คนจำนวนไม่น้อย พอพูดถึง “โรคย้ำคิดย้ำทำ” (Obsessive-Compulsive Disorder หรือ OCD) ก็มักจะนึกถึงภาพคนล้างมือไม่หยุด เช็กประตูที่ล็อกแล้วซ้ำไปซ้ำมา หรือต้องจัดข้าวของให้เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แต่ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญกำลังชี้ให้เห็นถึงอาการอีกด้านที่หลายคนคาดไม่ถึง ซึ่งไม่ใช่แค่คนทั่วไปที่มองข้าม แม้แต่ผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้ด้วยตัวเองก็อาจไม่รู้ตัว เมื่อความเข้าใจเรื่องโรค OCD มีมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจึงอยากให้สังคมปรับเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ เพื่อเปิดทางไปสู่การวินิจฉัยที่แม่นยำและความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนไทย ที่รูปแบบอาการอาจแตกต่างออกไปตามบริบททางวัฒนธรรม (NYT)

หลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพของโรค OCD ที่สื่อต่างๆ นำเสนอมักจะวนเวียนอยู่กับพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดเจน อย่างพิธีกรรมเกี่ยวกับความสะอาดหรือความเป็นระเบียบ แต่รายงานล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งอาจารย์แพทย์ด้านจิตเวชจากสถาบันชั้นนำในสหรัฐอเมริกาและไทย กลับพบว่าโรค OCD แสดงอาการได้หลากหลายมิติ และบางครั้งก็เป็นอาการที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ผู้ป่วยอาจต้องทนทุกข์กับความคิดวนเวียนไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการทำร้ายคนที่รัก ความคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ของตัวเอง ความกลัวอย่างสุดขีดว่าจะทำอะไรผิดพลาด หรือความกังวลเกี่ยวกับเรื่องต้องห้ามสารพัดที่ผุดขึ้นมาในหัว ผู้เชี่ยวชาญด้านโรค OCD จากสถาบันการแพทย์สแตนฟอร์ด (Dr. Carolyn Rodriguez) ท่านหนึ่งเล่าว่า หลายคนรู้สึกเหมือนต้องเก็บงำความทุกข์นี้ไว้กับตัว เพราะกลัวว่าความคิดย้ำคิดของตนจะเผย “ด้านมืด” ที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง ทั้งที่จริงแล้ว ความคิดเหล่านี้คืออาการสุดคลาสสิกของโรคที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด

ข้อมูลจากมูลนิธิโรคย้ำคิดย้ำทำนานาชาติ (International OCD Foundation) และงานทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการล่าสุดชี้ว่า รูปแบบอาการย่อยๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จัก เช่น “OCD ในความสัมพันธ์” “OCD เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ” หรือ “OCD จากการปนเปื้อนทางอารมณ์” ไม่ได้จัดเป็นการวินิจฉัยแยกต่างหาก แต่เป็นเพียงการแสดงออกที่แตกต่างกันของโรคทางจิตเวชพื้นฐานตัวเดียวกันนั่นเอง ชุมชนออนไลน์และเวชปฏิบัติทางคลินิกได้ทำให้เกิดชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการสำหรับอาการเหล่านี้ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้และเข้าใจประสบการณ์ของตนเองได้ว่าสิ่งที่เผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญจากสแตนฟอร์ดท่านเดิมอธิบายว่า “การมีชื่อเรียกให้อาการต่างๆ ของโรค OCD อาจช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง” ท่านยังย้ำด้วยว่า “การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาที่ตรงจุดสำหรับแต่ละคนได้ ไม่อย่างนั้น คนที่มีอาการอาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังป่วยอยู่”

นิยามมาตรฐานทางการแพทย์ระบุว่า โรค OCD คือรูปแบบของความคิดย้ำคิด (obsessions) และพฤติกรรมย้ำทำ (compulsions) ที่ผุดขึ้นมารบกวนจิตใจ ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างเห็นได้ชัด และกินเวลาไปกับอาการเหล่านี้อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง (Wikipedia) “ความคิดย้ำคิด” คือความคิด ภาพ หรือความอยากที่ไม่ต้องการซึ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ความรังเกียจ หรือความไม่สบายใจ ส่วน “พฤติกรรมย้ำทำ” คือการกระทำซ้ำๆ ทั้งทางกายหรือทางใจ เพื่อลดความทุกข์ทรมานนั้น พฤติกรรมย้ำทำเหล่านี้อาจสังเกตเห็นได้ง่าย (เช่น การล้าง การตรวจเช็ก การนับ) หรืออาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในใจทั้งหมด (เช่น การสวดมนต์ การปลอบใจตัวเอง หรือการคิดทบทวนบทสนทนาซ้ำไปซ้ำมา) ในบริบทไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งตั้งข้อสังเกตว่า อาการบางอย่าง เช่น การขอความมั่นใจซ้ำๆ การทำพิธีกรรมเพื่อ “เสริมดวง” หรือความหวาดระแวงที่ครอบงำจิตใจ อาจเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับความเชื่อทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคม (Nation Thailand)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เนื้อหาของความคิดย้ำคิดและพฤติกรรมย้ำทำสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้ในผู้ป่วยคนเดียวกัน และหลายคนก็ประสบกับอาการหลายรูปแบบพร้อมกัน ในกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย ความกังวลเรื่องการปนเปื้อนเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย แต่ก็มีรายงานกรณีของการสะสมสิ่งของมากเกินไป ความกลัวว่าจะก่อให้เกิดอันตราย หรือการยึดติดกับ “ลางร้าย” ส่วนตัวด้วยเช่นกัน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นของไทยท่านหนึ่งอธิบายว่า อาการที่พบบ่อยในเด็กอาจรวมถึงการทำความสะอาดซ้ำๆ เพื่อหนีจากเชื้อโรคในจินตนาการ ความกังวลไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับความเป็นระเบียบหรือของนำโชค หรือการปฏิเสธอาหารเพราะกลัวว่า “ไม่สะอาด” สิ่งสำคัญที่ทำให้โรค OCD แตกต่างจากนิสัยแปลกๆ ทั่วไปคือ ระดับที่ความคิดและการกระทำเหล่านั้นเข้ามาสูบเวลาชีวิต สร้างความทุกข์ทรมาน หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

มีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกมีผู้ใหญ่ราวร้อยละ 2.3 ที่เคยเผชิญกับโรค OCD ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย (NIMH) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการสำรวจในกลุ่มนิสิตแพทย์ของไทยชี้ว่า ความชุกของอาการย้ำคิดย้ำทำอาจสูงกว่านั้นในบางกลุ่มประชากร งานวิจัยภาคตัดขวางเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ศึกษาในกลุ่มนิสิตคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครกว่า 690 คน พบว่าร้อยละ 26.7 มีอาการย้ำคิดย้ำทำในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตชั้นปีที่ 2 (วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย/มหาวิทยาลัยมหิดล) ความคิดย้ำคิดที่พบบ่อยที่สุดคือความกลัวว่าจะทำของมีค่าหาย (ร้อยละ 75) ส่วนพฤติกรรมย้ำทำที่พบบ่อยที่สุดคือการขอความมั่นใจซ้ำๆ (ร้อยละ 61)

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวของไทยนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอาการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับปัญหาด้านการเรียน สังคม และสุขภาพจิต รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความขัดแย้งกับคนรอบข้าง ผู้ที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำในระดับสูงมีแนวโน้มที่จะรายงานปัญหาเรื่องเพื่อน ความเครียดจากการเรียน และความทุกข์ทางใจมากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่พบในงานวิจัยระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำเตือนว่า โรค OCD เป็นมากกว่าแค่ “นิสัยแปลกๆ” หรือ “ความเจ้าระเบียบเกินเหตุ” คนเอเชียจำนวนมาก รวมถึงคนไทย อาจมองข้ามหรือพยายามปกปิดอาการ โดยคิดว่าเป็นผลจากความเข้มงวดของครอบครัว ความเชื่อเรื่องโชคลาง หรือเป็นแค่ความวิตกกังวลธรรมดาๆ (Nation Thailand) แต่เมื่อความคิดที่ผุดขึ้นมารบกวนและการกระทำซ้ำๆ เริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหนัก หรือมาพร้อมกับความรู้สึกละอาย สับสน หรือโดดเดี่ยว การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

สาเหตุของโรค OCD นั้นซับซ้อน เกี่ยวข้องทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หากพ่อแม่เป็นโรค OCD ลูกก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด การเลี้ยงดูที่เข้มงวดเรื่องความสะอาดหรือศีลธรรม หรือแม้แต่การติดเชื้อในสมองบางชนิด ก็สามารถกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้ แบบจำลองทางชีววิทยาระบบประสาทชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสมองส่วนต่างๆ เช่น คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้าเบ้าตา (orbitofrontal cortex) และอะมิกดาลา (amygdala) ขณะที่งานวิจัยล่าสุดได้เริ่มติดตามตัวบ่งชี้ทางชีวภาพและรูปแบบการทำงานของระบบประสาท ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางการรักษาใหม่ๆ ในอนาคต (โรงพยาบาลเด็กเท็กซัส)

แนวทางการรักษาในปัจจุบันมักเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้ยา โดยเฉพาะกลุ่มยาต้านเศร้า SSRIs (selective serotonin reuptake inhibitors) ในขนาดที่สูงกว่าการรักษาโรคซึมเศร้า กับการบำบัดเฉพาะทางที่เรียกว่าการเผชิญหน้าและป้องกันการตอบสนอง (Exposure and Response Prevention หรือ ERP) การบำบัดแบบ ERP คือการค่อยๆ ให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับความคิดหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นความทุกข์ใจภายใต้การดูแลของนักบำบัด พร้อมทั้งฝึกฝืนความอยากที่จะทำพฤติกรรมย้ำทำ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ในไทยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับแนวทางการช่วยเหลือให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยให้ครอบครัวและแม้กระทั่งชุมชนโรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในกรณีของผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น เมื่อการรักษาแบบมาตรฐานไม่ได้ผล ผู้เชี่ยวชาญเริ่มหันไปใช้วิธีการใหม่ๆ มากขึ้น เช่น การกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation) และการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซ้ำๆ (repetitive transcranial magnetic stimulation) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจในกรณีที่ดื้อต่อการรักษา (PubMed)

ความเข้าใจผิดในสังคมยังคงเป็นกำแพงสำคัญ การนำคำว่า “OCD” มาใช้เล่นๆ แบบผิดๆ ว่าหมายถึงคนเนี้ยบ เป๊ะเว่อร์ ทำให้ความทุกข์ทรมานที่แท้จริงของผู้ป่วยจำนวนมากถูกมองข้าม และอาจทำให้คนไทยไม่กล้าขอความช่วยเหลือหรือไม่ทันสังเกตเห็นอาการในคนที่รัก ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่นของไทยท่านหนึ่งอธิบายว่า “ถ้าการทำอะไรซ้ำๆ มันกินเวลาเป็นชั่วโมงๆ หรือหลายวัน นั่นแหละถึงจะเรียกว่า OCD เพราะมันจะทำให้คุณใช้ชีวิตปกติไม่ได้… ในเด็ก ก็มีกรณีของ OCD ที่เกิดจากความวิตกกังวลเช่นกัน” ความแตกต่างนี้สำคัญมาก: ในขณะที่การเช็กประตูที่ล็อกแล้วซ้ำสองครั้งหรือการกังวลเรื่องสอบเป็นเรื่องปกติ แต่การที่ชีวิตต้องสะดุดจนเดินหน้าต่อไม่ได้ นั่นคือสัญญาณว่าจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ

ในมิติทางวัฒนธรรม ค่านิยมเรื่องการรักษาหน้าตาและความปรองดองในสังคมไทย อาจยิ่งเพิ่มตราบาป ทำให้ครอบครัวลังเลที่จะพูดคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิต ในบางครัวเรือน พฤติกรรมย้ำทำที่มากเกินไปอาจถูกมองกลืนไปกับการปฏิบัติธรรมหรือการทำบุญ ทำให้การวินิจฉัยเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้แก่สาธารณชนที่เพิ่มมากขึ้น การเข้าถึงทรัพยากรด้านสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และการเปิดใจคุยกันมากขึ้น คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเหล่านี้

เมื่อมองไปข้างหน้า หน่วยงานด้านสุขภาพจิตคาดว่าความตระหนักรู้ในเรื่องนี้จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากคนไทยหันมาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ พื้นที่พูดคุยในโลกโซเชียล และโครงการรณรงค์ด้านสุขภาพระดับประเทศกันมากขึ้น งานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่จะค้นพบรูปแบบและปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ ของโรค OCD โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิถีชีวิตยุคดิจิทัล แรงกดดันทางสังคม และความคาดหวังต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป สำหรับประเทศไทย การลงทุนอย่างต่อเนื่องในการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ การลดตราบาปด้านสุขภาพจิต และการขยายการคัดกรองสุขภาพจิตในโรงเรียนจะยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งสำคัญและเป็นประโยชน์ที่สุดคือการใส่ใจมองให้ลึกลงไป ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่มองเห็นภายนอก แต่รวมถึงความคิดและพฤติกรรมซ่อนเร้นที่สร้างความเจ็บปวดซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรค OCD หากคุณ ลูกของคุณ หรือคนที่คุณห่วงใยกำลังเผชิญกับความกังวลย้ำคิดหรือพฤติกรรมซ้ำๆ ที่กระทบต่อการใช้ชีวิต ควรขอคำปรึกษาเพื่อรับการประเมินที่คลินิกสุขภาพจิต การลดตราบาปเกี่ยวกับอาการเหล่านี้และการพูดคุยอย่างเปิดเผย ทั้งที่บ้าน ในโรงเรียน และกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเข้าถึงความช่วยเหลือและการบรรเทาอาการได้

อ้างอิง: