งานศึกษาทางจิตวิทยาชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cognition & Emotion ได้เผยแง่มุมใหม่เกี่ยวกับความทรงจำเก่าๆ ของเรา โดยเฉพาะความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อดีต (nostalgia) ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ความหวานชื่นจะค่อยๆ จางลง สวนทางกับความขมขื่นที่อาจเพิ่มพูนขึ้น ผลการวิจัยนี้นำเสนอโดยทีมวิจัย นำทีมโดยนักจิตวิทยาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งผลการศึกษาครั้งนี้สั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของความคิดถึงอดีตและผลกระทบต่อสภาวะอารมณ์ของเรา (PsyPost)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่มักหวนรำลึกถึงวัยเด็ก วันเรียน หรือเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์และลอยกระทง งานวิจัยนี้อาจช่วยให้เข้าใจอารมณ์ซับซ้อนที่ผูกพันกับความคิดถึงวันวานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในสังคมไทย การหวนนึกถึงอดีตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นประสบการณ์ร่วมที่ผสานอยู่ในการพบปะญาติมิตร งานเลี้ยงรุ่น หรือแม้แต่งานวัด การทำความเข้าใจถึงรสชาติทางอารมณ์ของความคิดถึงที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี้ จึงนับว่ามีความสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ความเป็นเมืองที่ขยายตัว และความรู้สึกห่างเหินจากรากเหง้าเดิมของตน
จากการศึกษาพบว่า ทีมวิจัยให้คำนิยามความคิดถึงอดีตว่าเป็นความรู้สึกโหยหาอาลัยต่อสิ่งที่ล่วงเลยไปแล้ว แม้งานวิจัยก่อนหน้าหลายชิ้นจะชี้ให้เห็นว่าความคิดถึงอดีตมักส่งผลดีต่อใจ เช่น สร้างความผูกพันทางสังคมที่แน่นแฟ้นขึ้น ความรู้สึกต่อเนื่องในความเป็นตัวตน และการมองโลกในแง่ดีมากขึ้น แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้เจาะลึกลงไปว่าอารมณ์เหล่านี้จะผันแปรไปอย่างไรเมื่อความทรงจำยิ่งเก่าเก็บ งานวิจัยก่อนหน้าเคยพูดถึง “ปรากฏการณ์ความรู้สึกจางลง” (Fading Affect Bias) ซึ่งอธิบายว่าความทรงจำส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องราวร้ายๆ ความเข้มข้นทางอารมณ์จะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา ช่วยให้เรา “มูฟออน” ได้ แต่คำถามสำคัญคือ: แล้วความทรงจำที่ชวนให้หวนรำลึกถึงวันวานล่ะ จะจางหายไปในแบบเดียวกันหรือไม่ หรือว่ามันมี “วงจรชีวิตทางอารมณ์” ที่ไม่เหมือนใคร?
เพื่อตอบคำถามนี้ ทีมวิจัยได้ออกแบบการทดลอง 2 ชุด กับกลุ่มตัวอย่างเกือบ 400 คน ประกอบด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัยและกลุ่มคนทำงานที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ การทดลองแรก กลุ่มนักศึกษาจะถูกสุ่มให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หวนคิดถึงอดีต หรือเหตุการณ์ทั่วไปในชีวิต จากนั้นให้คะแนนความรู้สึกทั้งด้านบวกและลบ ณ ขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้น และอีกครั้งเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงมัน พร้อมทั้งประเมินว่าความทรงจำนั้นๆ ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับสังคมหรือค้นพบความหมายในชีวิตมากน้อยแค่ไหน ส่วนการทดลองที่สอง ขยายผลไปยังกลุ่มตัวอย่างออนไลน์ที่ใหญ่ขึ้น โดยให้ผู้เข้าร่วมระลึกถึงเหตุการณ์ที่ชวนให้คิดถึงอดีตหรือเหตุการณ์กลางๆ แล้วให้คะแนนความรู้สึกของตนเองจากลิสต์อารมณ์เฉพาะ 13 อย่าง เช่น ความรู้สึกขอบคุณ ความเสียดาย และความเหงา
ผลลัพธ์จากการทดลองทั้งสองชุดชี้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน: ความทรงจำที่ชวนให้คิดถึงอดีตนั้น ยิ่งนานวันยิ่งมีแง่มุมบวกลดลง และมีแง่มุมลบเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับความทรงจำทั่วไปหรือความทรงจำที่เป็นกลางทางอารมณ์ ที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมทดลองรายงานว่าความรู้สึกดีๆ จากความทรงจำเก่าเก็บเหล่านั้นค่อยๆ เลือนรางไป ขณะที่ความรู้สึกไม่ดีกลับยิ่งชัดเจนหรือรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ปรากฏการณ์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวโน้มปกติที่ความรู้สึกเชิงลบจะค่อยๆ จางหายไปสำหรับความทรงจำประเภทอื่น ดังที่อธิบายไว้ใน “ปรากฏการณ์ความรู้สึกจางลง” (Fading Affect Bias)
อารมณ์บางอย่างมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ความรู้สึกเสียดายที่เพิ่มมากขึ้นนั้นสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเลือนหายไปของความรู้สึกดีๆ ต่อเหตุการณ์ในอดีต ส่วนความเหงาที่เพิ่มขึ้นก็ดูเหมือนจะอธิบายถึงโทนสีเทาๆ ที่เข้ามาแทนที่ แต่ที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกขอบคุณกลับยังคงอยู่ หรืออาจจะเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำ ซึ่งยิ่งเน้นย้ำถึงธรรมชาติสองด้านอันซับซ้อนของความคิดถึงอดีต ที่เป็นได้ทั้งสิ่งที่ปลอบประโลมและเป็นบ่อเกิดของความปรารถนาที่แสนเจ็บปวด
เมื่ออภิปรายผลการวิจัย ทีมผู้วิจัยสรุปเน้นย้ำว่า “เหตุการณ์ที่ทำให้หวนคิดถึงอดีตจะกลายเป็นเรื่องบวกน้อยลงและเป็นเรื่องลบมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางอารมณ์ที่ไม่เหมือนใคร” และชี้ว่า อารมณ์หวานอมขมกลืนในความคิดถึงอดีตนั้นไม่เหมือนความทรงจำทั่วไป คือจะยิ่งเด่นชัดขึ้น ไม่ได้จางลงเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่างานศึกษาของพวกเขายังอาศัยความทรงจำของผู้เข้าร่วม ซึ่งอาจมีอคติส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเสนอแนะให้มีการวิจัยในอนาคตที่ใช้วิธีการวัดผลโดยตรงและฉับไวกว่านี้
สำหรับคนไทยแล้ว ผลการศึกษาดังกล่าวดูจะสอดรับกับค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการระลึกถึงคุณค่า ความกตัญญู และการเคารพอดีต นักจิตวิทยาคลินิกผู้มากประสบการณ์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “คนไทยเราถูกปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของความทรงจำร่วมกัน เช่น การแสดงความเคารพบรรพบุรุษในพิธีไหว้ประจำปี หรือการที่ชุมชนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ร่วมในช่วงเทศกาลต่างๆ งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมเมื่อเวลาผ่านไป การนึกถึงความสำเร็จสมัยเรียนมัธยม หรือเหตุการณ์สำคัญในครอบครัว จึงอาจกระตุ้นความรู้สึกเสียดายต่อโอกาสที่หลุดลอยไป หรือความอาลัยถึงบุคคลอันเป็นที่รักได้ด้วยเช่นกัน” นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมชี้ว่า อารมณ์ที่ผสมปนเปกันเหล่านี้ อาจส่งผลต่อวิธีที่คนไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการย้ายออกจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัย การเปลี่ยนงาน หรือการสูญเสียผู้ใหญ่ในครอบครัว
ยิ่งไปกว่านั้น ผลการวิจัยนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในแวดวงสุขภาพจิตของไทย เกี่ยวกับธรรมชาติสองด้านของความคิดถึงอดีต ในยุคที่คนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ กำลังเผชิญกับความเหงาในสังคมเมือง หรือความรู้สึกเสียดายต่อการตัดสินใจเรื่องเรียนหรือการงาน การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของความคิดถึงอดีตจึงอาจมีทั้งแง่มุมที่เป็นคุณและเป็นโทษ ผลวิจัยชี้ว่า แม้ความคิดถึงอดีตจะสามารถจุดประกายความรู้สึกขอบคุณและความผูกพันทางสังคมได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจกระตุ้นให้ผู้คนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่สูญเสียหรือพลาดโอกาสไป
ในมิติทางวัฒนธรรม ความรู้สึกหวานอมขมกลืนเมื่อย้อนนึกถึงวันวาน (bittersweet nostalgia) นั้นฝังรากลึกอยู่ในบทเพลง วรรณกรรม และภาพยนตร์ไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลงรักซึ้งๆ ละครโทรทัศน์ หรือบทกวี ต่างก็สะท้อนความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้อยู่เสมอ คือการโอบกอดความทรงจำอันแสนสุขควบคู่ไปกับความเศร้าที่วันเหล่านั้นไม่อาจหวนคืน งานวิจัยชิ้นนี้ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างละเอียด จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำสิ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกได้เองอยู่แล้วว่า ความคิดถึงอดีตไม่ใช่อารมณ์ที่ตายตัว แต่เป็นดั่งเส้นใยที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในใจเรา
เมื่อมองไปในอนาคต ผลการวิจัยนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อยสำหรับงานให้คำปรึกษา การศึกษา หรือแม้แต่โครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น ครูแนะแนวในโรงเรียนอาจต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับนักเรียนที่กำลังปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและโหยหาช่วงเวลาที่เรียบง่ายในอดีต โดยเฉพาะกลุ่มที่ย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในเมือง นักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานกับผู้สูงอายุเพื่อช่วยจัดการกับความเหงา ก็อาจนำข้อค้นพบที่ว่าความรู้สึกขอบคุณยังคงอยู่อย่างแข็งแกร่ง แม้อารมณ์อื่นจะจางไป มาเป็นกำลังใจและแนวทางในการทำงาน ผู้นำชุมชนก็สามารถนำไปออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัย เช่น การเล่าเรื่องราวประสบการณ์ร่วมกัน หรือเวิร์คช็อปงานศิลปะพื้นบ้าน ที่ดึงพลังการเชื่อมโยงของความคิดถึงอดีตมาใช้ พร้อมๆ กับการยอมรับความซับซ้อนหวานอมขมกลืนของมัน
สำหรับผู้อ่านและครอบครัวทุกท่าน งานวิจัยนี้มีข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง นั่นคือ การยอมรับว่าความคิดถึงอดีตเป็นอารมณ์ที่ผสมผสาน ทั้งสุข เศร้า เหงา และขอบคุณ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสุขภาพใจ แทนที่จะตั้งเป้าเพียงเพื่อจะหวนกลับไปหา “วันวานอันแสนหวาน” เพียงอย่างเดียว เราอาจได้รับประโยชน์มากกว่าหากเปิดใจพูดคุยและแบ่งปันความรู้สึกอันหลากหลายที่ความทรงจำเหล่านั้นปลุกขึ้นมา ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโสและความผูกพันในชุมชน การเข้าใจถึงผลกระทบที่ซับซ้อนของความคิดถึงอดีต อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างผู้คนทุกช่วงวัย
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดนี้ยืนยันว่า เมื่อความทรงจำของเราเก่าลง รสชาติหวานชื่นของมันก็มักจะเจือปนด้วยความขมขื่นมากขึ้น ซึ่งอาจเปรียบได้กับรสชาติของชีวิตที่ “หวานอมขมกลืน” แต่ในความรู้สึกผสมผสานนั้นเอง ก็อาจมีความผูกพันและความหมายอันลึกซึ้งของความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่ สำหรับใครก็ตามที่เคยเปิดดูรูปเก่าๆ แล้วรู้สึกทั้งอบอุ่นใจและเศร้าซึมไปพร้อมกัน หรือรู้สึกตื้นตันใจระคนหม่นหมองยามพบปะญาติมิตรในงานรวมญาติ งานวิจัยนี้คงสื่อสารบางอย่างถึงใจคุณได้ไม่มากก็น้อย
สำหรับผู้ที่สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาผลงานวิจัยฉบับเต็มได้ในวารสาร Cognition & Emotion และอ่านบทสรุปได้ที่ PsyPost