เรื่องของสุขภาพอุ้งเชิงกราน ที่เคยถูกเมินทั้งในตำราแพทย์และความสนใจของคนทั่วไป กำลังกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำหลายท่านออกมาเรียกร้องให้ทบทวนความเข้าใจผิดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้กันใหม่
รายงานชิ้นหนึ่งจาก เดอะการ์เดียน เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2025 ได้เปิดเผยมุมมองล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าบทบาทสำคัญของอุ้งเชิงกรานต่อสุขภาพโดยรวมของเรานั้น มักจะถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ในกลุ่มผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์เอง เรื่องนี้ส่งผลให้คนนับล้าน รวมถึงคนไทยทุกเพศทุกวัย อาจยังไม่รู้วิธีป้องกันและดูแลตัวเองอย่างถูกจุด
สำหรับคนไทยไม่น้อย โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ความรู้เรื่องอุ้งเชิงกรานมักจะจำกัดอยู่แค่เรื่องการคลอดลูกหรือเมื่ออายุมากขึ้นเท่านั้น แต่รายงานชิ้นนี้ได้อธิบายผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านว่า อุ้งเชิงกรานคือกลุ่มกล้ามเนื้อซับซ้อนที่ทำหน้าที่เหมือน “เปลญวน” คอยพยุงลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก หรือต่อมลูกหมาก กล้ามเนื้อส่วนนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทรงตัว การควบคุมการขับถ่าย และสุขภาพทางเพศ นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านอุ้งเชิงกรานท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า กลุ่มกล้ามเนื้อนี้ช่วยประคองอวัยวะสำคัญและสนับสนุนการทำงานในชีวิตประจำวัน แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เคยได้รับการสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะและสุขภาพอุ้งเชิงกรานที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เผยว่าปัญหาอุ้งเชิงกรานนั้นพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคาดคิด และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชาย หรือแม้กระทั่งเด็ก ก็สามารถเจอปัญหาทั้งกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ อาการปวดอุ้งเชิงกราน และภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนได้ นักกายภาพบำบัดฯ ท่านเดิมย้ำว่า “ทุกคนมีอุ้งเชิงกราน” ขณะที่ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพอุ้งเชิงกรานสแตนฟอร์ดก็เสริมว่า การทำงานที่ผิดปกติของอุ้งเชิงกราน ตั้งแต่อาการปวดไปจนถึงการกลั้นไม่อยู่ สามารถบั่นทอนคุณภาพชีวิตของทุกเพศได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความเครียด บาดแผลทางใจ หรือวิถีชีวิต ล้วนส่งผลต่อสุขภาพอุ้งเชิงกรานได้ทั้งสิ้น เพราะการเกร็งหรือความตึงเครียดเรื้อรังสามารถรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณนี้ได้
บทความนี้ยังท้าทายความเชื่อที่ว่า ปัญหาอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นแค่ผลพวงจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือการคลอดลูก อาการอย่างปัสสาวะเล็ดนั้นพบได้บ่อยจริง โดยพบในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ถึง 50% และในกลุ่มผู้หญิงอายุเกิน 65 ปี มากถึงสามในสี่ส่วน แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่า อาการเหล่านี้แม้จะ “พบบ่อย แต่ไม่ใช่เรื่องปกติ” และไม่ควรถูกมองข้าม “ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาที่ได้ผลดีและยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเองได้” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะและผู้ช่วยศาสตราจารย์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยดุ๊กท่านหนึ่งเน้นย้ำ
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ แพทย์ด่านหน้ามักไม่ค่อยตรวจคัดกรองปัญหาอุ้งเชิงกราน นักกายภาพบำบัดฯ ท่านเดิมชี้ว่า “แพทย์ไม่ได้ตรวจคัดกรองผู้หญิงสำหรับปัญหาเหล่านี้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างในระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่มักจะดูแลแบบแยกส่วน เช่น สูตินรีแพทย์ดูแลมดลูก แพทย์ทางเดินอาหารดูแลลำไส้ และศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะดูแลกระเพาะปัสสาวะ วิธีการแบบนี้ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมักถูกมองข้ามไป ปัญหานี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพอุ้งเชิงกราน อย่างแพทย์นรีเวชทางเดินปัสสาวะ และอาจจะรอจนอาการหนักแล้วค่อยไปหาผู้เชี่ยวชาญ
ความเชื่อที่ยังฝังหัวกันทั้งในโลกตะวันตกและเอเชียก็คือ การออกกำลังกายแบบเคเกล (Kegel) หรือการขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานซ้ำๆ คือสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน แต่บทความนี้แย้งว่า สำหรับคนที่มีปัญหาอุ้งเชิงกรานจากกล้ามเนื้อที่ตึงหรือเกร็งเกินไป การทำเคเกลอาจยิ่งทำให้อาการแย่ลง นักกายภาพบำบัดฯ ท่านเดิมย้ำว่า สำหรับบางคน “การยืดเหยียดคล้ายโยคะ การฝึกหายใจ และการคลายกล้ามเนื้อทั้งภายนอกและภายใน” อาจจะตอบโจทย์มากกว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการก่อนจะเริ่มออกกำลังกายใดๆ เพราะปัญหาอุ้งเชิงกรานนั้นซับซ้อนและหลากหลาย
ความเข้าใจผิดข้อสุดท้ายคือ สุขภาพอุ้งเชิงกรานเป็นเรื่องสำคัญเฉพาะช่วงวัยสาวหรือหลังคลอดไม่นานเท่านั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยดุ๊กท่านเดิม อธิบายว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมาหาหมอด้วยอาการที่เพิ่งแสดงออก ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเกิดจากปัญหาที่สะสมมานานหลายปี หรือเป็นสิบๆ ปี หลังจากการบาดเจ็บครั้งแรกตอนคลอดลูก แต่ “ก็ยังไม่สายเกินไป” ที่จะทำให้อาการดีขึ้นได้ นักกายภาพบำบัดฯ ท่านเดิมก็เห็นด้วยว่า ผู้ป่วยไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีอาการมานานแค่ไหน ก็สามารถได้รับประโยชน์จากการบำบัดที่ตรงจุดและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
สำหรับสังคมไทย กระแสความตื่นตัวเรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกรานระลอกใหม่นี้ ถือว่ามาได้ถูกจังหวะอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ติดอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO) นั่นหมายความว่า ปัญหาอย่างการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และอาการปวดอุ้งเชิงกรานมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นมาก แต่งานวิจัยจากสถาบันการศึกษาในบ้านเรากลับพบอุปสรรคหลายด่าน (วารสารมหาวิทยาลัยมหิดล) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อจำกัดทางวัฒนธรรม ความอาย หรือการขาดข้อมูล ทำให้หลายคนไม่กล้าไปหาหมอเมื่อมีอาการ โดยเฉพาะผู้หญิงสูงวัยในต่างจังหวัด แถมประเทศไทยยังขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะในระบบสาธารณสุขอีกด้วย คลินิกฝากครรภ์ส่วนใหญ่ในประเทศก็มักจะให้คำแนะนำแค่เรื่องการฟื้นตัวหลังคลอด แต่ไม่ค่อยมีการตรวจคัดกรองปัญหาอุ้งเชิงกรานโดยตรง เว้นแต่ผู้ป่วยจะบอกเอง ซึ่งยิ่งทำให้ช่องว่างความรู้กว้างออกไปอีก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างแล้ว กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลชั้นนำอย่าง โรงพยาบาลศิริราช ได้ริเริ่มกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอุ้งเชิงกราน เช่น การจัดเวิร์กช็อปและการส่งต่อผู้ป่วยไปทำกายภาพบำบัด โดยกิจกรรมเหล่านี้มักเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหลังคลอดและการตรวจสุขภาพวัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรืออวัยวะหย่อน แพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การปรึกษาแพทย์ทางไกลเกี่ยวกับอาการปวดอุ้งเชิงกรานและปัญหาทางเดินปัสสาวะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่งช่วยลดความเขินอายสำหรับคนที่ไม่สะดวกใจจะไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง
ในระดับโลก งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เองก็ก้าวหน้าไปเร็วมากเช่นกัน บทความทบทวนวรรณกรรมชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน วารสารนรีเวชวิทยาทางเดินปัสสาวะนานาชาติ ยืนยันว่า “การดูแลแบบบูรณาการหลายสาขา” ที่มีทั้งนักกายภาพบำบัด นรีแพทย์ และนักจิตวิทยา เป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ และหมั่นสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ รวมถึงให้ระวังอาการอย่างเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดหลังไม่ทราบสาเหตุ และปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หรือออกกำลังกาย
แล้วคนไทยเราควรทำอย่างไร? อย่างแรกเลยคือ การให้ความรู้ในวงกว้างเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุข หรือคลินิกชุมชน ควรเริ่มหยิบยกเรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกรานมาพูดคุยกัน ทุกคนไม่ว่าเพศไหน ควรกล้าบอกหมอเมื่อมีอาการเกี่ยวกับอุ้งเชิงกราน และอย่ามองข้ามสัญญาณเตือนอย่างปัสสาวะเล็ดหรืออาการปวด โดยคิดไปเองว่าเป็น “เรื่องของอายุ” หรือ “เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต” นักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอุ้งเชิงกรานสามารถออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละคนได้ ไม่ใช่แค่พึ่งการทำเคเกลอย่างเดียว แหล่งข้อมูลออนไลน์และแพลตฟอร์มปรึกษาแพทย์ทางไกลก็เป็นช่องทางที่มีประโยชน์ในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพแบบส่วนตัว โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนบุคลากรทางการแพทย์เอง การนำการประเมินอุ้งเชิงกรานมาเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำวันก็เป็นเรื่องสำคัญ วิธีนี้จะช่วยให้คนอีกนับพันไม่ต้องทนทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นไปอีกหลายปี
ผลกระทบในวงกว้างนั้นชัดเจน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพอุ้งเชิงกราน และการลบล้างความเชื่อผิดๆ ที่ฝังรากลึก จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกเพศทุกวัยได้อย่างมหาศาล เรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือกัน ทั้งการให้ความรู้ด้านสุขศึกษา การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ และการจัดการกับข้อจำกัดทางวัฒนธรรม อย่างที่แพทย์ทั่วโลกย้ำอยู่เสมอว่า ไม่มีคำว่าเร็วไปหรือสายไปที่จะหันมาดูแลสุขภาพอุ้งเชิงกรานอย่างจริงจัง และประโยชน์ที่ได้นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวบุคคล แต่ยังส่งผลดีไปยังครอบครัวและชุมชนทั่วทั้งประเทศ
สำหรับสิ่งที่เราทำได้เพิ่มเติม ผู้อ่านอาจลองค้นหาข้อมูลจากศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน สอบถามเรื่องการประเมินอุ้งเชิงกรานเมื่อไปตรวจสุขภาพ และร่วมกันผลักดันให้เรื่องสุขภาพอุ้งเชิงกรานถูกบรรจุในนโยบายสาธารณสุขระดับชาติ การเปิดใจพูดคุยและรับฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ แทนที่จะเชื่อตามๆ กันมาแบบเดิมๆ จะช่วยให้คนไทยดูแลสุขภาพอุ้งเชิงกรานของตัวเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าได้