มะเร็งต่อมลูกหมากกลับมาเป็นที่จับตามองทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากมีข่าวว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งทำให้มะเร็งชนิดนี้ ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดในหมู่สุภาพบุรุษทั่วโลก กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง แม้ว่าพาดหัวข่าวมักจะโหมกระหน่ำเรื่องมาตรการป้องกันใหม่ ๆ หรือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเล็กน้อยที่ดูเหมือนจะได้ผลดี แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญชั้นนำได้ออกมาชี้แจงว่า ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่ทำให้คุณผู้ชายทั้งหลายต้องเผชิญกับโรคร้ายนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของแต่ละคน นั่นก็คือ อายุ เชื้อชาติ และประวัติคนในครอบครัว มุมมองที่อ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยล่าสุดนี้นับเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้ชายชาวไทย ในขณะที่สถานการณ์ในบ้านเราเองก็มีอัตราผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าจับตา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเร่งหากลยุทธ์การคัดกรองและมาตรการด้านสาธารณสุขที่เฉียบคมยิ่งขึ้น

เป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้วที่มะเร็งต่อมลูกหมากค่อย ๆ ทวีความสำคัญจนกลายเป็นหนึ่งในภาระด้านโรคมะเร็งอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย จากข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (International Agency for Research on Cancer) อุบัติการณ์รายปีในประเทศไทยอยู่ที่ 7.6 ราย ต่อประชากรชาย 100,000 คน ในปี พ.ศ. 2565 (เอกสารข้อมูลประเทศไทย GCO) ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่าในแถบทวีปยุโรปหรืออเมริกาเหนืออย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีแนวโน้มค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นทุกปี เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์และอายุขัยเฉลี่ยของประชากรดีขึ้น แพทย์ในประเทศไทยจึงสามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ในระยะเริ่มแรกมากขึ้น และมีการคาดการณ์ในระดับประเทศว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี พ.ศ. 2583 (ScienceDirect, 2025)

แต่มะเร็งต่อมลูกหมากก็ไม่ใช่ว่าจะเหมือนกันทุกประเภท หรืออันตรายเท่ากันทุกกรณี ดร. เฮย์ลีย์ ลักซ์ตัน หัวหน้าฝ่ายผลกระทบงานวิจัยและการมีส่วนร่วมของ Prostate Cancer UK ให้ทัศนะว่า “โดยพื้นฐานแล้ว มะเร็งต่อมลูกหมากมีสองแบบ คือพวก ‘แมวเชื่อง’ (pussycats) ที่เติบโตช้ามากจนไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต กับพวก ‘เสือร้าย’ (tigers) ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดลุกลามที่ต้องรีบรักษาอย่างเร่งด่วน” อันที่จริงแล้ว ผลการศึกษาจากการชันสูตรศพชี้ว่า ชายสูงวัยเกิน 90 ปี มากกว่าครึ่งหนึ่งมีเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยแสดงอาการหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาเลย (Science Focus, 2025) ดร. โคดี วอทลิง นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Cancer Institute) กล่าวเสริมในทำนองเดียวกันว่า “ผู้ชายส่วนใหญ่ท้ายที่สุดแล้วก็จะมีเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เซลล์มะเร็งนั้นจะมีความสำคัญในทางคลินิกหรือไม่ คือจะก่อให้เกิดอาการหรือแพร่กระจายหรือเปล่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย”

ฉันทามติจากแวดวงวิทยาศาสตร์ชี้ชัดไปที่ปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการที่ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อันนำไปสู่การป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น เชื้อชาติ (โดยเฉพาะคนผิวสี) และประวัติการป่วยด้วยโรคนี้ของคนในครอบครัว อายุที่มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยหลังอายุ 70 ปี การมีญาติสนิทในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการวินิจฉัยก่อนอายุ 60 ปี จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะถ้ามีการกลายพันธุ์ของยีน เช่น BRCA2 ร่วมด้วย (Wikipedia) ขณะที่ผู้ชายผิวสีมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากสูงกว่าผู้ชายผิวขาวถึงสองเท่า แต่สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลัง ซึ่งอาจโยงใยกับปัจจัยทางพันธุกรรมนั้น ยังคงไม่เป็นที่กระจ่างชัด สำหรับข้อมูลในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่พบความแตกต่างที่เด่นชัดในเรื่องเชื้อชาติเช่นนี้ แต่การศึกษาในบริบทของไทยเองก็ยังมีค่อนข้างจำกัด

บทบาทของวิถีชีวิตต่อความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น ยังเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนเท่าที่หลายคนคิด ดร. วอทลิง ซึ่งเคยทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ณ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า “มีงานวิจัยมากมายที่พยายามจะชี้ชัดว่ามีปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่ปรับเปลี่ยนได้เพื่อลดโอกาสการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีงานวิจัยใดที่แสดงหลักฐานที่หนักแน่นพอจะฟันธงได้” มีข้อสังเกตบางประการที่บ่งชี้ว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณมาก โดยเฉพาะนมวัว อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะระดับของสารกระตุ้นการเจริญเติบโตที่เรียกว่า IGF-1 (Insulin-like growth factor 1) ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าผลกระทบดังกล่าวนั้นน้อยมาก และหลักฐานก็ยังคง ‘คลุมเครือ’ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่เข้มข้นและน่าเชื่อถือกว่านี้ ก่อนจะสามารถให้คำแนะนำด้านโภชนาการที่ชัดเจนได้ (Science Focus, 2025)

บางที ปัจจัยด้านวิถีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่มีหลักฐานสนับสนุนอยู่บ้างก็คือเรื่องน้ำหนักตัว ภาวะน้ำหนักเกินอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดที่ “รุนแรงหรืออาจถึงแก่ชีวิตได้” ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงแยกแยะได้ยากระหว่างผลกระทบทางชีวภาพจากโรคอ้วน กับความเป็นไปได้ที่ผู้ชายน้ำหนักเกินเกณฑ์มักจะได้รับการคัดกรองโรคช้ากว่าคนอื่น ทำให้เมื่อตรวจพบก็มักจะอยู่ในระยะที่โรคลุกลามไปมากแล้ว ทั้ง ดร. ลักซ์ตัน และ ดร. วอทลิง แนะนำว่า แม้การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะไม่สามารถขจัดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากให้หมดไปได้ แต่วินัยเหล่านี้ก็ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยลดความรุนแรงของโรคหากเกิดขึ้น และยังช่วยในการรับมือกับโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้อีกด้วย

การคัดกรองและตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังคงเป็นกลยุทธ์เดียวที่ได้ผลจริงในการลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก ข่าวสารในช่วงหลังในภูมิภาคได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยมีบทความแสดงความคิดเห็นในประเทศไทยชี้ว่า กรณีของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น กรณีของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชายตัดสินใจเข้ารับการคัดกรองซึ่งอาจช่วยชีวิตพวกเขาได้ (Bangkok Post, 2025) สำหรับในประเทศไทย มีงานวิจัยที่ชี้ว่าอัตราการเข้ารับการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากที่เพิ่มสูงขึ้นมีส่วนช่วยให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ลดลงแล้วเช่นกัน (medRxiv, 2024)

คำแนะนำที่ชายไทยสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงนั้นชัดเจน หากคุณเป็นผู้ชายอายุมากกว่า 50 ปี หรืออายุมากกว่า 45 ปีและมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับระดับความเสี่ยงของตนเอง และพูดคุยถึงทางเลือกในการคัดกรองโรค เช่น การตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก หรือการตรวจด้วยเครื่องสแกน MRI แบบเฉพาะจุดหากมีให้บริการ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ “คุณสามารถใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นทางออนไลน์จากเว็บไซต์ขององค์กรที่น่าเชื่อถือได้ แต่หลังจากนั้นควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวคุณโดยเฉพาะ” นี่คือคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะชั้นนำท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพมหานคร

แวดวงการแพทย์ในประเทศไทยเองก็กำลังก้าวทันความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากเช่นกัน การเริ่มนำวิธีการรักษาใหม่ ๆ มาใช้สำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามชนิดที่ดื้อต่อการรักษาด้วยการลดฮอร์โมนเพศชาย (castration-resistant prostate cancer) ได้ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นดีขึ้น และยังถือเป็นแสงแห่งความหวังสำหรับผู้ป่วยชาวไทยเมื่อยาเหล่านี้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในประเทศ (PubMed, 2025) นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่กำลังดำเนินการอยู่ในประเทศไทยเพื่อปรับแนวทางการรักษาสมดุลระหว่างการเฝ้าระวังเชิงรุก (active surveillance) ซึ่งเป็นการติดตามอาการของเนื้องอกชนิด “แมวเชื่อง” ที่เติบโตช้า แทนที่จะทำการรักษาเต็มรูปแบบในทันที กับการตัดสินใจให้การรักษา เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาที่ไม่จำเป็น

ในมุมมองทางวัฒนธรรม การพูดคุยเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมากในสังคมไทยที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เรื่องที่เปิดเผยนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทัศนคติเชิงลบที่เกี่ยวกับสุขภาพทางระบบสืบพันธุ์ของผู้ชาย แต่เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การทลายกำแพงอุปสรรคเหล่านี้จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนด้านสาธารณสุข ด้วยการน้อมนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาในเรื่องความตระหนักรู้ในตนเองและการเกื้อกูลกันในชุมชนมาปรับใช้ ผู้ชายไทยกำลังได้รับการส่งเสริมให้กล้าเปิดใจพูดคุยกับทั้งคนในครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับอาการของโรค ปัจจัยเสี่ยง และการเข้ารับการคัดกรอง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวิธีการเชิงรุกที่เน้นการสร้างบทสนทนา และเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในโครงการรณรงค์เรื่องมะเร็งอื่น ๆ ในประเทศไทย

เมื่อมองไปข้างหน้า ภาระจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ไม่เพียงแต่ต้องการการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องการการสื่อสารด้านสาธารณสุขที่เฉียบคมยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และแก้ไขความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคนี้ แม้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจะไม่สามารถ “กำจัด” ความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากให้หมดไปได้ แต่การส่งเสริมสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง ควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยให้ตรวจพบมะเร็งชนิด “เสือร้าย” ที่อันตรายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนที่โรคจะลุกลาม ในขณะเดียวกัน การให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมและการประเมินประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวก็น่าจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการคัดแยกกลุ่มผู้มีความเสี่ยง เมื่อการศึกษาด้านพันธุกรรมศาสตร์ในระดับประเทศมีความก้าวหน้ามากขึ้น

สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรตระหนักและนำไปปฏิบัติได้จริงมีสองประการด้วยกัน: ประการแรก คือทำความเข้าใจว่า แม้จะมีข่าวสารมากมายที่อาจสร้างความสับสน แต่ความเสี่ยงส่วนใหญ่ของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมาจากปัจจัยเรื่องอายุ ประวัติคนในครอบครัว และในระดับหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนนักคือเรื่องเชื้อชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องอาหารการกินหรือการออกกำลังกายเท่านั้น และประการที่สอง คือการทำให้การเข้ารับการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง การส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก และการให้ความสำคัญกับข้อมูลอ้างอิงตามหลักฐานที่เป็นจริงมากกว่าการตื่นตระหนกตามกระแส จะช่วยให้สังคมไทยมั่นใจได้ว่า สุภาพบุรุษจำนวนมากขึ้นจะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีได้ ไม่ว่ากระแสข่าวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

แหล่งข้อมูล: