ผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา ชี้ว่าคนที่ใช้ยาต้านเศร้านานเกิน 2 ปี มีแนวโน้มจะเจออาการถอนยาที่ทั้งหนักและนานกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อเทียบกับคนที่ใช้ยาไม่ถึง 6 เดือน ผลวิจัยนี้ออกมาในช่วงที่การใช้ยาต้านเศร้าพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกพอดี โดยงานวิจัยย้ำว่ายิ่งใช้ยานาน อาการถอนยาก็ยิ่งหนัก เรื่องนี้อาจทำให้ต้องยกเครื่องแนวทางการสั่งจ่ายและดูแลการใช้ยาเหล่านี้ครั้งใหญ่ ทั้งในระดับโลกและในบ้านเรา

ยาต้านเศร้าอย่างกลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) กลายเป็นยาหลักที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลในบ้านเรา ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ชัดว่า คนที่ใช้ยานานๆ มีโอกาสเกิดอาการถอนยาสูงกว่าคนที่ใช้ยาไม่นานถึง 10 เท่า แถม 1 ใน 4 ของคนที่ใช้ยาต้านเศร้านานกว่า 2 ปี บอกว่าเจออาการรุนแรงเลยทีเดียว ข่าวนี้จึงนับว่าสำคัญมากสำหรับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในไทย เพราะหลังจากช่วงการระบาดใหญ่ คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพจิตและยอมรับการรักษาทางจิตเวชมากขึ้น ทำให้มีคนใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

งานวิจัยของ UCL ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychiatry Research ได้ไปสำรวจผู้ใหญ่ 310 คนในอังกฤษ ที่เคยรักษาทางจิตใจกับระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และกำลังพยายามจะหยุดยาต้านเศร้าที่แพทย์สั่ง ถึงแม้ 62% ของผู้เข้าร่วมจะมองว่ายาต้านเศร้าช่วยได้ แต่ 79% ก็เจออาการถอนยาอย่างน้อยหนึ่งอย่าง โดย 45% บอกว่าอาการอยู่ในระดับปานกลางถึงหนักเลย ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มที่ใช้ยานาน (เกิน 2 ปี) 64% บอกว่าเจออาการถอนยาระดับปานกลางถึงหนัก 30% อาการลากยาวกว่า 3 เดือน และมีถึง 12% ที่ต้องทนกับอาการถอนยานานเป็นปี ส่วนคนที่ใช้ยาไม่นาน (ไม่ถึง 6 เดือน) ส่วนใหญ่อาการจะหายไปในเดือนเดียว และมีแค่ 7% เท่านั้นที่เจออาการถอนยาแบบหนักๆ

นักวิจัยหลักของโครงการ ซึ่งเป็นนักวิจัยคลินิกรับเชิญ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ให้ความเห็นว่า “ผลวิจัยของเรายืนยันสิ่งที่นักวิจัยหลายคนสงสัยมานานแล้วว่า โอกาสที่จะเกิดอาการถอนยาหลังหยุดยาต้านเศร้า มันขึ้นอยู่กับว่าใช้ยามานานแค่ไหนเป็นหลัก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรใช้ยาต้านเศร้าเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพราะถ้าใช้นานไป การจะหยุดยาตอนหลังก็จะยากขึ้นไปด้วย” ด้านผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ก็ย้ำว่า “อาการถอนยาเป็นเรื่องที่เจอได้บ่อยๆ ในคนที่หยุดยาต้านเศร้า เพราะฉะนั้น ใครที่อยากจะหยุดยา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่รู้เรื่องดีๆ ก่อน” (Neuroscience News, UCL News)

งานวิจัยยังพบอีกว่า 38% ของคนที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด หยุดยาต้านเศร้าไม่ได้สนิทจริงๆ ตอนที่พยายามจะหยุด แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้ยามานานเกิน 2 ปี ตัวเลขนี้โดดไปถึง 79% เลยทีเดียว นอกจากอาการทางอารมณ์อย่างความกังวลหรือความเศร้าแล้ว 76% ของผู้เข้าร่วม ยังเจออาการถอนยาที่ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ด้วย เช่น เวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ บ้านหมุน ซึ่งอาการพวกนี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลกลับมาอีก ผลการค้นพบนี้สำคัญมากสำหรับจิตแพทย์ในบ้านเรา ที่มักจะต้องเจอปัญหาในการแยกแยะว่านี่เป็นอาการถอนยา หรือเป็นอาการของโรคที่กำเริบ โดยเฉพาะอาการ “brain zaps” (ความรู้สึกเหมือนไฟดูดในสมอง) หรืออาการคลื่นไส้ ที่อาจถูกมองผิดไปว่าเป็นการกลับมาป่วยซ้ำทางจิตเวช

งานวิจัยนี้ยังแตะประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ยาต้านเศร้ามักถูกสั่งจ่ายนานเกินความจำเป็นหรือเปล่า คนไข้ที่ใช้ยาต้านเศร้าในอังกฤษประมาณครึ่งหนึ่ง ได้รับยามาอย่างน้อย 1 ปี ส่วนในอเมริกาก็ตัวเลขสูงกว่านิดหน่อย ถึงแม้แนวทางการรักษาของไทยตอนนี้จะแนะนำให้หมั่นทบทวนการใช้ยา แต่ข้อมูลจากองค์กรการกุศลด้านสุขภาพจิตและบอร์ดสนทนาออนไลน์ก็ชี้ว่า คนไข้ไทยจำนวนไม่น้อยยังคงใช้ยาต้านเศร้ากันเป็นปีๆ โดยที่บางทีก็ไม่เคยได้ประเมินเลยว่ายังจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องอยู่หรือเปล่า

ในระดับโลก องค์กรอย่างราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (Royal College of Psychiatrists) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (US CDC) ก็ออกมาเรียกร้องให้ “ใช้ยาอย่างระมัดระวัง” และให้ประเมินการรักษาด้วยยาต้านเศร้าเป็นช่วงๆ ส่วนในบ้านเรา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็กระตุ้นให้แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและจิตแพทย์ให้ข้อมูลคนไข้เรื่องระยะเวลาการใช้ยาและแผนการลดยา โดยเฉพาะในช่วงที่คนเริ่มเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น และมีคนไปรักษาผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือช่องทางส่วนตัวมากขึ้น (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, บางกอกโพสต์)

อาการถอนยาอาจจะหนักหนาสาหัสเป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุไทย หรือคนที่อยู่ห่างไกล ที่การไปหาหมอจิตเวชต่อเนื่องทำได้ยาก และทรัพยากรสุขภาพในชุมชนก็มีไม่พอ ความเชื่อดั้งเดิมของไทยที่มักมองว่าอาการป่วยทางจิตเกิดจากความไม่สมดุลทางใจหรือปัญหาในสังคม ก็อาจทำให้การถอนยาซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะบางครอบครัวอาจสนับสนุนให้หยุดยาปุบปับเพื่อไปลองวิธีรักษาทางเลือกอื่น ซึ่งยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาการถอนยาแบบเฉียบพลัน ผลวิจัยนี้เลยยิ่งย้ำว่าสำคัญแค่ไหนที่จะต้องค่อยๆ ลดยาภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากสำหรับยาต้านเศร้าบางตัว เพราะยังไม่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน แถมแต่ละคนก็ตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน

ถ้ามองในมุมผลกระทบต่อสาธารณสุข งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ในไทยต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทบทวนการสั่งยาต้านเศร้าเป็นระยะๆ คุยกันเปิดอกเรื่องอาการถอนยาที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนการหยุดยาที่เหมาะกับแต่ละคน จิตแพทย์อาวุโสจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทั้งแพทย์และผู้ป่วยต้องตระหนักว่าการหยุดยาต้านเศร้า โดยเฉพาะหลังจากการใช้ในระยะยาว มักไม่ใช่กระบวนการที่ตรงไปตรงมา การหยุดยาเร็วเกินไปโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ อาจส่งผลให้เกิดอาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวของผู้ป่วยได้”

ในวันข้างหน้า ทั้งผู้เขียนงานวิจัยจาก UCL และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างก็เรียกร้องให้มีงานวิจัยเพิ่ม เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดในการค่อยๆ ลดยา โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ใช้ยามานาน โปรแกรมที่เอาการแพทย์แผนปัจจุบันมารวมกับวิถีแบบไทยๆ เช่น การทำสมาธิ การให้ครอบครัวมีส่วนร่วม และการสนับสนุนจากชุมชน อาจจะช่วยจัดการกับอาการถอนยาได้ดีกว่า รูปแบบการดูแลที่เภสัชกร แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และพยาบาลสุขภาพจิตทำงานเป็นทีมเดียวกันเพื่อติดตามอาการและแนะนำการลดยา ก็เริ่มมีการทดลองใช้ในโรงพยาบาลรัฐบางแห่งในกรุงเทพฯ แล้ว (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย, วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย)

งานวิจัยนี้ยังจุดประเด็นคำถามเชิงนโยบายไปถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UCS) และระบบประกันสังคมของไทยด้วย ว่าจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการสั่งจ่ายยา และเพิ่มการเข้าถึงยาตัวใหม่ๆ ที่มีโอกาสเกิดอาการถอนยาน้อยกว่าหรือไม่ กลุ่มที่สนับสนุนการดูแลโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ก็เรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนฝึกอบรมบุคลากรด่านหน้า ให้รู้วิธีป้องกันและรับมือกับอาการถอนยาต้านเศร้า

สำหรับคนไทยเรา ผลวิจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่าสำคัญแค่ไหนที่จะต้องคุยกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งก่อนจะเริ่มยาหรือจะหยุดยา ใครที่ใช้ยาต้านเศร้าอยู่ ไม่ควรหยุดยาเองปุบปับ และควรขอให้แพทย์ที่สั่งยาวางแผนการลดยาที่เหมาะกับตัวเองให้ คนในครอบครัวก็ช่วยได้ โดยการสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม และกระตุ้นให้ไปหาแพทย์หากมีอาการถอนยาเกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจผ่านการอบรมในชุมชน บอร์ดคุยเรื่องสุขภาพจิตออนไลน์ หรือกลุ่มให้คำปรึกษาตามวัด ก็ช่วยได้เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดการมองอาการถอนยาในแง่ลบ และส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยกว่าเดิม ทั้งผู้ป่วยสุขภาพจิต ผู้เชี่ยวชาญ และคนกำหนดนโยบาย ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้แน่ใจว่าคนไทยทุกคนจะได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและมีข้อมูลที่ทันสมัยตามหลักวิทยาศาสตร์

สำหรับใครที่กำลังคิดจะหยุดยาต้านเศร้า ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปก่อน ถามถึงวิธีลดยาอย่างปลอดภัย และห้ามปรับยาเองเด็ดขาดถ้าแพทย์ไม่ได้แนะนำ ถ้ามีอาการอะไรทางร่างกายหรือจิตใจระหว่างที่กำลังถอนยา ให้รีบบอกแพทย์ทันที เพื่อจะได้ปรับแผนการใช้ยาใหม่ การรู้ข้อมูล หาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการมีส่วนร่วมของครอบครัวหรือชุมชน จะช่วยให้คนไข้ไทยลดความหนักใจจากอาการถอนยา และรักษาสุขภาวะที่ดีต่อไปได้

แหล่งข้อมูล: