งานวิจัยชิ้นใหม่ทางจิตวิทยาเพิ่งค้นพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างนิสัยหลงตัวเอง (narcissism) กับการติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งจุดประเด็นความกังวลถึงผลกระทบจากลักษณะนิสัยต่อพฤติกรรมการใช้โลกออนไลน์ ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว การศึกษาล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่ไม่เพียงแต่กับผู้ใช้ทั่วโลก แต่ยังรวมถึงสังคมไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตสูงเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน

ผลการวิจัยนี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมคนบางกลุ่มถึงมีแนวโน้มที่จะใช้โซเชียลมีเดียจนกลายเป็นปัญหาได้ง่ายกว่า ผลชี้ว่าผู้ที่มีนิสัยหลงตัวเองอย่างชัดเจน มีแนวโน้มทางสถิติที่จะอ่อนไหวต่อการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram และ TikTok มากกว่าคนทั่วไป งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ และสรุปเนื้อหาโดย PsyPost นับเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมที่ว่าโซเชียลมีเดียเป็นได้ทั้งพื้นที่แสดงตัวตนและแหล่งแสวงหาการยอมรับไม่รู้จบ

งานวิจัยนี้ยิ่งมีความน่าสนใจเมื่อมองในบริบทของประเทศไทย จากผลสำรวจของ DataReportal ปี 2024 ชี้ว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละกว่า 9 ชั่วโมง วัฒนธรรมดิจิทัลที่เข้มข้นในไทยบวกกับการใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook ที่มีผู้ใช้ชาวไทยกว่า 48 ล้านคนอย่างกว้างขวาง ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเสี่ยงที่งานวิจัยนี้ค้นพบ ความนิยมของโซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชนได้จุดประเด็นให้สังคมไทยหันมาสนใจเรื่องสุขภาพจิต การบูลลี่ออนไลน์ และปัญหาตัวตนในโลกจริงกับโลกเสมือนที่เริ่มจะแยกกันไม่ออก

ผลวิจัยสำคัญเผยว่า คนที่มีลักษณะหลงตัวเองแบบคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ (grandiose narcissism) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความรู้สึกว่าตนเองสำคัญเหนือใครและต้องการการชื่นชมอย่างมาก มีแนวโน้มที่จะใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป คนกลุ่มนี้มักจะแสวงหาความสนใจ การยอมรับ และการเห็นคุณค่าผ่านโพสต์และการมีปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งสร้างวงจรที่เสริมแรงตัวเอง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่หวัง อาจเกิดอาการ “ลงแดง” คล้ายกับการเสพติดเชิงพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ความวิตกกังวลและความหงุดหงิด (ดูเพิ่มเติมที่: APA Dictionary of Psychology)

จากการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอธิบายว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นเหมือนพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แสดงตัวตนได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งอาจดึงดูดผู้ที่มีนิสัยหลงตัวเองเป็นพิเศษ อาจารย์ด้านจิตวิทยาพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “การออกแบบของโซเชียลมีเดีย ที่มีทั้งยอดไลก์ คอมเมนต์ และผู้ติดตามนั้น เป็นการให้รางวัลแก่พฤติกรรมหลงตัวเอง ทำให้คนที่มีลักษณะเหล่านี้ควบคุมการใช้งานได้ยากขึ้น สิ่งนี้สามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งสุขภาพจิตส่วนบุคคลและพลวัตทางสังคมในวงกว้าง”

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในระดับนานาชาติ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนผลการค้นพบว่าผู้ที่มีลักษณะหลงตัวเองมักจะใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่า โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Personality and Individual Differences ยืนยันว่าผู้ใช้ที่มีลักษณะหลงตัวเองจะโพสต์เซลฟี่ อัปเดตสถานะ และเนื้อหาที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อดึงดูดการตอบรับเชิงบวก (Elsevier) ในบริบทของไทย พฤติกรรมเหล่านี้มักผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมออนไลน์ในท้องถิ่น ที่ซึ่งการรักษา “หน้าตา” หรือชื่อเสียงทางสังคมเป็นสิ่งที่ฝังรากลึก การไขว่คว้าการยอมรับผ่านโลกดิจิทัลยังสอดรับกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยเรื่องการรักษา “หน้าตา” และการสร้าง “บารมี” หรือการได้รับการยอมรับในสังคม ซึ่งอาจยิ่งทำให้วงจรที่งานวิจัยกล่าวถึงทวีความรุนแรงขึ้น

เมื่อมองไปในอนาคต นักจิตวิทยาในไทยเตือนว่า การเสพติดโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้รับการควบคุม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อาจทำให้ปัญหาต่างๆ เช่น ความเหงา ความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกาย และการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นในทางที่ไม่สร้างสรรค์ รุนแรงขึ้น ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการริเริ่มโครงการส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต ที่จัดการกับความซับซ้อนของการเสพติดออนไลน์ซึ่งเป็นมากกว่าแค่เรื่องระยะเวลาการใช้งานหน้าจอ ตามที่ผู้ให้คำปรึกษาจากศูนย์สุขภาพจิต สังกัดโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกล่าวว่า “การตระหนักว่าลักษณะบุคลิกภาพใดบ้างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติด ช่วยให้เราสามารถสร้างมาตรการป้องกันแก้ไขและโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนที่ดีขึ้น ซึ่งปรับให้เข้ากับประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานชาวไทย”

สำหรับผู้ที่มองหาแนวทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยทบทวนแรงจูงใจของตนเองในการใช้โซเชียลมีเดีย จำกัดเวลาการใช้งานรายวันผ่านการตั้งค่าอุปกรณ์ และสร้างเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตจริง ครอบครัวและสถาบันการศึกษาควรส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อและความภาคภูมิใจในตนเองให้แก่เยาวชน ช่วยให้พวกเขาสามารถแยกแยะระหว่างความผูกพันที่แท้จริงกับการแสวงหาการยอมรับแบบผิวเผิน องค์กรชุมชนก็สามารถมีบทบาทในการสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงทางจิตใจที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานออนไลน์มากเกินไป เพื่อให้วัฒนธรรมดิจิทัลของไทยยังคงมีชีวิตชีวาโดยไม่กระทบต่อสุขภาวะทางใจ

เพื่อสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและส่งเสริมการวิจัยเพิ่มเติม จึงมีการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยและผู้กำหนดนโยบายของไทยศึกษาถึงรูปแบบการใช้งานโซเชียลมีเดียในระดับท้องถิ่น สำรวจปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพล และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในภูมิภาคในการสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและข้อควรระวังที่มาพร้อมกับยุคดิจิทัล