งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การดื่มด่ำและมีความสุขกับธรรมชาติอย่างแท้จริงต่างหาก ไม่ใช่แค่การออกไปใช้เวลากลางแจ้ง ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มพูนความสุขและความพึงพอใจในชีวิต ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม (Journal of Environmental Psychology) ฉบับเดือนพฤษภาคม 2568 นี้นำเสนอความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และท้าทายความเชื่อเดิมๆ โดยเน้นย้ำว่าการมีส่วนร่วมทางอารมณ์กับโลกธรรมชาตินั้นสำคัญกว่าความถี่ในการไปเยือนเสียอีก (PsyPost.org)
สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งอยู่ในดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องอุทยานแห่งชาติอันอุดมสมบูรณ์ ชายหาดสวยงาม และความผูกพันกับธรรมชาติที่สืบทอดกันมานาน ย่อมเชื่อกันว่าการได้ใกล้ชิดธรรมชาติบ่อยครั้งจะนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่างานวิจัยชิ้นนี้จากสถาบันวิจัยแห่งชาติไต้หวัน (Academia Sinica) กลับชี้ให้เห็นว่า ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวไม่ได้อยู่ที่ความถี่ในการออกไปสัมผัส แต่อยู่ที่ว่าเราดื่มด่ำและมีความสุขกับประสบการณ์เหล่านั้นมากน้อยเพียงใดต่างหาก
ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของไต้หวัน ปี 2563 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 1,800 คนทั่วประเทศ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการสัมผัสธรรมชาติ ความถี่ในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ความสุขที่ผู้ตอบประเมินด้วยตนเอง ความพึงพอใจในชีวิต และปัจจัยแวดล้อม เช่น คุณภาพอากาศ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน การสำรวจนี้ใช้มาตรวัดมาตรฐานสำหรับความสุขและความพึงพอใจในชีวิต พร้อมทั้งสอบถามถึงความถี่ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เดินป่า ว่ายน้ำ หรือดูนก รวมถึงความรู้สึกสุขใจเมื่อได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าคนที่รักธรรมชาติมักจะออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยกว่า แต่กลับเป็นความสุขทางอารมณ์จากการดื่มด่ำกับธรรมชาติต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความสุขและความพึงพอใจในชีวิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ความถี่ในการออกไปทำกิจกรรมเหล่านั้น ที่น่าแปลกใจคือ เมื่อปรับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว การออกไปสัมผัสธรรมชาติบ่อยครั้งกลับไม่พบความเชื่อมโยงเชิงบวกใดๆ และอาจมีความสัมพันธ์เชิงลบเล็กน้อยกับความเป็นอยู่ที่ดีด้วยซ้ำ
หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นนักระเบียบวิธีวิจัยการสำรวจจากศูนย์วิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติไต้หวัน ให้ความเห็นว่า “เป็นไปได้ว่าการดื่มด่ำกับธรรมชาติทำให้คนอยากออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่าที่พวกเขาสามารถทำได้จริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่พอใจในสถานการณ์ของตนเอง ผลลัพธ์เช่นนี้อาจมีสาเหตุมาจากการศึกษาครั้งนี้ทำในบริบทที่ไม่ใช่โลกตะวันตก การมีข้อมูลจากประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมจะช่วยให้สามารถตรวจสอบประเด็นนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
ปัจจัยอื่นๆ ที่ทราบกันดีว่าส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี เช่น สุขภาพที่ประเมินด้วยตนเอง สถานะทางสังคมที่รับรู้ สถานภาพสมรส และความถี่ในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา ยังคงมีบทบาทสำคัญเช่นเดิม ผลการวิเคราะห์ยังยืนยันความสัมพันธ์แบบรูปตัวยู (U-shaped curve) ที่เป็นที่รู้จักกันดีระหว่างอายุและความสุข โดยพบว่าผู้ใหญ่วัยกลางคนมีระดับความสุขต่ำกว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่พบได้ทั้งในข้อมูลระดับโลกและข้อมูลของประเทศไทย (Bangkok Post)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยภายนอกอย่างอุณหภูมิหรือคุณภาพอากาศมีผลต่อความสุขน้อยมาก ยกเว้นปริมาณน้ำฝนตามฤดูกาล ในทางกลับกัน การรับรู้ส่วนบุคคลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นปัญหามลพิษทางอากาศหรือความรู้สึกไม่สบายตัวจากสภาพอากาศ กลับมีบทบาทสำคัญมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกของคนในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ที่ปัญหาคุณภาพอากาศกลายเป็นเรื่องน่ากังวลหลัก (World Air Quality Index Project)
งานวิจัยยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ผู้ที่กำลังมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีอยู่แล้วอาจหันไปพึ่งพาธรรมชาติเพื่อเป็นกลไกในการรับมือกับปัญหา ซึ่งอาจบดบังความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเหตุและผล หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติอย่างมากอาจปรารถนาที่จะเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้บ่อยกว่านี้ แต่กลับต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆ เช่น การพัฒนาเมืองที่รุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติ จนนำไปสู่ความรู้สึกไม่พึงพอใจ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยในเมืองใหญ่ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
สำหรับสังคมไทย ซึ่งมีประเพณีและกิจกรรมที่ผูกพันกับธรรมชาติเป็นที่นิยม เช่น การทำสมาธิในป่า การทำบุญในวัดชนบท หรือการดูแลสวนสวยในบ้าน ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้จึงสอดคล้องเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความใกล้ชิดกับพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่อยู่ที่การชื่นชมอย่างมีสติและการตอบสนองทางอารมณ์ต่อประสบการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆ นักวางผังเมือง หน่วยงานท่องเที่ยว และนักการศึกษา อาจต้องทบทวนแนวทางที่เน้นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือส่งเสริมการท่องเที่ยวกลางแจ้ง แล้วหันมาสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสติ การเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม และโครงการที่ช่วยให้ผู้คนได้เชื่อมโยงและเพลิดเพลินกับธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ ค่านิยมไทยผูกพันกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน มิติทางสุนทรียศาสตร์และจิตวิญญาณของธรรมชาติในพระพุทธศาสนา เช่น แนวคิดเรื่องวัดป่าและ “พุทธภาวะ” (ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ) ล้วนเน้นย้ำไม่เพียงแค่การอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมเชิงใคร่ครวญ ซึ่งสอดรับกับผลการวิจัยใหม่นี้ (Wikipedia - Nature in Buddhism) เช่นเดียวกับเทศกาลสงกรานต์หรือลอยกระทง ซึ่งเฉลิมฉลองวัฏจักรของน้ำและการเริ่มต้นใหม่ ก็เน้นการดื่มด่ำทางอารมณ์กับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเพียงแค่การเข้าร่วม
เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยชี้ว่าการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข การศึกษา หรือการท่องเที่ยว ควรปรับทิศทางไปสู่การเอื้อให้ผู้คนได้มีประสบการณ์ที่มีความหมายกับธรรมชาติ สภาพแวดล้อมในเมืองของไทย เช่น กรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ สามารถออกแบบใหม่ให้มีโอเอซิสสีเขียวที่สงบและพื้นที่สำหรับพักผ่อนใคร่ครวญ ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสวนสาธารณะ หลักสูตรการศึกษาอาจผสมผสานการมีส่วนร่วมกับธรรมชาติผ่านประสาทสัมผัส ศิลปะ หรือการทำสมาธิ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา “การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขยายตัวของเมืองกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่สีเขียวในไทย การทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เพียงแค่การเข้าถึง แต่เป็นคุณภาพและความเพลิดเพลินจากพื้นที่เหล่านั้นต่างหากที่ส่งเสริมความสุข จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ และโครงการส่งเสริมการเจริญสติโดยอาศัยธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น
ข้อแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทย คือ ลองเดินชมธรรมชาติอย่างมีสติ ดูนก หรือใช้เวลาเงียบๆ ในสวนสาธารณะ โดยเน้นที่การตอบสนองทางอารมณ์มากกว่าการไปเยือนสถานที่ต่างๆ เพียงเพื่อให้ครบตามเป้า ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมให้เด็กๆ มีส่วนร่วมกับธรรมชาติผ่านกิจกรรมศิลปะ ดนตรี หรือการเล่านิทาน แทนที่จะเป็นการพาไปทำกิจกรรมกลางแจ้งตามแบบแผนเดิมๆ ผู้นำชุมชนอาจออกแบบพื้นที่สาธารณะให้มีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส เช่น สวนที่มีกลิ่นหอม แหล่งน้ำ หรือพืชพรรณที่สัมผัสได้ เพื่อส่งเสริมความเพลิดเพลินและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้คนควรรู้ว่าการปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ได้ดีต่อธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังดีต่อความสุขของพวกเขาด้วย” ซึ่งเป็นข้อความที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับสถานการณ์ในประเทศไทย ที่ซึ่งจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมผูกโยงกับคุณภาพชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่นักวิจัยยังคงเปรียบเทียบผลการศึกษาระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ก็หวังว่าจะมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการลงทุนที่ไม่เพียงแต่ในการอนุรักษ์ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าและผูกพันทางอารมณ์กับโลกที่มีชีวิตรอบตัวอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้จากวารสารจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม (สรุปจาก PsyPost)