ผลวิเคราะห์ชิ้นใหม่ล่าสุดเผยว่า เรื่องง่ายๆ อย่างการสบตาหรือเอ่ยปากทักทายคนแปลกหน้า ไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาททางสังคมเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การเผื่อแผ่ความใส่ใจแก่ผู้อื่น’ (psychological generosity) ที่มีพลังช่วยเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้ทั้งตัวเองและสังคมโดยรวมได้อย่างคาดไม่ถึง งานวิจัยนี้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ใน The Conversation โดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมท่านหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าการใส่ใจผู้คนรอบตัวในชีวิตประจำวันนี่แหละ คือหัวใจสำคัญของการสร้างชุมชน ลดความรู้สึกแปลกแยก และทำให้สังคมแข็งแรง เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น
ประเด็นนี้น่าขบคิดอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชน แต่ทุกวันนี้กลับต้องเจอกับภาวะความโดดเดี่ยวที่คืบคลานเข้ามาในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะบนรถไฟฟ้าบีทีเอสแน่นขนัดในกรุงเทพฯ หรือในหมู่นักเรียนนักศึกษาที่ต่างคนต่างรีบเดินเสียบหูฟังในรั้วมหาวิทยาลัย เราจะเห็นเลยว่าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะหลบเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวหรือโลกออนไลน์กันมากขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่กำลังค่อยๆ กัดกร่อนช่วงเวลาของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเสน่ห์ของชีวิตคนไทยทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
งานวิจัยชี้ว่า แม้เทคโนโลยีจะเปิดประตูสู่โลกการสื่อสารดิจิทัลกว้างกว่าที่เคย แต่ความเหงาและความหวาดระแวงในสังคมกลับพุ่งสูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้พบได้ทั้งในโลกตะวันตกและเอเชีย (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC)) สำหรับในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตและนักวิชาการต่างก็ออกมาแสดงความห่วงใยต่อตัวเลขความเหงาที่ไต่ระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นคนเมือง กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ และผู้สูงวัย (Thai PBS World) สถานการณ์นี้สอดรับกับข้อมูลจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นวิกฤตด้านความสัมพันธ์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในระยะยาว ทั้งต่อสุขภาพผู้คน ประสิทธิภาพในการทำงาน และความสมานฉันท์ในสังคม
ผลวิเคราะห์ล่าสุดนี้ยังชี้ด้วยว่า การที่เราเลือกจะโฟกัสความสนใจไปที่อะไรในพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่แค่เรื่องความชอบส่วนตัว แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของบรรยากาศทางสังคมด้วย คนเรามักจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองเป็นอันดับแรก และมักจะมองข้ามสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับธุระของตัวเองในตอนนั้น แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็อาจทำให้การปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างฉาบฉวย แทนที่จะเป็นการสร้างความผูกพันที่แท้จริง งานวิจัยชี้ว่าการจดจ่ออยู่แต่กับเรื่องของตัวเองตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจจากโลกดิจิทัล กำลังสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นมากั้นระหว่างผู้คน และยิ่งทำให้ความรู้สึกแปลกแยกมันรุนแรงขึ้นไปอีก
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในรายงานตอกย้ำว่า การได้รับการมองเห็นและรับรู้ตัวตน แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นความต้องการพื้นฐานของคนเรา การแสดงออกง่ายๆ อย่างการสบตา การพยักหน้าทักทาย หรือการพูดคุยสั้นๆ ถือเป็นสัญญาณของการยอมรับ ซึ่งช่วยให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในทางตรงกันข้าม การที่ไม่ได้รับสัญญาณเหล่านี้เลยระหว่างการเดินทางในแต่ละวันหรือในพื้นที่สาธารณะ อาจทำให้คนเรารู้สึกเหมือนตัวเองไร้ตัวตน ไม่มีความสำคัญ ดังที่นักประวัติศาสตร์ ทิโมธี สไนเดอร์ กล่าวไว้ในงานวิจัยว่า ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบนี้ “ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท” แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชีวิตในชุมชนที่ต่างต้องรับผิดชอบร่วมกัน
งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวคิด ‘การเผื่อแผ่ความใส่ใจแก่ผู้อื่น’ (psychological generosity) ซึ่งหมายถึงการตั้งใจแบ่งปันความสนใจส่วนหนึ่งของเราไปยังผู้คนรอบข้าง แม้อาจจะต้องใช้ความพยายามทางความคิดอยู่บ้าง อาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการวางมือถือลง สบตา ทักทาย หรือชวนคุยสัพเพเหระ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่การทำดีแบบส่งเดช แต่ต้องอาศัยความตั้งใจจริงและใจที่เปิดกว้างพร้อมจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เมื่อทำบ่อยๆ เข้า ปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะค่อยๆ สั่งสมกลายเป็นเครือข่ายทางสังคมที่แข็งแรง ช่วยเพิ่มทั้งความสุขส่วนตัวและความเข้มแข็งของชุมชน
สำหรับสังคมไทยแล้ว แนวคิดเรื่องการเผื่อแผ่ความใส่ใจให้ผู้อื่นนี้ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ สังคมไทยเราให้คุณค่ากับเรื่องน้ำใจและความสนุก (สนุก) จากการได้พบปะพูดคุยกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่หลักฐานล่าสุดกลับชี้ว่า การปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตยุคดิจิทัลแบบสากลกำลังคุกคามธรรมเนียมดีๆ เหล่านี้ของเรา (Bangkok Post) การทักทายเพื่อนบ้าน การสบตากับพ่อค้าแม่ขาย ที่เคยเป็นเหมือนกาวใจเชื่อมสังคม ช่วยให้ทั้งเมืองและชุมชนยังคงความเป็นปึกแผ่นได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กำลังค่อยๆ จางหายไป
อย่างไรก็ดี งานวิจัยเตือนว่าอย่าเพิ่งมองว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายดายเสมอไป ในยุคที่ความสนใจของเราถูกดึงดูดอยู่ตลอดเวลาด้วยมือถือและสารพัดอุปกรณ์ดิจิทัล การตั้งใจหันมาใส่ใจปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงจึงต้องใช้ความพยายามไม่น้อย คนไทยยุคนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจรู้สึกว่าการเริ่มคุยเล่นๆ หรือสบตากับคนไม่รู้จักเป็นเรื่องที่ไม่ชิน หรืออาจจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำ แต่ผลวิจัยชี้ว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ามาก นั่นคือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ความไว้เนื้อเชื่อใจ และเป้าหมายร่วมกันที่เพิ่มพูนขึ้น ผลการศึกษาทางจิตวิทยาหลายชิ้นชี้ตรงกันว่าปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ในที่สาธารณะเหล่านี้เชื่อมโยงกับการมีอารมณ์ดีขึ้น ความเครียดลดลง และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตในระยะยาว (JAMA Psychiatry)
เมื่อก่อนนั้น ความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์แบบซึ่งๆ หน้าฝังรากลึกอยู่ในมรดกทางวัฒนธรรมของไทยเรา เทศกาลประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ ลอยกระทง หรืองานบุญในชุมชน ล้วนมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การมารวมตัวกัน พูดคุยกันอย่างเปิดอกและเป็นกันเอง ซึ่งต่างกันลิบลับกับวิถีชีวิตยุคดิจิทัลที่มักจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยว แต่พอประเทศไทยกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป ธรรมเนียมเหล่านี้อาจกลายเป็นแค่กิจกรรมที่ทำกันเป็นครั้งคราว แทนที่จะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันเหมือนเคย
เมื่อมองไปข้างหน้า การนำแนวคิดเรื่องการเผื่อแผ่ความใส่ใจให้ผู้อื่นมาปรับใช้น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและนักการศึกษา สำหรับนักวางผังเมืองในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ การออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมให้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น การจัดวางม้านั่งให้หันหน้าเข้าหากัน สวนสาธารณะที่มีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน หรือตลาดชุมชน ก็สามารถช่วยลดทอนความรู้สึกแปลกแยกในชีวิตคนเมืองลงได้ (The Conversation) ในโรงเรียน การปลูกฝังให้เด็กๆ เห็นคุณค่าของการทักทายอย่างสุภาพและการตั้งใจฟังคนอื่น ก็สามารถช่วยบ่มเพาะสุขภาวะที่ดีของชุมชนส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้ กระทรวงสาธารณสุขเองก็เคยพิจารณารณรงค์ให้คนไทย “วางมือถือแล้วเงยหน้ามองกัน” ซึ่งก็สอดรับกับข้อเสนอแนะจากงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้พอดิบพอดี
ถึงอย่างนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่าความพยายามเหล่านี้ต้องมองให้ลึกลงไปถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยด้วย ตัวอย่างเช่น มารยาทในการสบตาก็แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรมและช่วงวัย ผู้สูงอายุชาวไทยบางท่านอาจมองว่าการจ้องตานานๆ เป็นการไม่ให้เกียรติ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าจำเป็นต้องใช้แนวทางที่ละเอียดอ่อนและสมดุล
ท้ายที่สุดแล้ว รายงานนี้ได้ส่งสารที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ เพียงแค่เราทุกคนหันมาฝึกฝนการเผื่อแผ่ความใส่ใจให้คนรอบข้าง ด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างตั้งใจ ก็สามารถช่วยสร้างสังคมไทยให้แข็งแรง สุขภาพดี และมีความสุขมากขึ้นได้ เริ่มง่ายๆ แค่วางมือถือลงเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ยิ้มให้คนที่ไม่รู้จัก หรือแค่สบตากับคนที่ตักข้าวกลางวันให้คุณ ปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละ อาจเป็นยาวิเศษที่ประเทศไทย และโลกทั้งใบ กำลังมองหาในยุคที่ความโดดเดี่ยวทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน