วันแรกที่เดินทางไปเรียนที่พิษณุโลก ฉันลงรถโดยสารที่สถานีซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่า “ขนส่งเก่า” แล้วต่อรถเมล์บ้านเราไปยังมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ถนนสนามบิน สถานที่เรียนระดับปริญญาตรีของฉัน ตัวอาคารเรียนและบริเวณมหาวิทยาลัยแม้จะไม่ได้กว้างใหญ่กว่ารั้วโรงเรียนมัธยมที่เคยอยู่มากนัก แต่ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ไม่น้อย เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ต้องออกจากบ้านที่เคยอาศัยมาตลอด เมืองนี้มีรถไฟโดยสารแล่นผ่าน ขณะที่บ้านฉันไม่มี ถึงอย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ เคยแวะมาพิษณุโลกและได้เห็นรถไฟของจริงมาแล้วบ้าง จะได้ไม่ถูกหาว่าเชยเกินเหตุ แค่เชยธรรมดา (ฮา)
ในสมัยนั้น จากพรานกระต่ายจะเดินทางไปพิษณุโลก ต้องนั่งรถบัสไปลงที่สุโขทัยก่อน แล้วจึงต่อรถบัสสายสีฟ้าอีกทอดหนึ่งไปพิษณุโลก เพราะยังไม่มีรถโดยสารสายตรงจากกำแพงเพชรไปพิษณุโลก ต่อมาไม่นานจึงเริ่มมีรถสายตรงซึ่งผ่านลานกระบือให้บริการ เส้นทางช่วงแรกยังไม่ลาดยางตลอดสาย ฝุ่นจากถนนลูกรังที่ยังรอการปรับปรุงฟุ้งเข้าในรถจนแทบหายใจไม่ออก
นิสิตใหม่ส่วนใหญ่จะพักที่หอใน แยกเป็นหอหญิงหลายหลัง กับหอชายเพียงหลังเดียว เป็นอาคารสามชั้นตั้งอยู่ห่างจากตึกเรียนพอสมควร ต้องเดินผ่านโภชนาคารและสนามเทนนิสทุกวัน นั่นจึงกลายเป็นเส้นทางประจำในช่วงแรกของชีวิตมหาวิทยาลัย
นิสิตหอพักจะรับประทานอาหารร่วมกันที่โภชนาคาร มหาวิทยาลัยจัดคนงานมาหุงหาอาหารครบสามมื้อ ทุกครั้งที่มาทานอาหารจะต้องแต่งกายเรียบร้อย โดยเฉพาะรองเท้ารัดส้นที่กลายเป็นเครื่องแบบจำเป็น ยามออกนอกหอพัก ใครแอบฝ่าฝืนบ้างก็คงไม่แปลก เพราะตอนเรียนมัธยมก็ไม่ได้เนี้ยบขนาดนั้น (ฮา)
เข้าเรียนใหม่ ๆ รุ่นพี่ดูแลดีมากจนอดเกรงใจไม่ได้ โดยเฉพาะพี่ ๆ ที่อยู่หอเดียวกัน มีอยู่วันหนึ่งต้องไปร่วมกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัย ต้องแต่งชุดนิสิตเต็มยศ กางเกงเทา เสื้อเชิ้ตแขนยาวขาว ผูกไทด์สีเทาพร้อมตรากราฟของมหาวิทยาลัย ฉันผูกไทด์ไม่เป็น รุ่นพี่ที่หอจึงเข้ามาช่วย ทั้งที่บางคนก็ยังผูกไม่คล่องนัก แต่เขาก็พยายามเต็มที่ ขณะยืนให้พี่ชายคนหนึ่งช่วยผูกไทด์ให้ในห้องหอพัก ยามเช้าวันนั้น ตรงหน้าเรา แววตาของพี่เปี่ยมด้วยน้ำใจอย่างบอกไม่ถูก.. ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า น้ำตาเริ่มซึมออกมาเมื่อใด

ไม่นานหลังเปิดเทอม มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมรับน้อง หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์คือ “ลอดซุ้ม” ของรุ่นพี่แต่ละคณะ ที่ตั้งเรียงรายล้อมสนามฟุตบอลหน้าตึกธุรการ ช่วงเช้ามืดวันนั้น รุ่นพี่พานิสิตใหม่ทั้งหมดไปไหว้พระพุทธชินราช ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในโลก เมื่อไปถึงวัด ขณะยืนเข้าแถวหน้าวิหาร ฉันมองเห็นองค์พระสีทองเหลืองอร่ามภายในไกล ๆ แต่ความรู้สึกกลับชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อ “ปีติปลาบปลื้มมาก งามสมคำร่ำลือจริง ๆ”
ช่วงเวลานั้น พิษณุโลกยังมีศูนย์กลางการค้าอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟ ร้านรองเท้า เสื้อผ้า ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์รวมตัวกันอยู่แถวนั้น ไม่ไกลกันมี “ตลาดเจริญผล” ใกล้หอนาฬิกา เปิดกลางคืน ขายอาหารหลากหลาย ผัดไทย ราดหน้า ไอศกรีม คือของเด่นประจำตลาด หากพูดในภาษาปัจจุบัน ก็คงเรียกว่าเป็น “street food” ชั้นดีของเมืองพิษณุโลก นิสิตนิยมปั่นจักรยานออกไปหาอาหารกินยามค่ำคืนที่นั่น กับหน้าสถานีรถไฟเป็นหลัก ระยะทางไม่ไกลนัก แต่ก็พอได้เหงื่อ (ฮา)
การเดินทางออกจากบ้านครั้งแรกนี้ ทำให้ฉันได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้เรียนรู้ชีวิตนอกกรอบความคุ้นเคย จากกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงปรับตัว ต่อมาจึงเริ่มมีกิจกรรมอื่นเข้ามาให้เรียนรู้ บางเรื่องเลือนหายตามกาลเวลา แต่บางเรื่องยังแจ่มชัด มิรู้ลืม..
ย้อนไปยังวันแรกที่เดินทางมาเรียน ฉันลงรถโดยสารที่ “ขนส่งเก่า” พร้อมเสื้อผ้าข้าวของพะรุงพะรัง และแบกความกังวลไว้เต็มอก เพราะยังไม่มีที่พักในมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนคนอื่น โชคดีที่รุ่นพี่ซึ่งเป็นทั้งพี่จังหวัดและพี่คณะ จากโรงเรียนเก่า ชวนไปพักที่บ้านของพี่ชั่วคราว และในเย็นวันนั้นเอง เมื่อบรรยากาศใหม่ สถานที่ใหม่ เวลาเข้าสู่พลบค่ำ ความรู้สึกเหงาและว่างเปล่าทยอยเข้ามาโดยไม่รู้ตัว.. ฉันคิดถึงบ้านขึ้นมาอย่างจับใจ จนรุ่งเช้าต้องรีบตื่นขึ้น เพื่อนั่งรถกลับบ้าน!