เดี๋ยวนี้สาวไทยไม่น้อยเลยที่เลือกจะ ‘บาย’ ประจำเดือนไปเป็นเดือนๆ หรือยาวเป็นปี ด้วยการใช้ยาคุมกำเนิดแบบต่อเนื่อง มีงานวิจัยใหม่ๆ แถมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ก็ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่าวิธีนี้ปลอดภัยและเวิร์คจริง สวนทางกับความเชื่อผิดๆ ที่แชร์กันว่อนในโซเชียลอย่าง TikTok และ Facebook แม้ข้อมูลมั่วๆ เรื่องยาคุมฮอร์โมนจะเกลื่อนเน็ต แต่ข้อสรุปจากวงการวิทย์นั้นเคลียร์ชัดว่า การใช้ยาคุมต่อเนื่องภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ได้อันตรายต่อสุขภาพระยะยาว และไม่ทำให้มีลูกยากด้วย
คนส่วนใหญ่ยังติดภาพจำกันมานานว่า “การมีเลือดออกทุกเดือน” คือสัญญาณบ่งบอกสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่ปกติ แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ อย่างที่บทความพิเศษล่าสุดของ CNN (cnn.com) เขาว่าไว้ ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาฉีด ยาฝัง หรือวงแหวนคุมกำเนิด สามารถใช้ได้ทั้งแบบเป็นรอบ (คือมีช่วงหยุดยาให้เลือดออกจากการขาดยา) หรือจะใช้แบบต่อเนื่องยาวๆ ไปเลยก็ได้ คือข้ามช่วง “ยาเม็ดแป้ง” ตามปกติไปเลย ทำให้ไม่ต้องมีประจำเดือนให้วุ่นวาย แนวทางนี้ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชและนักวิจัยคลินิกอาวุโสจาก FHI 360 ท่านหนึ่ง ซึ่งอธิบายว่า “เอาจริงๆ ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ข้อไหนเลยนะที่บอกว่าต้องมีประจำเดือนหรือเลือดออก ถ้าคุณใช้ยาคุมฮอร์โมนอยู่” ความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ ซึ่งคร่ำหวอดในวงการนี้มานานกว่า 25 ปี ยิ่งตอกย้ำความน่าเชื่อถือของข้อมูลเหล่านี้
หลักการทางวิทยาศาสตร์นั้นตรงไปตรงมา ถึงแม้คนจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆ ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อยับยั้งการตกไข่และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกข้นขึ้น ส่งผลให้อสุจิเดินทางเข้าไปในมดลูกได้ลำบาก ส่วนยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว เช่น ยาเม็ดบางชนิด ยาฝัง ยาฉีด และห่วงอนามัย จะใช้ฮอร์โมนแค่ตัวเดียวแต่ก็ให้ผลคุมกำเนิดคล้ายๆ กัน การใช้ยาอย่างต่อเนื่องจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางอยู่เสมอ และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ใช้จำนวนมากจะไม่มีเลือดออกเลย ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า ภาวะขาดประจำเดือน (amenorrhea) แม้ว่าบางคนอาจจะมีเลือดออกกะปริบกะปรอยหรือเลือดออกระหว่างรอบในช่วงแรกๆ แต่อาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับยาได้
สวนกระแสข่าวลือที่ยังแพร่หลายในโลกออนไลน์ การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนแบบต่อเนื่องนานๆ นั้น ไม่พบว่าส่งผลกระทบต่อการมีลูกในอนาคตแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชและนักวิจัยคลินิกอาวุโสจาก FHI 360 ท่านเดิม (ที่กล่าวถึงข้างต้น) ระบุว่า “โดยทั่วไปแล้ว ภาวะเจริญพันธุ์มักจะกลับมาเป็นปกติภายในหนึ่งหรือสองเดือน” หลังจากหยุดใช้ยา ยกเว้นยาฉีดคุมกำเนิดบางชนิด เช่น Depo Provera ที่ร่างกายอาจต้องการเวลานานกว่านั้นในการปรับตัว องค์กรการแพทย์ใหญ่ๆ รวมถึง องค์การอนามัยโลก (WHO) และ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) ต่างก็สนับสนุนมุมมองที่ว่า ไม่มีความจำเป็นด้านสุขภาพใดๆ ที่ผู้ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนจะต้องมีเลือดออกทุกเดือน
ในอดีต การที่ต้องเว้นช่วงหยุดยาในการใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อให้มีเลือดออกทุกเดือนนั้น เป็นผลมาจากความคาดหวังทางสังคมวัฒนธรรมพอๆ กับเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ตอนที่ยาเม็ดคุมกำเนิดออกสู่ตลาดครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 การออกแบบแผงยาให้มีตัวยาออกฤทธิ์ 21 วัน สลับกับยาหลอก 7 วัน ก็เพื่อเลียนแบบรอบเดือนตามธรรมชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อลดแรงต้านจากสังคมและศาสนาในยุคนั้น อีกอย่าง ในสมัยที่ยังไม่มีชุดตรวจครรภ์ใช้เองที่บ้าน การมีเลือดออกเป็นประจำยังช่วยให้ผู้หญิงและแพทย์มั่นใจได้ว่าไม่ได้กำลังตั้งท้อง
สำหรับคนไทยเรา เรื่องนี้ก็ถือว่าสำคัญไม่เบาเลยทีเดียว ผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขไทยเมื่อปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) พบว่า มากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้หญิงไทยในเมือง อายุระหว่าง 20-40 ปี ปัจจุบันใช้วิธีคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน โดยมีความต้องการตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและมีผลข้างเคียงน้อยเพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพฯ พบว่ามีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นที่มาขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับวิธีเลื่อนหรือกดการมีประจำเดือน ทั้งด้วยเหตุผลทางการแพทย์และไลฟ์สไตล์ แพทย์ผู้ให้ข้อมูลสำหรับรายงานชิ้นนี้ยืนยันว่า การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนแบบต่อเนื่องมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการปวดท้องเมนส์ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (ซึ่งเจอบ่อยในคนไทยที่เน้นกินอาหารจากพืชเป็นหลัก) สตรีที่มีความพิการ และกลุ่มชายข้ามเพศที่อยากหลีกเลี่ยงการมีประจำเดือน
ถ้ามองในมุมวัฒนธรรม เรื่องประจำเดือนในสังคมไทยมักถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือบางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยอยากพูดถึงกันเท่าไหร่ ขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสนับสนุนให้คุยเรื่องนี้กันอย่างเปิดอกมากขึ้น และมีสิทธิในการตัดสินใจเลือกเกี่ยวกับสุขภาพการเจริญพันธุ์ของตัวเอง การคุมกำเนิดแบบต่อเนื่องที่ช่วยลดหรือทำให้ไม่มีประจำเดือนเลยนั้น มอบความสะดวกสบายและการควบคุมที่มากขึ้น สิ่งนี้สามารถเสริมพลังให้ผู้หญิงไทยจัดสมดุลชีวิต ทั้งเรื่องงาน การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ หรือช่วงบวช ที่การมีประจำเดือนอาจสร้างความไม่สะดวกหรือเป็นอุปสรรคได้
แต่อย่างไรก็ตาม เหมือนกับการดูแลสุขภาพเรื่องอื่นๆ การใช้ยาคุมกำเนิดแบบต่อเนื่องอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน และจำเป็นต้องพิจารณาและปรับให้เข้ากับแต่ละคน โดยต้องปรึกษาหารือกับบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บางคนอาจจะโอเคกับการมีเลือดออกทุกเดือน ในขณะที่บางคนอาจเจอผลข้างเคียงที่ทำให้การใช้ยาแบบต่อเนื่องไม่ค่อยเวิร์ค ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชและนักวิจัยคลินิกอาวุโสจาก FHI 360 ท่านเดิมเน้นย้ำว่า “มันเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว และเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้รับบริการกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ” ท่านยังย้ำอีกว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้ท้อง ไม่ได้ให้นมลูก และไม่ได้ใช้ยาคุมฮอร์โมน แต่ยังไม่มีประจำเดือน ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุหรือภาวะผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่ เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นสาเหตุทางการแพทย์ของการไม่มีประจำเดือนที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิด
อนาคตของสิทธิในการตัดสินใจเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงในประเทศไทยนั้นดูสดใส เพราะเรามีการให้ความรู้ด้านสุขภาพที่มีคุณภาพและมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เก่งๆ กระจายอยู่ทั่วไป ทั้งในเมืองและในพื้นที่ชนบทหลายแห่ง ในขณะที่ความนิยมของการใช้ยาคุมกำเนิดแบบต่อเนื่องเพิ่มสูงขึ้นและมีงานวิจัยมายืนยันความปลอดภัยมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเราควรหันมาให้ความสำคัญกับการสู้กับข้อมูลผิดๆ การสนับสนุนให้สังคมเปิดใจคุยกันเรื่องนี้ และการทำให้คำแนะนำทางการแพทย์ที่ถูกต้องแม่นยำเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงอยากให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข สถาบันการศึกษา และองค์กรทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ร่วมกันลงทุนในโครงการที่ช่วยให้เยาวชนไทยมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและไว้ใจได้เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ และเสริมพลังให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกทางเลือกต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและมีข้อมูลครบถ้วน
คำแนะนำที่เอาไปใช้ได้จริงสำหรับผู้อ่านชาวไทยมีดังนี้:
- ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือคลินิกอนามัยการเจริญพันธุ์ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดใดๆ
- ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลทางการแพทย์จากโซเชียลมีเดีย และเช็กความถูกต้องเสมอ
- ร่วมกันสนับสนุนให้มีการให้ความรู้ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างทั่วถึงทั้งในโรงเรียนและในชุมชน
- ให้กำลังใจและสนับสนุนเพื่อนและคนในครอบครัวให้สามารถตัดสินใจเลือกทางเลือกของตัวเองได้อย่างมีข้อมูล โดยไม่ต้องกลัวอคติทางสังคมหรือความหวาดระแวง
สำหรับใครที่กำลังมองหาทางเลือกในการใช้ยาคุมกำเนิดแบบต่อเนื่อง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันให้ความมั่นใจได้ว่า นี่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ได้รับการยอมรับจากแพทย์ และมีประโยชน์ที่เป็นไปได้ทั้งในแง่ไลฟ์สไตล์ ความสะดวกสบาย และสุขภาพโดยรวม ในขณะที่สังคมไทยยังคงก้าวไปสู่ความทันสมัยและเปิดรับแนวทางใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล การส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างมีข้อมูลที่ถูกต้องและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน หรือมีพื้นฐานทางสังคมอย่างไร จะสามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากสิทธิในการเลือกวิธีการดูแลอนามัยการเจริญพันธุ์ของตนเอง
แหล่งข้อมูล: