งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นล่าสุดเปิดเผยให้เห็นถึงวิกฤตความเหงาที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มชายหนุ่มชาวอเมริกัน ซึ่งมีความแตกต่างทางเพศที่น่าจับตามองเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกที่ร่ำรวยอื่นๆ จากข้อมูลที่รวบรวมในปี พ.ศ. 2566 และ 2567 โดยสถาบันกัลลัป (Gallup) พบว่า ชายหนุ่มชาวอเมริกัน 1 ใน 4 คน ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 34 ปี ยอมรับว่ารู้สึกเหงา “อย่างมาก” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ (18%) และสูงกว่าตัวเลขของหญิงสาวชาวอเมริกัน (18% เช่นกัน) อย่างเห็นได้ชัด (Gallup; UPI; Fortune) ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า ผลการค้นพบนี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพทางอารมณ์ที่น่ากังวลในกลุ่มชายหนุ่มอเมริกันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ปัญหาท้าทายด้านสุขภาพจิตที่กำลังขยายวงนี้ น่าจะสะท้อนภาพมาถึงสถานการณ์ในประเทศไทยได้ไม่น้อย เนื่องจากไทยเองก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว ค่านิยมเรื่องความเป็นชายที่กำลังเปลี่ยนผ่าน และการเติบโตของสังคมเมือง ซึ่งล้วนสร้างแรงกดดันไม่ต่างจากที่คนหนุ่มสาวชาวอเมริกันประสบ แม้จะอยู่ภายใต้บริบททางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยก็ตาม ภาวะความเหงาที่พุ่งสูงในกลุ่มชายหนุ่มสหรัฐฯ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และครอบครัวชาวไทย ให้หันมาใส่ใจและทบทวนความเสี่ยงลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในบ้านเรา
เมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งประสบการณ์ความเหงาของชายหนุ่มมักจะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประชากรโดยรวมในประเทศนั้นๆ สหรัฐอเมริกากลับมีสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในมิติของเพศและวัย โดยเฉลี่ยแล้ว ชายหนุ่มในกลุ่มประเทศ OECD ราว 15% รู้สึกเหงา แต่ตัวเลขนี้ในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 25% มีเพียงตุรกีเท่านั้นที่มีอัตราสูงกว่าสหรัฐฯ ที่ 29% ในกลุ่มชายหนุ่ม ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ “ช่องว่างความเหงา” (loneliness gap) ในสหรัฐฯ หรือความแตกต่างระหว่างอัตราความเหงาของชายหนุ่มกับผู้ใหญ่กลุ่มอื่นนั้น ถือว่ากว้างที่สุดในบรรดา 38 ประเทศประชาธิปไตยที่มีรายได้สูงที่ทำการสำรวจ (Gallup)
ในประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ เช่น ไอซ์แลนด์และเดนมาร์ก แม้จะพบว่าชายหนุ่มรู้สึกเหงามากขึ้น แต่ตัวเลขก็ยังอยู่ที่ราว 15% เท่านั้น ขณะที่ประชากรกลุ่มอื่นมีอัตราความเหงาต่ำกว่านั้น (10% และ 9% ตามลำดับ) ส่วนในประเทศอื่นๆ อย่างสโลวาเกีย กรีซ และโคลอมเบีย กลับพบสถานการณ์ตรงกันข้าม คือชายหนุ่มรู้สึกเหงาน้อยกว่าผู้สูงอายุเสียอีก ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้เห็นความไม่ปกติของสถานการณ์ในอเมริกา
นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายต่างกำลังพยายามทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังปัญหานี้ที่กำลังแพร่หลาย คาดกันว่าค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง การใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยวมากขึ้นในโลกดิจิทัล ความผูกพันในชุมชนที่ลดน้อยถอยลง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ น่าจะเป็นปัจจัยหลัก นักวิเคราะห์นโยบายสุขภาพจิตจาก The New School ให้ทัศนะผ่านรายงานของ Washington Post ว่า “ในสหรัฐฯ ช่องทางที่คนรุ่นก่อนเคยใช้สร้างเพื่อนและสานสัมพันธ์ อย่างเช่น ชุมชนศาสนา การมีงานที่มั่นคง หรือกลุ่มเพื่อนบ้าน มันลดน้อยลงไปมาก โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะสูญเสีย ‘บทบาททางสังคม’ ที่คนรุ่นพ่อแม่เคยมี” ขณะที่นักจิตวิทยาชี้ไปที่การเจอหน้ากันจริงๆ น้อยลง สวนทางกับการติดต่อผ่านโลกออนไลน์ที่มากขึ้น รวมถึงกรอบความคิดของสังคมที่ยังมองว่าผู้ชายต้องเข้มแข็ง ไม่ควรแสดงความอ่อนแอหรือขอความช่วยเหลือด้านอารมณ์
ผลกระทบของความเหงาต่อสุขภาวะโดยรวมนั้นหนักหนาสาหัส ข้อมูลของ Gallup ชี้ว่าความเหงาที่คุกคามอยู่เนืองๆ เชื่อมโยงกับความสุขในชีวิตที่ลดน้อยลง การยิ้มหรือหัวเราะน้อยลง คุณภาพการนอนหลับที่แย่ลง และความรู้สึกว่าชีวิตขาดอิสระ นอกจากนี้ ความเหงายังเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับความเครียดและความวิตกกังวลรายวัน โดย 57% ของชายหนุ่มชาวอเมริกันรายงานว่ามีความเครียดทุกวัน (เทียบกับ 48% ของผู้ใหญ่กลุ่มอื่น) ขณะที่ 46% รายงานว่ามีความวิตกกังวลทุกวัน (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 36% ของกลุ่ม OECD สำหรับทั้งสองกลุ่มวัย) ความเครียดทางใจที่ “ซ้ำเติม” เหล่านี้ ประกอบกับอัตราความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ปัญหาการติดสารเสพติด หรือแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย
แม้ว่าการสำรวจในลักษณะเดียวกับของ Gallup อาจจะยังมีไม่มากนักในไทย แต่งานวิจัยในบ้านเราก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงปัญหาความเหงาและสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นกัน ในปี พ.ศ. 2565 งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีของไทยกว่า 40% ที่ตอบแบบสำรวจ กำลังเผชิญกับความเหงาในระดับที่น่ากังวล โดยพบว่านักศึกษาชายมีอัตราความเหงาสูงกว่านักศึกษาหญิงเล็กน้อย (Mahidol University) ปัจจัยที่คาดว่าเกี่ยวข้องก็คือการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสังคมไทย ที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองใหญ่ การแข่งขันในตลาดแรงงานที่สูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมการเว้นระยะห่างทางสังคมจากช่วงโควิด-19 นอกจากนี้ การที่ระบบครอบครัวขยายซึ่งเคยเป็นตาข่ายรองรับทางสังคมเริ่มคลายตัวลง โดยเฉพาะในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและได้รับกำลังใจในชีวิตประจำวันลดน้อยลง
ความคาดหวังทางวัฒนธรรมก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในทั้งสองประเทศ สำหรับประเทศไทย ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” หรือการไม่อยากเป็นภาระให้ใคร หรือไม่อยากแสดงความต้องการของตัวเองออกมา อาจทำให้ชายหนุ่มไทยรู้สึกว่าการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกเหงาหรือมีปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องยากเป็นพิเศษ ขณะที่ในสหรัฐฯ ผู้ชายมักถูกสอนให้ต้องเข้มแข็ง ยืนหยัดด้วยตัวเอง และแสดงออกอย่างมั่นใจ ทำให้การยอมรับความเปราะบางของตัวเองเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในสังคมที่ยังให้คุณค่ากับ “ความทรหดอดทน” ในกลุ่มชายหนุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเห็นพ้องว่า การแยกตัวจากสังคมและความเหงาไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องเร่งแก้ไข นักจิตวิทยาคลินิกจาก Harvard Medical School ได้เขียนไว้ในบทความวิจารณ์ของวารสาร Lancet เมื่อปี พ.ศ. 2567 ว่า “ความเหงาเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวไม่ต่างจากการสูบบุหรี่หรือภาวะโรคอ้วน” ความเหงาเรื้อรังนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ภาวะสมองเสื่อม และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จนทำให้ผู้กำหนดนโยบายในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น ถึงขนาดต้องตั้งตำแหน่ง “รัฐมนตรีด้านความเหงา” ขึ้นมาเพื่อรับมือกับผลกระทบที่นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น (BBC)
วิกฤตความเหงาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสถิติตัวเลข แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนไปทำงานและเรียนจากบ้านหรือทางไกล การขยายตัวของโซเชียลมีเดียที่เน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ผ่านการปรุงแต่ง มากกว่าจะส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้การแต่งงานและการสร้างครอบครัวเป็นเรื่องยากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ผูกพันกับใคร รายงาน Ipsos Generations Report ปี พ.ศ. 2568 ตั้งข้อสังเกตว่า ชายกลุ่ม Gen Z ทั่วโลกมีแนวโน้มน้อยกว่าเพื่อนหญิงรุ่นเดียวกันที่จะบอกว่าพวกเขามี “เพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้” (Ipsos) และพวกเขายังแสดงความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ที่เคยเป็นที่พึ่งทางใจหรือสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในอดีต มากกว่าคนรุ่นอื่น
สำหรับคนไทย ประสบการณ์ของหนุ่มอเมริกันจึงเป็นบทเรียนสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว สถาบันการศึกษา สถานที่ทำงาน และผู้กำหนดนโยบาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหันมาดูแลสุขภาวะทางอารมณ์ของชายหนุ่มอย่างจริงจังและเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการในชุมชนที่ส่งเสริมการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนฝูง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ได้ระบายความรู้สึก หรือการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ เกี่ยวกับความเป็นชาย ล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยได้ การลงทุนเพื่อให้มีบริการด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับโลกออนไลน์ น่าจะเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขของชาติ รวมถึงครอบครัว ครูอาจารย์ และผู้นำทางศาสนา ก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง ให้ชายหนุ่มกล้าพูดคุยเรื่องความเหงาได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย
ประเพณีดั้งเดิมของไทย เช่น หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาเรื่องความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (ปฏิจจสมุปบาท) และหลักเมตตากรุณา ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความผูกพันในชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น “เราจำเป็นต้องฟื้นฟูน้ำใจแบบเพื่อนบ้าน การดูแลเอาใจใส่กันเหมือนวันวาน แม้จะอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ” ที่ปรึกษาด้านนโยบายท่านหนึ่ง จากกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อไม่นานมานี้ “ชีวิตเมืองสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันคือความท้าทายด้านการวางผังเมือง นโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม”
เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งสังคมอเมริกันและไทยต่างกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญ ข้อมูลทั้งจากต่างประเทศและในบ้านเราบ่งชี้ว่า หากไม่มีแนวทางใหม่ๆ เข้ามาจัดการ ปัญหาความเหงาในกลุ่มชายหนุ่มมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีก จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง มากกว่าจะเน้นการแข่งขันหรือเปรียบเทียบกัน ชายหนุ่มต้องการแบบอย่างที่ดีในการกล้าแสดงออกถึงความรู้สึกเปราะบาง และต้องการเครือข่ายเพื่อนที่คอยเป็นกำลังใจให้กัน ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ หากปล่อยปัญหานี้ไว้ ผลกระทบระยะยาวจะไม่จำกัดอยู่แค่สุขภาพของแต่ละคน แต่จะลุกลามไปถึงผลิตภาพของประเทศ ความสมานฉันท์ในสังคม หรือแม้กระทั่งความมั่นคงของชาติ
สำหรับครอบครัวและชุมชนชาวไทย โจทย์ที่ต้องรีบลงมือทำนั้นชัดเจน คือการหมั่นพูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของชายหนุ่มรอบตัวเรา ส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอกถึงความต้องการทางใจ รวมถึงผลักดันให้มีโครงการในที่ทำงานและสถานศึกษาเพื่อจัดการกับปัญหาความเหงาอย่างเป็นรูปธรรม หน่วยงานสาธารณสุขของไทยควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการสุขภาพจิตเยาวชน และสนับสนุนงานวิจัยเพื่อทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงกับบริบทของไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทเรียนจากวิกฤตความเหงาของชายหนุ่มอเมริกันจึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่สำคัญยิ่ง ซึ่งหากประเทศไทยเมินเฉย ก็อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงนี้ด้วยตัวเองในไม่ช้า
เอกสารอ้างอิง:
- Gallup World Poll: Younger Men in the U.S. Among the Loneliest in West
- UPI: U.S. young men feel lonelier than other age groups
- Fortune: Gen Z and millennial men in the U.S. are among the loneliest in the world
- Washington Post: Are young American men lonelier than women?
- Mahidol University research on Thai university students’ mental health
- Ipsos Generations Report 2025
- The Lancet: Loneliness and global mental health
- BBC: The world’s new ministers of loneliness