นักจิตวิทยาแถวหน้าผู้คร่ำหวอดในวงการศึกษาเรื่องเด็กกับการใช้หน้าจอ ได้ออกมาเปิดใจถึงสิ่งที่เสียดายที่สุดในบทบาทพ่อแม่ นับเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับครอบครัวในยุคดิจิทัล การเปิดใจครั้งนี้จุดประเด็นถกเถียงในกลุ่มผู้ปกครองและนักการศึกษาทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญความกังวลที่ทวีความรุนแรงขึ้นเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตเยาวชน ภาวะเสพติดอุปกรณ์ดิจิทัล และวิถีวัยเด็กที่เปลี่ยนไป

นักจิตวิทยาผู้เป็นทั้งศาสตราจารย์และนักวิจัยชื่อดังด้านพัฒนาการเด็กและสื่อดิจิทัล เผยว่า แม้จะเชี่ยวชาญมาหลายปี สิ่งที่เสียใจที่สุดในฐานะพ่อแม่ คือการที่ไม่ได้กำหนดขอบเขตการใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียของลูกๆ ให้เข้มงวดกว่านี้ คำสารภาพนี้สะท้อนสถานการณ์ของหลายครอบครัวไทย ที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และความบันเทิง โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนออนไลน์ แล้วเหตุใดความเสียใจครั้งนี้จึงสำคัญยิ่งยวดในปัจจุบัน ทั้งในระดับโลกและสำหรับประเทศไทย?

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยทั้งในและต่างประเทศต่างออกมาเตือนว่า การที่หน้าจอเข้ามามีบทบาทในชีวิตเด็กมากขึ้น เชื่อมโยงกับอัตราความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น หนังสือเล่มล่าสุดของนักจิตวิทยาผู้นี้เรื่อง “The Anxious Generation: How the Great Rewiring of Childhood Is Causing an Epidemic of Mental Illness” (อาจแปลเป็นไทยว่า “คนรุ่นใหม่หัวใจป่วย: เมื่อการพลิกโฉมวัยเด็ก ก่อโรคระบาดทางใจ”) ชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟนและการลดลงของการเล่นแบบเดิมๆ ที่เด็กๆ ได้เล่นกันเองโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวัยเด็กไปโดยสิ้นเชิง และส่งผลลบต่อสุขภาพจิต ในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง รวมถึงที่งาน WSJ’s Future of Everything Festival นักจิตวิทยาผู้นี้ได้เสนอให้โรงเรียนแบนสมาร์ทโฟน และสนับสนุนให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นพื้นฐานที่มีฟังก์ชันจำกัด (Wikipedia)

ข้อเท็จจริงสำคัญนั้นชัดเจน จากงานวิจัยหลายชิ้นที่สรุปไว้ในงานเขียนของนักจิตวิทยาผู้นี้ อัตราความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่สมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลาย อุปกรณ์เหล่านี้มักทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องเล่นเกมพกพา เครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคม และศูนย์กลางปฏิสัมพันธ์ออนไลน์ ทำให้แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในไทย งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลและหน่วยงานสุขภาพหลายแห่งชี้แนวโน้มคล้ายกัน โดยนักเรียนประถมและมัธยมรายงานว่าใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้น มีปัญหาการนอนหลับ สมาธิในห้องเรียนลดลง และพบการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างน่าห่วง (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านย้ำว่า แม้หน้าจอจะมีประโยชน์มหาศาลทั้งด้านการเรียนรู้และการสื่อสาร แต่การขาดการกำกับดูแลทั้งที่บ้านและโรงเรียนทำให้เด็กเสี่ยงต่อการใช้งานมากเกินไป นักจิตวิทยาคนเดิมเตือนว่า “เราโทษเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ แต่มันอยู่ที่ว่าเราปล่อยให้มันเข้ามามีอิทธิพลเหนือชีวิตลูกหลานเราอย่างไรต่างหาก” นักจิตวิทยาผู้นี้ยอมรับว่าในอดีตค่อนข้างผ่อนปรน เพราะอยากให้ลูกมีอิสระเหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน แต่ท้ายที่สุด นั่นอาจเป็นการทำลายโอกาสของพวกเขาในการเล่นอย่างมีสมาธิ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และสร้างมิตรภาพที่ลึกซึ้ง

เจ้าหน้าที่อาวุโสท่านหนึ่งจากกระทรวงศึกษาธิการของไทย กล่าวถึงทิศทางนโยบายว่า “โรงเรียนในไทยกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างข้อดีข้อเสียของเทคโนโลยี เราพบว่ามีการใช้อุปกรณ์เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มาพร้อมกับการส่งเสริมความรู้เท่าทันดิจิทัลหรือการศึกษาด้านสุขภาวะเสมอไป ดังนั้น การที่ผู้ปกครองและโรงเรียนจะร่วมมือกันกำหนดแนวทางที่ชัดเจนจึงสำคัญอย่างยิ่ง” ขณะเดียวกัน นักจิตวิทยาเด็กอีกหลายท่านจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อสังเกตว่า “การที่ปัญหาสุขภาพจิตและการพึ่งพาดิจิทัลในกลุ่มเยาวชนไทยเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ต้องได้รับการพิจารณาและจัดการในฐานะปัญหาสาธารณสุขสำคัญอันดับแรก” ซึ่งสอดรับกับผลการศึกษาของนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าว

แล้วทำไมเรื่องนี้จึงเกี่ยวโยงกับสังคมไทยเป็นพิเศษ? ในอดีต วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับการเล่นนอกบ้าน ความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างสมาชิกต่างวัยในครอบครัว และการเข้าสังคมแบบเจอหน้าค่าตากันในชุมชน แต่เมื่อครอบครัวจำนวนมากย้ายเข้าเมือง โอกาสที่เด็กจะได้เล่นอย่างอิสระและสร้างสรรค์ก็ลดลง และมักถูกแทนที่ด้วยการใช้เวลาหน้าจอในบ้าน เสน่ห์ของสมาร์ทโฟนในไทยนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ ด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุม อุปกรณ์ราคาไม่แพง และความนิยมอย่างสูงของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบนมือถือ เช่น LINE และ TikTok ดังที่ที่ปรึกษาด้านนโยบายท่านหนึ่งจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) อธิบายว่า “วัยรุ่นไทยเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้กว่า 90% หากไม่มีมาตรการใดๆ มาแทรกแซง ผลกระทบระยะยาวอาจรุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าที่พบในชาติตะวันตก”

เมื่อมองไปข้างหน้า จะเห็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเพิ่มขึ้น โรงเรียนรัฐบางแห่งในกรุงเทพฯ เริ่มกำหนดให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นพื้นฐาน (ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน) ขณะอยู่ในโรงเรียน และมีโครงการนำร่องรณรงค์เสริมสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลทั่วประเทศ ในระดับชุมชน วัดและศูนย์เยาวชนท้องถิ่นต่างๆ หันมาฟื้นฟูกิจกรรมค่ายธรรมชาติ การละเล่นพื้นบ้าน และกิจกรรมส่งเสริมสติ เพื่อเป็นทางเลือกแข่งกับความบันเทิงจากหน้าจอ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองยังคงเป็นด่านสำคัญที่สุด คำแนะนำหลักของนักจิตวิทยาผู้นี้ ซึ่งกลั่นจากประสบการณ์ส่วนตัว คือ จงกำหนดขอบเขตการใช้เทคโนโลยีที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ อย่ารอจนผลเสียปรากฏชัด ผู้เชี่ยวชาญแนะขั้นตอนที่ครอบครัวไทยนำไปปฏิบัติได้ ดังนี้: กำหนดช่วงเวลาปลอดอุปกรณ์ในบ้าน สนับสนุนให้เด็กเล่นกลางแจ้งและทำกิจกรรมที่ได้ลงมือทำจริง และผู้ใหญ่เองก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม ส่วนโรงเรียนก็สามารถจัดบทเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลที่เน้นสุขภาวะ และออกแบบตารางเรียนให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและกิจกรรมกีฬาควบคู่กับการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี

แม้ความรู้สึกเสียใจของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอาจไม่ได้ช่วยให้ใครรู้สึกดีขึ้นมากนัก แต่มันก็มอบมุมมองที่หาได้ยากเกี่ยวกับความท้าทายที่ผู้ปกครองทุกคนต้องเผชิญในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงเร็ว สำหรับพ่อแม่และครูไทย บทเรียนที่ได้นั้นชัดเจน คือ จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุกในวงกว้างระดับชุมชน เพื่อปกป้องคนรุ่นต่อไปจากภัยเงียบของการใช้หน้าจอโดยขาดการควบคุม

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: