งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งอาร์ลิงตัน (University of Texas at Arlington) เผยข้อมูลน่าสนใจว่า แรงกดดันจากเพื่อนฝูงและความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมการดื่มในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ที่สุ่มเสี่ยงในกลุ่มนักศึกษา ผลการศึกษาครั้งนี้ถือเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Substance Use & Misuse พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มักประเมินว่าเพื่อนๆ ของตนดื่มหนักกว่าความเป็นจริง ซึ่งทำให้ตัวเองพลอยดื่มมากขึ้นตามไปด้วย และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน และสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยยังค้นพบวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้นักศึกษารับมือกับแรงกดดันเหล่านี้ และลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แม้จะต้องอยู่ในบรรยากาศที่การดื่มจัดดูเป็นเรื่องธรรมดาก็ตาม (neurosciencenews.com)
ปัญหาการดื่มหนักในกลุ่มวัยรุ่นไทยกำลังเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเมื่ออิทธิพลจากต่างชาติและโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในการ shaping ไลฟ์สไตล์เด็กมหา’ลัย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า การดื่มแบบอันตรายยังคงเป็นต้นเหตุสำคัญของการบาดเจ็บและเสียชีวิตในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว และปัญหาเรื่องเหล้าในเอเชียก็ดูจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่อมหาวิทยาลัยไทยมีกิจกรรมให้เด็กเข้าร่วมมากขึ้น และนักศึกษาก็ต้องเจอกับกระแสสังคมสารพัด การทำความเข้าใจว่าแรงกดดันจากเพื่อนและความเข้าใจผิดๆ มันทำงานยังไงจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย
ทีมวิจัย ซึ่งนำทีมโดยนักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านสังคมสงเคราะห์ โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งอาร์ลิงตันเป็นที่ปรึกษา ได้สำรวจนักศึกษา ๕๒๔ คน จากมหาวิทยาลัยรัฐขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ข้อมูลที่ได้ชี้ว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เชื่อว่าเพื่อนๆ ของตัวเองดื่มหนักกว่าความเป็นจริง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่มาจากการเห็นปาร์ตี้บ่อยๆ การตั้งวงกินดื่มก่อนไปทำกิจกรรม และการที่เหล้าเบียร์หาได้ง่ายตามงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย หนึ่งในนักวิจัยหลักให้คำอธิบายว่า “เราอาจจะคิดว่าเพื่อนเราดื่มวันละ ๕-๖ แก้ว เราก็เลยคิดว่าเราดื่มเท่านั้นได้เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วมันพิสูจน์แล้วว่าส่วนใหญ่มันไม่ใช่เลย ความเข้าใจผิดแบบนี้แหละที่นำไปสู่การดื่มหนักเป็นพักๆ และผลเสียที่ตามมาได้”
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในมหา’ลัยฝรั่งเท่านั้น รูปแบบคล้ายๆ กันก็เห็นได้ในมหาวิทยาลัยไทยเหมือนกัน ซึ่งค่านิยมเรื่องการตามเพื่อนและการ “รักษาหน้า” อาจยิ่งไปเสริมพฤติกรรมการดื่มเสี่ยงๆ ในหมู่นักศึกษาเข้าไปอีก งานวิจัยนี้ตอกย้ำว่าพฤติกรรมการดื่มของนักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่ได้มาจากความชอบส่วนตัว แต่มาจากความเข้าใจผิดๆ ว่าอะไรคือเรื่อง “ปกติ” ในกลุ่มเพื่อนของพวกเขา
แต่ก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง นักวิจัยชี้ให้เห็นถึงพลังของ “กลยุทธ์ป้องกันเชิงพฤติกรรม” (Protective Behavioral Strategies หรือ PBS) ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่มีงานวิจัยรองรับ และนักศึกษาสามารถเอาไปปรับใช้เพื่อคุมการดื่มของตัวเองได้ วิธีเหล่านี้ก็เช่น ค่อยๆ ดื่ม ดื่มสลับกับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ตั้งลิมิตการดื่มของตัวเองก่อนไปปาร์ตี้ เลี่ยงเกมที่ต้องดื่ม และเลือกอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ซัพพอร์ตกัน นักศึกษาที่ใช้วิธีเหล่านี้จะเสี่ยงเจอปัญหาต่างๆ น้อยกว่าเห็นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ ปัญหาเรื่องเรียน หรืออาการผิดปกติจากการดื่มเหล้า ทีมวิจัยบอกว่า “สิ่งที่หลักฐานต่างๆ ชี้ให้เห็น และงานวิจัยของเราก็ช่วยยืนยันคือ พอเด็กเริ่มใช้วิธีพวกนี้ พวกเขาก็จะลดความเสี่ยงที่จะเจอกับผลเสียต่างๆ อย่างเช่น เมาแล้วขับ”
ผลวิจัยนี้น่าเป็นห่วงเมื่อดูจากสถิติในระดับประเทศ การสำรวจระดับชาติเรื่องการใช้ยาเสพติดและสุขภาพ ประจำปี ๒๕๖๖ ของสหรัฐฯ รายงานว่า เกือบครึ่งหนึ่งของนักศึกษาเต็มเวลาอายุ ๑๘–๒๕ ปี ดื่มเหล้าในช่วงเดือนที่ผ่านมา และเกือบหนึ่งในสามมีพฤติกรรมดื่มหนักเป็นพักๆ ในแต่ละปี มีนักศึกษาในสหรัฐฯ กว่า ๑,๕๐๐ คน ตายจากการบาดเจ็บแบบไม่ตั้งใจที่เกี่ยวกับเหล้า ซึ่งรวมถึงอุบัติเหตุรถยนต์ ประเทศไทยเองก็เจอกับความเสี่ยงคล้ายๆ กัน กรมควบคุมโรคของไทยรายงานว่า การดื่มหนักเป็นพักๆ ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งตอกย้ำว่าต้องรีบหาทางป้องกันอย่างด่วน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับแนวทางการป้องกันปัญหาการดื่มในมหาวิทยาลัยให้กว้างขึ้น แทนที่จะแค่เตือนนักศึกษาถึงอันตรายของเหล้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่มักไม่ค่อยจะฟังกัน มหาวิทยาลัยควรมุ่งเน้นไปที่การสอนทักษะที่เอาไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์ในกลุ่มเพื่อนได้อย่างปลอดภัย ผู้เขียนงานวิจัยสรุปว่า “การส่งเสริมให้ใช้กลยุทธ์การดื่มที่เหมาะสม อาจช่วยลดการดื่มเหล้าและปัญหาที่ตามมาในกลุ่มนักศึกษาที่มองว่าการดื่มหนักเป็นเรื่องปกติได้จริง” (บทคัดย่อจากวารสาร Substance Use & Misuse)
สำหรับคนไทยเรา บริบททางประวัติศาสตร์และสังคมถือว่าสำคัญมาก เหล้ามักถูกใช้เป็นเครื่องมือเข้าสังคม เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามวัย และแสดงความเป็นผู้ใหญ่ในบางกลุ่ม ชีวิตเด็กมหา’ลัยในไทย โดยเฉพาะในสถาบันดังๆ ทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เต็มไปด้วยกิจกรรมกลุ่มและประเพณีต่างๆ ที่อาจมีเรื่องเหล้าเข้ามาเอี่ยว ตั้งแต่กิจกรรม “รับน้อง” ไปจนถึงงานกีฬาสี และฉลองสอบเสร็จ ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้เด็กๆ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและผูกพันกัน โดยไม่ทำให้การดื่มแบบอันตรายกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียก่อน
เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยนี้ชี้ว่าการสื่อสารให้ชัดเจนว่าจริงๆ แล้วเด็กมหา’ลัยดื่มกันแค่ไหน และการโปรโมตกลยุทธ์ป้องกันเชิงพฤติกรรมแบบถึงลูกถึงคน สามารถช่วยลดอันตรายจากเหล้าในรั้วมหาวิทยาลัยได้ รวมถึงในไทยเอง ที่ภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคมก็เริ่มมีโครงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเหล้ากับเยาวชนแล้ว (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย) การช่วยให้นักศึกษามีทักษะทางสังคมและทักษะการจัดการตัวเอง จะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถหนุนให้นักศึกษาตัดสินใจเรื่องต่างๆ โดยมีข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อดูแลสุขภาพตัวเองได้ โดยไม่คล้อยตามแรงกดดันจากคนรอบข้างง่ายๆ
สำหรับแต่ละคน งานวิจัยนี้มีข้อแนะนำที่เอาไปใช้ได้จริง ถ้าคุณเป็นนักศึกษา ลองใช้เวลาคิดดูหน่อยว่าเพื่อนๆ ของคุณดื่มกันจริงๆ แค่ไหน เป็นไปได้มากว่าพวกเขาดื่มน้อยกว่าที่คุณคิด ควรวางแผนล่วงหน้า คุมจังหวะการดื่มของตัวเอง และมีแก๊งเพื่อนที่ไว้ใจได้คอยซัพพอร์ตเวลาออกไปตี้ สำหรับผู้ปกครองและครูอาจารย์ การเปิดอกคุยกันแบบให้กำลังใจและสนับสนุน ไม่ใช่ตัดสิน จะช่วยให้เด็กๆ เลือกทางที่ปลอดภัยได้ง่ายขึ้น ในขณะที่สังคมไทยกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างธรรมเนียมเดิมๆ ความทันสมัย และกระแสโลก การให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยในวัฒนธรรมของเด็กและเยาวชนถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน
แหล่งข้อมูล: