ผลวิจัยล่าสุดชี้ช่องว่าการบำบัดด้วยการเจริญสติ หรือ MBCT (Mindfulness-Based Cognitive Therapy) อาจเป็นอีกทางเลือกที่ทั้งได้ผลดีและเข้าถึงไม่ยากสำหรับผู้ที่อาการซึมเศร้ายังไม่ดีขึ้น แม้จะผ่านการรักษาตามขั้นตอนมาตรฐานมาแล้ว นับเป็นอีกแสงแห่งความหวังที่อาจปูทางไปสู่การพัฒนากลยุทธ์สนับสนุนด้านสุขภาพจิตในบ้านเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่ง The Conversation เพิ่งนำเสนอไปหมาดๆ พบว่า MBCT มีศักยภาพในการอุดช่องว่างสำคัญสำหรับกลุ่มที่เรียกว่า “คนกลางที่หายไป” (missing middle) ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่อาการซึมเศร้ายังคงรบกวน แม้จะได้รับการรักษาตามปกติและใช้ยาแล้ว แต่อาการก็ยังไม่ทุเลาเท่าที่ควร

ราว 30% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันไม่จบสิ้น ถึงแม้จะผ่านการบำบัดและใช้ยาแล้วก็ตาม อาการซึมเศร้า ความอ่อนล้า และความรู้สึกหมดหวังยังคงเกาะกุม สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตัวบุคคล แต่ลุกลามไปถึงครอบครัวไทย ที่ทำงาน และเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่เห็นกันทั่วโลก ภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิต ยังสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลทั้งทางตรงและทางอ้อมให้แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพที่ลดลงและค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)

ในเวทีโลก ปัญหาการรักษาผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการดูแลตามมาตรฐานเป็นที่รับรู้กันดีอยู่แล้ว งานวิจัยล่าสุดชิ้นนี้ ซึ่งนำทีมโดยนักจิตวิทยาคลินิกและเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้ โดยชี้ว่าถึงแม้จะมีโครงการบำบัดขนาดใหญ่อย่าง NHS Talking Therapies ของอังกฤษ ที่ดูแลผู้คนกว่า 1.2 ล้านคนต่อปี แต่ผู้รับการรักษาเกือบครึ่งหนึ่งก็ยังคงมีอาการซึมเศร้าอยู่เมื่อจบโปรแกรม สำหรับคนจำนวนไม่น้อย ทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติมก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะกึ่งกลาง คือป่วยพอที่จะต้องการความช่วยเหลือเพิ่ม แต่ก็ยังไม่หนักถึงขั้นที่จะได้รับบริการสุขภาพจิตเฉพาะทาง (The Conversation)

สำหรับประเทศไทย ช่องว่างในลักษณะเดียวกันนี้ก็มีอยู่ ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่าทรัพยากรด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญ ยังมีอยู่อย่างจำกัดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ผู้ป่วยซึมเศร้าระดับปานกลางหรือเรื้อรังจำนวนมาก ต้องวนเวียนอยู่กับการดูแลเบื้องต้นที่คลินิกสุขภาพชุมชน และเผชิญกับการรอคอยอันยาวนานเพื่อเข้าถึงการดูแลที่เข้มข้นกว่าเดิม (กระทรวงสาธารณสุขไทย) ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ MBCT จึงยิ่งมีความน่าสนใจและสอดรับกับสถานการณ์ในไทยเป็นอย่างยิ่ง

งานวิจัยนี้ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยกว่า 200 คน ที่ผ่านการรักษาตามมาตรฐานมาแล้วแต่ยังมีอาการซึมเศร้าหลงเหลืออยู่ ครึ่งหนึ่งได้เข้าร่วมโปรแกรม MBCT แบบกลุ่มออนไลน์ขนาดเล็กเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนอีกครึ่งยังคงได้รับการดูแลตามปกติ MBCT เป็นการผสมผสานระหว่างการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (cognitive therapy) ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมท้าทายและปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดเชิงลบ เข้ากับการฝึกสติอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะ การเท่าทันรูปแบบความคิดที่เป็นโทษ และการตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกที่รับมือได้ยากด้วยใจที่เป็นมิตร สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้รับคือชุดเครื่องมือทางใจที่สามารถนำไปปรับใช้ดูแลตนเองได้ตลอดชีวิต

ผลลัพธ์ที่ออกมานับว่าน่าชื่นใจ กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรม MBCT มีอาการซึมเศร้าที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ เมื่อติดตามผลในอีก 6 เดือนต่อมา พบว่าผลดีดังกล่าวยังคงอยู่ และมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้าร่วม MBCT ยังต้องการใช้บริการด้านสุขภาพและสังคมสงเคราะห์น้อยลงในช่วง 6 เดือนถัดมา สะท้อนถึงความคุ้มค่าของโปรแกรมนี้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อหัวไม่ถึง 100 ปอนด์ (ราว 4,600 บาท)

หัวหน้าทีมวิจัยทางคลินิกท่านหนึ่งให้คำอธิบายว่า “เมื่ออาการซึมเศร้าไม่ดีขึ้นจากการรักษาตามปกติ มันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างหนักหนาสาหัส ผู้ป่วยจะเจอปัญหาทั้งเรื่องงาน การคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ และการดูแลคนในครอบครัว MBCT มอบทักษะที่จับต้องได้และนำไปใช้ได้จริง ช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับอาการของตัวเอง และกลับมาเป็นนายชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง”

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การรักษานี้น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงงบประมาณด้านสาธารณสุขที่มีจำกัด สำหรับประเทศไทย ภาวะตึงตัวของทรัพยากรด้านสาธารณสุขมักแปลว่าผู้ป่วยต้องรอคิวรับการบำบัดทางจิตใจเป็นเวลานาน และการติดตามผลหลังการรักษาเบื้องต้นก็มีน้อยมาก (Bangkok Post) การนำ MBCT มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเครือข่ายสุขภาพชุมชนที่มีอยู่เดิมของไทย อาจเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยลดแรงกดดันเหล่านี้ จุดเด่นของ MBCT ทั้งในแง่การบำบัดแบบกลุ่ม ต้นทุนต่ำ และความยืดหยุ่นในการจัดบริการแบบออนไลน์ ล้วนเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ให้บริการในไทยที่ต้องการขยายการดูแลไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือชุมชนเมืองที่บริการยังเข้าไม่ถึง

ในบางประเทศ MBCT ได้รับการรับรองให้ใช้เป็นการรักษาเชิงป้องกันเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะซึมเศร้า โดยมีจุดแข็งสำคัญคือการเน้นสร้างทักษะการรับมือปัญหาที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน งานวิจัยชิ้นนี้จึงสนับสนุนให้มีการขยายการเข้าถึง MBCT โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่ม “คนกลางที่หายไป” ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาการซับซ้อนเกินกว่าจะดูแลได้ด้วยการรักษาเบื้องต้นจากแพทย์ทั่วไป แต่ก็ยังไม่รุนแรงพอที่จะถูกส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ผู้ขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตในไทยเองก็ได้ออกมาเรียกร้องให้มีแนวทางการดูแลแบบเป็นลำดับขั้นและเน้นชุมชนเป็นฐานมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างการดูแลเบื้องต้นกับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ การนำ MBCT มาผสมผสานเข้ากับโครงการส่งเสริมสุขภาวะในโรงเรียน โรงพยาบาลชุมชน และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัล อาจเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหาภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและวัยทำงาน (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)

ด้วยพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการเจริญสติ ประเทศไทยจึงมีศักยภาพสูงในการนำหลักการของ MBCT มาปรับใช้ การเจริญสตินั้นเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และคนไทยจำนวนไม่น้อยก็คุ้นเคยกับการฝึกสมาธิเพื่อส่งเสริมสุขภาวะอยู่แล้ว การต่อยอดจากรากฐานทางพุทธศาสนาเดิม และการสร้างความร่วมมือกับวัดในชุมชนรวมถึงศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างๆ จะช่วยให้ MBCT เข้าถึงผู้คนในวงกว้างและได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

รูปแบบการทำกิจกรรมกลุ่มของ MBCT ยังสอดรับกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน กระนั้น การนำมาปรับใช้ในบริบทไทยควรคำนึงถึงการแปลเนื้อหาให้เหมาะสม การสอดแทรกแนวคิดที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย และการส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน (อสม.) ที่ผ่านการอบรมพื้นฐานด้าน MBCT นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีระบบติดตามและประเมินผล เพื่อดูผลกระทบในระยะยาวและพัฒนากระบวนการให้ดียิ่งขึ้น

ในระยะต่อไป การเพิ่มโอกาสในการฝึกอบรม MBCT ให้แก่นักจิตวิทยา พยาบาล และผู้ให้คำปรึกษาในไทย จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง การจับมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้บริการ MBCT โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรับตัวอย่างรวดเร็วสู่ระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) ในไทยช่วงโควิด-19 จะยิ่งช่วยเปิดประตูการเข้าถึงบริการให้กว้างไกลกว่าเดิม การประเมินผลลัพธ์ที่ได้ในบริบทของสังคมไทยยังสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตในระดับสากลอีกด้วย

สำหรับท่านผู้อ่านชาวไทย หรือครอบครัวใดที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง งานวิจัยนี้มอบทั้งความหวังและชี้ช่องทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง สิ่งที่พอจะทำได้ เช่น ลองสอบถามผู้ให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับทางเลือก MBCT ค้นหากลุ่มฝึกสติออนไลน์ที่มีผู้เชี่ยวชาญนำ หรือขอข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้ ศูนย์ปฏิบัติธรรมใกล้บ้านหรือหน่วยบริการสุขภาพในชุมชนก็อาจมีกิจกรรมฝึกอบรมการเจริญสติที่สอดคล้องกับหลักการของ MBCT ให้เข้าร่วมได้ ส่วนในระดับนโยบาย การลงทุนในโครงการนำร่อง MBCT และการสนับสนุนการฝึกอบรมผู้ให้การบำบัดทั่วประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบสุขภาพจิตที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อต่อกันทั่วทั้งแผ่นดินไทย

เอกสารอ้างอิง: