาพจิตเยาวชนพยายามหาคำตอบมานานนับทศวรรษ แม้ใครๆ ก็พอจะเห็นกันอยู่ว่าการใช้โซเชียลมีเดียกับภาวะซึมเศร้ามักจะมาคู่กัน แต่ที่ผ่านมานักวิจัยยังฟันธงไม่ได้ว่าอะไรเกิดก่อนกันแน่ แต่งานวิจัยล่าสุดนี้ให้คำตอบแบบเคลียร์คัตว่า การใช้โซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นต่างหากที่เกิดขึ้น ก่อน แล้วภาวะซึมเศร้าจึงตามมา ไม่ใช่ในทางตรงกันข้าม ประเด็นนี้ยิ่งน่าจับตามองในบริบทสังคมไทย ที่ผลสำรวจหลายสำนักชี้ตรงกันว่าเด็กและวัยรุ่นไทยใช้ชีวิตแบบ “ออนไลน์ตลอดเวลา” มากขึ้นทุกที ซึ่งสอดรับกับความกังวลเรื่องอัตราความวิตกกังวล ความเศร้า และการพยายามจบชีวิตตัวเองที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (neurosciencenews.com)

ทีมวิจัยของ UCSF ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการศึกษาขนาดใหญ่ชื่อ Adolescent Brain Cognitive Development Study (การศึกษาพัฒนาการทางสมองและสติปัญญาของวัยรุ่น) ซึ่งติดตามเด็กกลุ่มตัวอย่างอายุ 9-10 ปี ไปจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนต้น (อายุ 12-13 ปี) โดยบันทึกทั้งพฤติกรรมและสภาวะอารมณ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาสามปีของการติดตาม พบว่าค่าเฉลี่ยการใช้โซเชียลมีเดียต่อวันของเด็กกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิมเพียง 7 นาที กลายเป็น 73 นาทีต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่าตัว ขณะเดียวกัน รายงานอาการซึมเศร้าในกลุ่มเด็กเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นถึง 35% ที่สำคัญคือ โมเดลทางสถิติที่ซับซ้อนได้เปิดเผยว่า การใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้นนั้นสามารถ ทำนาย การเกิดอาการซึมเศร้าตามมาได้ แต่ในทางกลับกัน เด็กที่มีอาการซึมเศร้าอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะหันไปใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้นแต่อย่างใด ข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำแนวคิดที่ว่า สภาพแวดล้อมบนโลกออนไลน์นี่เองที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในหมู่เยาวชน

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในทีมวิจัยยิ่งช่วยให้เราเข้าใจผลลัพธ์เหล่านี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ของ UCSF อธิบายว่า “มีคำถามคาใจกันมาตลอดว่าโซเชียลมีเดียนี่แหละที่ทำให้ซึมเศร้า หรือมันแค่สะท้อนอาการซึมเศร้าที่มีอยู่แล้วกันแน่ ซึ่งผลวิจัยของเราให้หลักฐานว่าโซเชียลมีเดียอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้จริงๆ” งานวิจัยนี้ยังได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (US National Institutes of Health) และมูลนิธิการกุศลดอริส ดุ๊ก (Doris Duke Charitable Foundation) ยิ่งเป็นการการันตีความน่าเชื่อถือและระเบียบวิธีวิจัยที่รัดกุม

หนึ่งในประเด็นที่น่าตกใจอย่างยิ่งจากงานวิจัยนี้ คือเรื่องของการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ หรือ Cyberbullying จากการวิเคราะห์ข้อมูลของเด็กกลุ่มเดียวกันนี้อีกชุด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Regional Health – Americas พบว่า เด็กวัยก่อนวัยรุ่นที่เคยตกเป็นเหยื่อ Cyberbullying มีแนวโน้มที่จะรายงานความคิดอยากตายหรือพยายามฆ่าตัวตายในปีถัดมา สูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยถูกรังแกถึง 2.5 เท่า และอันตรายไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพจิตเท่านั้น เยาวชนที่ถูก Cyberbullying ยังเสี่ยงต่อพฤติกรรมอันตรายอื่นๆ เช่น การใช้สารเสพติด โดยมีโอกาสลองใช้กัญชามากกว่าถึง 4.65 เท่า และมีโอกาสใช้สารนิโคตินมากกว่าสามเท่า เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ที่ไม่เคยเจอประสบการณ์เลวร้ายแบบเดียวกัน

เมื่อมองในบริบทของประเทศไทย ผลการวิจัยนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมชี้ว่า วัยรุ่นไทยกว่า 90% มีสมาร์ทโฟน และส่วนใหญ่ก็โลดแล่นอยู่บนแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ LINE พื้นที่ดิจิทัลเหล่านี้กลายเป็นช่องทางสำคัญในการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนและการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง ทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ (statista.com) ทว่า เส้นบางๆ ระหว่างการเชื่อมต่อที่ดีต่อใจกับการเปิดรับข้อมูลจนเกินพอดีและกลายเป็นภัยนั้น ดูจะเลือนลางลงทุกที เหมือนที่โรงเรียนและผู้ปกครองในบ้านเราได้เห็นกันแล้วในช่วงที่ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเรียนออนไลน์และการเข้าสังคมผ่านจออย่างรวดเร็ว ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบ้านเราต่างแสดงความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นอาวุโสจากโรงพยาบาลรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “เราเจอเคสเด็กและวัยรุ่นที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับแรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย การถูกบูลลี่ออนไลน์ และปัญหานอนไม่เป็นเวลา” จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นอาวุโสท่านเดิมยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า เด็กๆ จำนวนไม่น้อยไม่กล้าเปิดใจพูดถึงปัญหาของตัวเอง เพราะสังคมไทยยังคงมีอคติต่อผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช ซึ่งอาจทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือล่าช้าและส่งผลเสียต่อการฟื้นตัว

ค่านิยมดั้งเดิมของไทยที่เน้นความผูกพันในครอบครัวและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ใหญ่ อาจเป็นได้ทั้งเกราะป้องกันและบ่อเกิดความตึงเครียดในเวลาเดียวกัน ถึงแม้หลายครอบครัวไทยจะพยายามเปิดอกคุยกัน แต่ช่องว่างเรื่องความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีระหว่างวัยมักทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกตามไม่ทัน หรือไม่รู้จะแนะนำการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของลูกหลานอย่างไรดี เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงผลวิจัยที่ออกมาคล้ายๆ กับของ UCSF โรงเรียนบางแห่งในไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เริ่มนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล (digital literacy) และหลักสูตรดูแลสุขภาพจิตเข้ามาใช้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้นักเรียน และสอนให้รู้จักใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรับผิดชอบ

ไม่ว่าจะเป็นระดับโลกหรือในบ้านเรา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและกลุ่มที่ทำงานเพื่อเด็กต่างแนะนำแนวทางการแก้ปัญหาแบบรอบด้าน สมาคมกุมารแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ซึ่งงานวิจัยของ UCSF ก็อ้างอิงถึง ได้เรียกร้องให้ผู้ปกครองวางแผนการใช้สื่อของลูกๆ อย่างเป็นระบบ กำหนดช่วงเวลาปลอดจอ (เช่น ระหว่างมื้ออาหารและก่อนนอน) และเปิดใจคุยกับลูกหลานเกี่ยวกับประสบการณ์ออนไลน์ของพวกเขาโดยไม่ตัดสิน (aap.org) ด้านทีมวิจัยของ UCSF ก็ย้ำว่า “แค่บอกให้เด็กๆ ‘เลิกเล่นมือถือ’ ดื้อๆ มันไม่ได้ผลหรอก” แต่แนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สื่อ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตั้งกติกาการใช้หน้าจอในบ้าน และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีเรื่องน่ากังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิต (JAMA Network Open)

ในอนาคตข้างหน้า คาดว่างานวิจัยชิ้นนี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายของหน่วยงานภาครัฐในไทย ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการต่างก็แสดงท่าทีสนใจที่จะผลักดันนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุขภาวะดิจิทัลในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการอบรมครูให้รู้เท่าทันและป้องกันปัญหา Cyberbullying การส่งเสริมโครงการ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” (Digital Detox) ตลอดจนการลงทุนเพื่อตรวจคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลตั้งแต่เนิ่นๆ

สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูทั้งหลาย สารสำคัญจากงานวิจัยนี้ทั้งชัดเจนและเป็นเรื่องด่วนที่ต้องใส่ใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว ซึ่งก็มีทั้งดาบสองคม คือทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ชี้ว่า การใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเกินไปสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และทำให้เด็กๆ ต้องเผชิญหน้ากับภัยอันตรายนานัปการ ทั้งการถูกกลั่นแกล้งออนไลน์และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ผู้ใหญ่จึงควรต้อง ‘ตั้งรับเชิงรุก’ คือ เป็นต้นแบบที่ดีในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ชวนกันมีช่วงเวลา ‘ปลอดจอ’ ร่วมกันในครอบครัว สอนให้เด็กรู้จักวิธีรับมือกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ และที่สำคัญคือสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยให้เด็กรู้สึกไว้วางใจที่จะเปิดใจเล่าปัญหา การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตลุกลามบานปลายได้

เอกสารอ้างอิง: