งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังสั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับคำมั่นสัญญาของชีวิตคู่ โดยเฉพาะคำว่า “ไม่ว่ายามเจ็บไข้หรือสุขสบาย” ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Marriage and Family และรายงานโดย psychologytoday.com เมื่อพฤษภาคม 2025 เผยข้อมูลน่าตกใจและน่าห่วงใยอย่างยิ่ง: ผู้หญิงที่ล้มป่วยในช่วงวัย 50 ถึงต้น 60 ปี มีโอกาสหย่าร้างสูงกว่าผู้ชายที่ป่วยในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด สำหรับประเทศไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบและค่านิยมทางสังคมก็เปลี่ยนไป การค้นพบนี้กระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและความเสมอภาคทางเพศ

สังคมไทยให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวอย่างยิ่ง และการดูแลผู้สูงอายุก็เป็นหัวใจหลักตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ความเป็นจริงทางสังคมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คู่สมรสชาวไทยเองก็ไม่ต่างจากคู่รักในต่างแดน ที่ต้องเผชิญแรงกดดันใหม่ๆ ในชีวิตคู่ที่ยาวนาน ขณะที่อัตราการหย่าร้างก็ค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบทางใจจากการแตกแยกของครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงปลายชีวิตคู่ อาจส่งผลรุนแรงทั้งต่อตัวบุคคลและสังคมโดยรวม (Bangkok Post) ข้อมูลล่าสุดจากฝั่งยุโรป ซึ่งฉายภาพคล้ายๆ กันทั่วโลกอย่างน่าสนใจ ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ “การหย่าร้างในวัยผมสีดอกเลา” (silver split) โดยพบว่าจำนวนคู่สมรสวัยเกิน 50 ปีในสหรัฐฯ ที่หย่าร้างกันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา แตะระดับ 10 คู่ต่อประชากรผู้ใหญ่ 1,000 คน ส่วนในประเทศอย่างฝรั่งเศสและเบลเยียม ตัวเลขนี้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก (psychologytoday.com)

งานวิจัยเมื่อกุมภาพันธ์ 2025 โดยทีมนักวิจัยด้านจิตวิทยาจากสถาบันชั้นนำในยุโรป ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากคู่สมรสต่างเพศมากถึง 25,542 คู่ ที่มีอายุระหว่าง 50-64 ปี เป็นเวลานานถึง 18 ปี งานวิจัยนี้ไม่ได้มองแค่แนวโน้มผิวเผิน แต่เจาะลึกถึงสาเหตุการแยกทางในวัยปลาย และบทบาทของสุขภาพที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบอะไรที่น่าสนใจ? ปรากฏว่าความมั่นคงในชีวิตคู่ยังคงแข็งแรงเมื่อทั้งสองฝ่ายสุขภาพดี และแม้ฝ่ายสามีจะป่วยหนัก อัตราการหย่าร้างก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่พอฝ่ายภรรยาล้มป่วย หรือมีข้อจำกัดทางร่างกายจนเป็นอุปสรรคต่องานบ้านในชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงในการหย่าร้างกลับพุ่งสูงขึ้นทันที พูดง่ายๆ คือ ความเจ็บป่วยจะบั่นทอนชีวิตคู่ในวัยปลายได้หนักหนากว่ามากเมื่อเกิดกับฝ่ายภรรยา เทียบกับกรณีของสามี

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลวิจัยนี้เป็นหลักฐานสะท้อนบทบาททางเพศที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเก่า แม้ความคาดหวังในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่และในบางสังคมเมืองจะเริ่มเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องหน้าที่ของภรรยาต่อบ้านและครอบครัวยังคงเป็นตัวกำหนดความรู้สึกผูกพันในชีวิตคู่ของหลายๆ คน ดังที่นักวิจัยชาวยุโรปและนักสังคมศาสตร์หลายคนให้ข้อสังเกตไว้ ความคาดหวังว่าผู้หญิงต้องเป็น “ผู้จัดการบ้าน” และผู้ดูแลหลักนั้นหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมเสียจนการที่ภรรยาป่วยไข้ ซึ่งผิดไปจากความคาดหวังนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการละเลยคำมั่นสัญญาในชีวิตคู่ เวลาสามีป่วย กิจวัตรในบ้านยังคงเดินหน้าต่อไปได้ เพราะภรรยาเป็นผู้ดูแลอยู่แล้ว แต่พอภรรยาไม่สบาย โดยเฉพาะในคู่ที่ยึดติดกับบทบาทเดิมๆ ความติดขัดที่เกิดขึ้นอาจสั่นคลอนรากฐานชีวิตคู่ได้เลยทีเดียว (psychologytoday.com)

งานวิจัยปี 2023 ในวารสาร Journal of Business and Psychology ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ในระดับโลก โดยชี้ว่าผู้หญิงยังคงแบกรับภาระงานบ้านส่วนใหญ่ที่ไม่มีใครจ่ายค่าตอบแทน และบทบาทที่ไม่สมดุลนี้ยังคงถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แม้ความก้าวหน้าทางสังคมจะผลักดันให้คนไทยจำนวนไม่น้อยมุ่งสู่ความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมขึ้น แต่เด็กผู้ชายจำนวนมากยังคงโตมาโดยขาดแบบอย่างของผู้ชายที่ใส่ใจดูแลหรืองานบ้าน กลายเป็นวงจรซ้ำรอยที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงปลายทางชีวิตคู่

สำหรับประเทศไทย ปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในระดับโลกเหล่านี้มีความหมายสำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วน ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ คือ เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก คาดว่ากว่า 20% ของประชากรจะมีอายุเกิน 60 ปีภายในปี 2040 อีกทั้งยังมีครอบครัวที่ลูกๆ แยกย้ายไปสร้างครอบครัวของตัวเอง (empty-nester) และผู้หญิงสูงวัยที่เสี่ยงต่อการอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น (Bangkok Post) ดังนั้น หากภรรยาที่เจ็บป่วยมีความเสี่ยงหย่าร้างสูงกว่าอย่างไม่เป็นธรรม และต้องเผชิญความยากจน ความเหงา และปัญหาสุขภาพตามมา ภาระต่อระบบสวัสดิการและสาธารณสุขของชาติที่หนักอึ้งอยู่แล้ว ก็อาจจะยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก

ผู้เชี่ยวชาญในประเทศด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและนโยบายสังคม ทั้งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำและหน่วยงานภาครัฐ ชี้ให้เห็นปัจจัยซับซ้อนหลายประการที่ส่งผลต่อเรื่องนี้ ดังที่ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อสังเกตว่า “ค่านิยมทางวัฒนธรรมของเราเน้นย้ำเรื่องความเมตตาและความผูกพันในครอบครัว แต่ประสบการณ์จริงในชีวิตบางครั้งก็สวนทาง โดยเฉพาะผู้หญิงสูงวัยที่บทบาทเดิมต้องเปลี่ยนไปเพราะความเจ็บป่วย” นักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อีกท่าน ได้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย “ปรับปรุงระบบกฎหมาย สังคม และสวัสดิการ เพื่อเตรียมรับมือผลพวงจากการหย่าร้างในวัยปลาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยที่เปราะบาง”

เทรนด์ “การหย่าร้างในวัยผมสีดอกเลา” นี้ยังเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย ในพื้นที่ชนบท ที่เครือข่ายเกื้อหนุนจากครอบครัวขยายยังคงเข้มแข็ง ผู้สูงอายุบางรายยังคงได้รับการดูแลและมีลูกหลานญาติมิตรเป็นเพื่อน แต่การขยายตัวของเมืองก็ดึงคนรุ่นใหม่ให้ออกจากถิ่นฐานเดิม ทำให้จำนวนผู้ดูแลในครอบครัวลดน้อยถอยลง ขณะเดียวกัน การที่ผู้หญิงมีอิสระทางการเงินมากขึ้น ประกอบกับทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อการแต่งงาน อาจทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยกล้าเดินออกจากชีวิตคู่ที่ไม่ตอบโจทย์ แต่ก็ทำให้พวกเธอเสี่ยงต่อความยากลำบากมากขึ้นหากเจ็บป่วยขึ้นมา (UNFPA Thailand)

หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาของไทย ซึ่งเป็นรากฐานของความเมตตาและการเกื้อกูลกัน ส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้เจ็บป่วยหรือผู้สูงอายุ ถึงกระนั้น ดังที่นักสังคมวิทยาหลายคนชี้ไว้ ค่านิยมทางศาสนาอย่างเดียวไม่อาจต้านทานความคาดหวังทางเพศที่ฝังรากลึกหรือความเป็นจริงทางเศรษฐกิจได้ การลดช่องว่างนี้จำเป็นต้องอาศัยพันธสัญญาทางสังคมรูปแบบใหม่ ที่หยั่งรากทั้งในนโยบายที่จับต้องได้และในธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไว้หลายประการ กลุ่มสนับสนุน การให้คำปรึกษา และบริการดูแลระยะสั้น (respite care) สำหรับคู่สมรสสูงวัยที่ต้องรับมือกับความเจ็บป่วย จำเป็นต้องขยายผลให้มากขึ้น เพื่อลดความเครียดและสร้างสายใยทางสังคม การรณรงค์ให้ความรู้ที่มุ่งเป้าไปทั้งชายและหญิงทุกวัย สามารถช่วยปรับกรอบความคิดเรื่องการดูแลให้เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และตีความคำว่า “ไม่ว่ายามเจ็บไข้หรือสุขสบาย” ให้เข้ากับบริบทสังคมไทยยุคใหม่ โครงข่ายความมั่นคงทางการเงินและการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงสูงวัยที่หย่าร้างหรือเป็นม่าย ก็ต้องเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อป้องกันความยากจนและความโดดเดี่ยว

สำหรับผู้อ่านและผู้กำหนดนโยบาย สารที่ต้องการสื่อนั้นชัดเจน: ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากร การสร้างความมั่นคงในชีวิตสมรสของผู้สูงวัย ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางเพศในภาระงานดูแลที่ไม่มีใครจ่ายค่าตอบแทน จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเสถียรภาพครอบครัวและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชาติ คู่สมรสควรเริ่มคุยกันแต่เนิ่นๆ ถึงความคาดหวังและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และสังคมต้องหันมาให้คุณค่ากับการดูแลเอาใจใส่ว่าเป็นงานสำคัญและเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ที่สมควรได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากทุกคน ไม่ใช่แค่ฝ่ายหญิงเท่านั้น

ด้วยเอกลักษณ์ของไทยที่ผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและความเปลี่ยนแปลง ความท้าทายคือการทำให้คำมั่นสัญญา “ไม่ว่ายามเจ็บไข้หรือสุขสบาย” ได้รับการยึดถืออย่างเท่าเทียม ไม่ว่าชีวิตคู่จะเผชิญบททดสอบใดก็ตาม