งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ความเหงาส่งผลกระทบต่อสุขภาพใจและกายอย่างหนักหน่วงกว่าในกลุ่มผู้ที่เผชิญความยากจน เมื่อเทียบกับผู้มีฐานะดีกว่า แม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะมีระดับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไม่ต่างกันก็ตาม ผลการศึกษาชิ้นนี้ ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 24,500 คน ใน 20 ประเทศทั่วยุโรป สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาปากท้อง ความอ้างว้างทางสังคม และภาวะสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนสำหรับสังคมไทยและทั่วโลก

ในภาวะที่ค่าครองชีพพุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจรุมเร้า นักสังคมศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขต่างชี้มานานแล้วว่า ความยากจนไม่ใช่แค่เรื่องการขาดแคลนรายได้ แต่ยังหมายรวมถึงความรู้สึกแปลกแยกและถูกกีดกันออกจากสังคมอย่างลึกซึ้ง งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Public Health ได้เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจน โดยพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุด รู้สึกเหงาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับเพียง 15% ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด ความแตกต่างมหาศาลนี้ยังคงปรากฏชัด แม้ว่าคนทุกกลุ่มรายได้จะใช้เวลาใกล้เคียงกันในการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน (Neuroscience News)

แล้วเหตุใดความเหงาจึงกัดกินผู้มีข้อจำกัดทางการเงินรุนแรงกว่า? งานวิจัยชี้ว่า ปัญหานี้เกี่ยวพันกับสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่มอาการตอบสนองเพื่อป้องกันตัวเอง” (defensive symptom cluster) อันประกอบด้วย 3 อาการที่ทางการแพทย์รู้จักกันดี คือ อาการเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และภาวะซึมเศร้า ซึ่งแต่ละอาการมักจะทำงานร่วมกันและส่งผลกระทบต่อกันและกัน ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่ประสบทั้งความยากจนและความเหงา มีระดับอาการเหล่านี้สูงกว่าอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่เหงาแต่มีฐานะดี หรือกลุ่มคนที่ยากจนแต่มีสายสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาวิวัฒนาการอธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นกลไกตอบสนองดั้งเดิมของร่างกายต่อภัยคุกคามหรือความขาดแคลนที่รับรู้ได้ ซึ่งกลายเป็นวงจรที่บั่นทอนทั้งสุขภาวะและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ (Oxford University)

นักมานุษยวิทยาเชิงวิวัฒนาการจากคณะมานุษยวิทยาและพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วรรณนา มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า “ความเชื่อมโยงระหว่างความยากจนกับสุขภาพที่ย่ำแย่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว และงานวิจัยก่อนหน้านี้ก็ชี้ว่าความเหงาส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ไม่แพ้การสูบบุหรี่ งานวิจัยของเราเผยให้เห็นว่า สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่รู้สึกเหงา ผลกระทบต่อสุขภาพจะยิ่งรุนแรงเป็นพิเศษ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยนี้จะจุดประกายให้เกิดการศึกษาเพิ่มเติมถึงปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกแยกจากสังคม และนำไปสู่การพัฒนานโยบายที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป”

งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าสายสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแรงเปรียบเสมือนเกราะป้องกัน ซึ่งจะยิ่งทรงพลังเป็นพิเศษในกลุ่มผู้ที่เผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุดที่รู้สึกเหงา มีคะแนนกลุ่มอาการสูงกว่ากลุ่มเดียวกันที่ไม่เหงาถึง 73% ขณะที่ในกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวย ความแตกต่างนี้อยู่ที่ 65% นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามที่ทั้งยากจนและเหงาถึง 30% รายงานว่ามีอาการเจ็บปวด เหนื่อยล้า และซึมเศร้าในระดับสูงมาก เทียบกับเพียง 2% ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดที่ไม่รู้สึกเหงา ที่สำคัญคือ รูปแบบดังกล่าวนี้ยังคงชัดเจนแม้จะพิจารณารวมปัจจัยด้านลักษณะที่อยู่อาศัยและสถานภาพสมรสแล้วก็ตาม

สำหรับสังคมไทย ผลการวิจัยนี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจและใกล้ตัว ประเทศไทยเองก็ไม่ต่างจากหลายประเทศ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ และสถานการณ์ทางสังคมหลังยุคโควิด-19 ก็ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (World Bank, Bangkok Post) แม้ว่าวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมจะเน้นความเป็นชุมชน ความผูกพันในครอบครัว และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล ก็ได้สร้าง “พื้นที่แห่งความโดดเดี่ยว” ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานย้ายถิ่น ผู้สูงวัย และครอบครัวรายได้น้อยในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ สถานการณ์นี้สวนทางกับความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่าเพียงแค่การอยู่ร่วมกับครอบครัวขยายหรือ “การเข้าสังคม” ก็เพียงพอที่จะป้องกันความเหงาได้ ดังที่ข้อมูลจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็น

ในระดับสากล ความเหงามักถูกขนานนามว่าเป็น “โรคระบาดเงียบ” ที่เพิ่มภาระโรคทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้มีความซับซ้อนมากขึ้นจากข้อจำกัดทางวัฒนธรรมในการเปิดใจพูดคุยเรื่องความทุกข์ทางใจ และการตีตราผู้ที่ขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต บุคลากรทางการแพทย์ในไทยต่างแสดงความกังวลเพิ่มขึ้นต่อปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล (Bangkok Post) และงานวิจัยเช่นชิ้นนี้ยิ่งตอกย้ำว่า เหตุใดการลงทุนเพื่อสร้างเสริมสายสัมพันธ์ทางสังคมจึงสามารถให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามหาศาล โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบางที่สุด

ในเชิงนโยบายและมุมมองระดับชุมชน งานวิจัยของออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า มาตรการที่มุ่งเสริมสร้างความผูกพันทางสังคมจะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่เผชิญปัญหาความขัดสนทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย แนวทางเหล่านี้อาจรวมถึงการเสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การเพิ่มงบประมาณสำหรับศูนย์บริการชุมชน การบูรณาการบริการสุขภาพจิตในสถานศึกษา หรือการส่งเสริมบทบาทของวัด องค์กรศาสนา และองค์กรการกุศลในท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงประชาชน แพลตฟอร์มดิจิทัล หากได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้ ก็สามารถเป็นเครื่องมือช่วยลดช่องว่างทางสังคมได้เช่นกัน แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความโดดเดี่ยวมากขึ้น (UNESCO Bangkok)

งานวิจัยนี้มอบมุมมองใหม่ต่อความยากจน โดยชี้ว่าไม่ใช่เพียงปัญหาการขาดแคลนปัจจัยสี่ แต่เป็นปัญหาสลับซับซ้อนที่เกี่ยวพันกับความเหงา การขาดอำนาจในการจัดการชีวิตตนเอง และสุขภาพจิต ประเด็นนี้ส่งผลอย่างมากต่อแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการปรับตัวของสังคม โดยเฉพาะในยามที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงสูง สำหรับสังคมไทย ที่มีหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาเน้นย้ำความสำคัญของเมตตากรุณาและความผูกพัน โครงการริเริ่มในระดับชุมชนที่มุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีงามและเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส อาจเป็นหัวใจสำคัญในการบรรเทาผลกระทบทางสุขภาพในวงกว้างอันเนื่องมาจากความยากจน

คณะผู้วิจัยเรียกร้องให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว ตลาดแรงงาน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัลในสังคมไทย กำลังส่งผลต่อประสบการณ์ความเหงาและผลกระทบของมันอย่างไร ขณะเดียวกัน ผลงานล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของไทยหลายท่านก็สะท้อนความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดยเสนอให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพจิตเชิงป้องกัน และการค้นหาเชิงรุกเพื่อระบุกลุ่มเสี่ยงในชุมชนที่ยากจนที่สุด (Thai Journal of Public Health)

สำหรับเราทุกคน ผลการวิจัยนี้ให้ทั้งข้อคิดเตือนใจและแนวทางปฏิบัติ กล่าวคือ หากตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความเหงา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับความเครียดทางการเงิน การสร้างและสานสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแรงนับเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่สามารถทำได้ ซึ่งในบางสถานการณ์อาจมีพลังมากกว่าการช่วยเหลือด้านการเงินโดยตรงด้วยซ้ำ วัดใกล้บ้าน กลุ่มเพื่อนบ้าน หรือเครือข่ายสนับสนุนทางออนไลน์ ล้วนเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำชุมชนก็ควรให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงทางสังคมในฐานะองค์ประกอบหลักของยุทธศาสตร์การลดความยากจน ไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นเสริม

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การฟื้นตัวอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ข้อมูลใหม่นี้ย้ำเตือนเราว่า การเยียวยาบาดแผลจากความยากจนนั้นหมายถึงการดูแลทั้งเรื่องปากท้องและจิตใจของผู้คนไปพร้อมกัน และสำหรับกลุ่มที่เปราะบางที่สุด แม้การสนับสนุนทางสังคมเพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตพวกเขาได้

แหล่งข้อมูล: