ประเด็นเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมากและการตรวจคัดกรองด้วยสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate-Specific Antigen หรือ PSA) กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังข่าวการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจเซฟ ไบเดน ได้จุดกระแสถกเถียงในวงกว้างทั้งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและผู้ป่วยทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย มะเร็งต่อมลูกหมากยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ชายชาวอเมริกัน และถือเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประชากรสูงวัยทั่วโลก งานวิจัยและคำแนะนำล่าสุดต่างชี้ว่าแนวทางการตรวจ PSA ในอนาคตนั้นมีความซับซ้อนและต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลอย่างมาก สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ชายไทยและบุคลากรทางการแพทย์ต้องร่วมกันพิจารณาข้อดีข้อเสียของการคัดกรองอย่างรอบคอบ โดยอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นปัจจุบันและบริบทของประเทศไทย

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ PSA ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กันมานานแต่ก็ยังมีข้อจำกัด การตรวจนี้จะวัดระดับโปรตีน PSA ที่สร้างจากเซลล์ในต่อมลูกหมาก แม้ระดับ PSA ที่สูงอาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง แต่บ่อยครั้งก็นำไปสู่ผลบวกลวง (false positives) หรือการตรวจพบมะเร็งที่เติบโตช้ามากจนไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ตลอดช่วงชีวิต ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ข้อมูลกับ NPR ว่า จากการชันสูตรศพพบว่ากว่าหนึ่งในสามของผู้ชายผิวขาวและครึ่งหนึ่งของผู้ชายผิวดำในวัย 70 ปีในสหรัฐฯ มีเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากโดยที่ไม่เคยรู้ตัว และมะเร็งนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขาเลย การวินิจฉัยเกินจำเป็น (overdiagnosis) ในลักษณะนี้ อาจนำไปสู่การรักษาเกินจำเป็น (overtreatment) ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และปัญหาการขับถ่าย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษามะเร็งที่อาจไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตเลย

สำหรับชายไทย ผลการวิจัยเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อจำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น อัตราการตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่จะได้รับการรักษาที่ไม่จำเป็นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังที่รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ตั้งข้อสังเกตว่า “การตรวจ PSA เพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัดมากในฐานะเครื่องมือคัดกรองมะเร็ง” ทว่าในปัจจุบัน ก็ยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากอื่นใดที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

คำแนะนำจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบันยังคงมีความเห็นต่างและปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ในปี 2012 คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อการบริการป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (USPSTF) เคยออกคำแนะนำไม่ให้ตรวจ PSA เป็นกิจวัตร ต่อมาในปี 2018 ได้ปรับปรุงคำแนะนำใหม่ โดยสนับสนุนให้ผู้ชายอายุ 55 ถึง 69 ปี พูดคุยกับแพทย์เพื่อตัดสินใจร่วมกันเกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง โดยพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงและความต้องการส่วนบุคคล สำหรับผู้ชายที่อายุเกิน 70 ปี คำแนะนำค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ควรตรวจคัดกรอง เนื่องจากโทษที่อาจได้รับมีมากกว่าประโยชน์ที่คาดหวัง (US Preventive Services Task Force) องค์กรทางการแพทย์อื่นๆ ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก รวมถึงหน่วยงานด้านสุขภาพในเอเชีย ต่างก็มีคำแนะนำที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งสร้างความสับสนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือคุณค่าของ “การตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย” ผู้เชี่ยวชาญต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพูดคุยอย่างละเอียดระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายในช่วงอายุ 55 ถึง 69 ปี แต่ในทางปฏิบัติ การพูดคุยในลักษณะนี้มักเป็นเรื่องท้าทาย แพทย์ในไทยก็ไม่ต่างจากแพทย์ในโลกตะวันตก ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนผู้ป่วยที่รอรับบริการ ทำให้การพูดคุยอย่างลงลึกในรายละเอียดเป็นไปได้ยาก ถึงกระนั้น การที่ผู้ชายแต่ละคนจะนำปัจจัยส่วนตัว ตั้งแต่ความสบายใจส่วนตัวไปจนถึงระดับการยอมรับความเสี่ยง และความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดผลลวง มาชั่งน้ำหนักพิจารณา ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญยังคงแตกเป็นสองทาง โดยเฉพาะเมื่อต้องตีความหลักฐานจากงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์จากสถาบันมะเร็งดานา-ฟาร์เบอร์ (Dana-Farber Cancer Institute) ชี้ว่า การทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ในอดีตที่ประเมินประโยชน์ของการตรวจ PSA ต่ำเกินไปนั้น มีจุดอ่อนด้านระเบียบวิธีวิจัย เนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่ในกลุ่มควบคุม (กลุ่มที่ไม่ได้คัดกรอง) กลับได้รับการตรวจ PSA อยู่บ้าง ทำให้ผลการวิจัยขาดความชัดเจน ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจึงหันมาสนับสนุนแนวทางที่ละเอียดอ่อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น การเพิ่มความถี่ในการคัดกรองสำหรับผู้ชายผิวดำหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งชนิดนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรครุนแรง (ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ เกี่ยวกับความเสี่ยงในชายเชื้อสายแอฟริกัน) และอาจรวมถึงการเริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นสำหรับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ทั้งในสหรัฐฯ และในเอเชีย

สำหรับผู้ชายที่ตัดสินใจตรวจ PSA และพบว่ามีค่าสูง ปัจจุบันเริ่มมีแนวทางที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นสำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไปที่ไม่ลุกลามร่างกายมากนัก นั่นคือ “การเฝ้าระวังเชิงรุก” (active surveillance) แทนที่จะรีบร้อนทำการตัดชิ้นเนื้อตรวจ (biopsy) หรือรักษาในทันทีซึ่งบ่อยครั้งอาจไม่จำเป็น งานวิจัยใหม่ๆ สนับสนุนให้ใช้การตรวจด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ (MRI) ก่อน เพื่อช่วยระบุและติดตามเฉพาะมะเร็งที่มีแนวโน้มจะลุกลามเป็นอันตราย ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาระบบทางเดินปัสสาวะจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่ทุกความผิดปกติที่ตรวจพบควรถูกตีตราว่าเป็น ‘มะเร็ง’ และสนับสนุนให้เปลี่ยนชื่อเรียกภาวะที่มีความเสี่ยงต่ำมาก (เช่น “กลุ่มเซลล์ผิดปกติของต่อมอะซินาร์” หรือ acinar neoplasm) เพื่อลดความเครียดของผู้ป่วย และส่งเสริมให้ใช้วิธีเฝ้าระวังอย่างรอบคอบแทนการรักษาเกินจำเป็น “ผู้ชายควรตรวจ PSA ในช่วงวัยกลางคนโดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากชนิดที่อาจลุกลาม” ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้กล่าว “หากตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นที่ไม่รุนแรง ไม่ว่าจะเรียกว่ามะเร็งหรือไม่ก็ตาม เราไม่ควรรักษา แต่ควรเฝ้าระวังด้วยการติดตามเชิงรุก”

แนวทางการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากแบบเป็นขั้นตอนและรอบคอบมากขึ้นนี้ ซึ่งเริ่มจากการตรวจเลือด PSA ตามด้วยการทำ MRI และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหากเหมาะสม กำลังได้รับการยอมรับในสถานพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมาตรฐานการดูแลในไทยในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางใจจาก ‘การเฝ้าระวังติดตามอาการ’ (watchful waiting) หรือ ‘การเฝ้าระวังเชิงรุก’ (active surveillance) นั้นมีอยู่จริง สำหรับผู้ชายจำนวนไม่น้อย การรับรู้ว่าตนเองมีเนื้องอก แม้จะเป็นชนิดที่ไม่ร้ายแรง ก็สามารถก่อให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมากได้ แพทย์รายงานว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถปรับตัวเข้ากับความไม่แน่นอนนี้ได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเข้าใจมากขึ้นว่ามะเร็งที่เติบโตช้ามักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วและมีการให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ชายมากขึ้น ข้อมูลจากงานวิจัยเหล่านี้จึงยิ่งทวีความสำคัญ แม้ว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมลูกหมากในไทยจะยังน้อยกว่าในชาติตะวันตก แต่แนวโน้มผู้ป่วยกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (สถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) และเมื่อความตระหนักรู้ในสังคมเพิ่มสูงขึ้น ชายไทยจำนวนมากขึ้นจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจว่าจะตรวจคัดกรองหรือไม่ และหากผลเป็นบวกจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีบริบททางวัฒนธรรมเฉพาะของไทยที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ธรรมชาติของคนไทยที่มักเคารพและเชื่อฟังแพทย์สูง ประกอบกับค่านิยมทางสังคมที่อาจไม่เปิดกว้างนักกับการพูดคุยเรื่องสุขภาพต่อมลูกหมากหรือระบบสืบพันธุ์อย่างเปิดเผย ทำให้ชายไทยจำนวนมากมักจะลังเลหรือชะลอการไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากความอับอายหรือกลัวการถูกตีตราจากสังคม ดังนั้น การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางการตัดสินใจร่วมกันและการเฝ้าระวังเชิงรุกได้จริง อาจต้องอาศัยโครงการให้ความรู้สุขภาพเชิงรุกที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการฝึกอบรมเพิ่มเติมสำหรับแพทย์ปฐมภูมิในด้านการให้คำปรึกษาและการสื่อสารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องใส่ใจประเด็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้วย เช่น เทคโนโลยี MRI ที่อาจยังมีจำกัดในพื้นที่ห่างไกล หรือการติดตามผลโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อการเฝ้าระวังเชิงรุกที่อาจไม่ครอบคลุม ความครอบคลุมของสิทธิการรักษาพยาบาลสำหรับการตรวจ PSA และการตรวจ MRI ที่ตามมาก็ยังมีความแตกต่างกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนำแนวทางที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์มาปรับใช้อย่างทั่วถึง

มองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศต่างคาดหวังว่าข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งรวมถึงงานวิจัยที่ครอบคลุมประชากรชาวเอเชียมากขึ้น จะนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ชัดเจนและละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น อีกไม่นาน ความก้าวหน้าด้านพันธุศาสตร์ (genomics) อาจเปิดทางสู่การคัดกรองที่แม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น โดยสามารถระบุผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดผ่านตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมหรือประวัติครอบครัว และช่วยให้ผู้ชายกลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ต้องเผชิญกับความวิตกกังวลและผลข้างเคียงจากกระบวนการตรวจรักษาที่ไม่จำเป็น

โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการตรวจ PSA ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวว่าจะตรวจดีหรือไม่ตรวจดี แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรึกษาหารือระหว่างชายไทยกับแพทย์ผู้ดูแล การคัดกรองสามารถช่วยตรวจพบมะเร็งชนิดที่อาจลุกลามได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และอาจช่วยชีวิตได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่การตัดชิ้นเนื้อ การรักษาที่ไม่จำเป็น และความวิตกกังวลได้เช่นกัน ดังนั้น ชายไทยจึงควรเปิดใจคุยกับแพทย์หรือผู้ให้บริการสุขภาพเกี่ยวกับความเสี่ยงส่วนบุคคลและประวัติครอบครัว พิจารณาทางเลือกใหม่ๆ เช่น การติดตามผลด้วย MRI และค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ณ เวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน นั่นคือการทำความเข้าใจทั้งประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเลือกหนทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของตนเอง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ท่านที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแนวปฏิบัติสากลล่าสุด (เช่น จาก USPSTF) ศึกษาแนวโน้มมะเร็งต่อมลูกหมากเฉพาะของประเทศไทย (สถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) และปรึกษาโรงพยาบาลในพื้นที่ของท่านเกี่ยวกับแนวทางการคัดกรองที่มีให้บริการ คนในครอบครัวก็ควรใส่ใจสัญญาณเตือนที่อาจบ่งชี้ว่าควรเข้ารับการตรวจแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะในผู้ชายอายุเกิน 55 ปี ผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกันหรือเอเชีย หรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้อย่างชัดเจน

หากท่านเป็นชายไทยวัย 55 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมีอาการน่ากังวลเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับการตรวจ PSA และพูดคุยไม่เพียงแค่เรื่องตัวการตรวจเท่านั้น แต่รวมถึงขั้นตอนต่อไปหากผล PSA ของท่านออกมาสูง ขอคำแนะนำและข้อมูลที่ทันสมัยครบถ้วน และพึงระลึกเสมอว่าการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือการตัดสินใจที่เกิดจากการมีส่วนร่วม โดยปรับให้เข้ากับค่านิยมส่วนบุคคลและเป้าหมายด้านสุขภาพของท่าน