ในยุคสมัยที่ความสำเร็จและผลงานกลายเป็นมาตรวัดคุณค่า มุมมองใหม่ทางจิตวิทยาได้เผยให้เห็น ‘ภัยเงียบ’ ที่กำลังคุกคามกลุ่มคนเก่งและผู้มีผลงานโดดเด่น นั่นก็คือ ‘ภาวะหมดไฟ’ (burnout) บทความล่าสุดจากนักจิตวิทยา ซึ่งเผยแพร่ในนิตยสาร Forbes เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ได้ชี้ชัดถึง 3 สัญญาณเตือนสำคัญ ที่บ่งบอกว่าเมื่อใดความทะเยอทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อความเป็นเลิศ อาจแปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนตัวเอง นับเป็นข้อคิดเตือนใจสำคัญสำหรับทั้งคนทำงาน นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนครอบครัวในสังคมไทย ที่การแข่งขันนับวันยิ่งทวีความรุนแรง (Forbes)

บทความชิ้นนี้ได้อธิบายถึงวงจรที่หลายคนอาจคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือหลังจากทุ่มเททำงานหรือเรียนอย่างสุดกำลัง มักตามมาด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย แรงจูงใจที่ดิ่งลง และเกิดวิกฤตศรัทธาในตนเอง เมื่อการไล่ล่าความสำเร็จเริ่มบดบังสุขภาวะที่ดีของชีวิต ท่ามกลางแรงกดดันในที่ทำงาน ห้องเรียน หรือแม้แต่ในบ้าน ที่ผลักดันให้ต้องไปให้ถึงมาตรฐานที่สูงขึ้นไม่สิ้นสุด งานวิจัยชิ้นนี้จึงสะท้อนภาพสังคมไทยได้อย่างชัดเจนว่า ความสำเร็จด้านการศึกษาและการงานมักถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดคุณค่าของบุคคล

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นคือ กลุ่มคนที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศมักผูกโยงคุณค่าในตัวเองเข้ากับความสำเร็จที่จับต้องได้ หลายคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัยว่าคุณค่าของตนขึ้นอยู่กับผลงานและการเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเป็นทัศนคติที่ถูกหล่อหลอมและตอกย้ำจากทั้งครอบครัว ระบบการศึกษา และวัฒนธรรมกระแสนิยม งานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2562 ที่บทความนี้นำมาอ้างอิงและตีพิมพ์ในวารสาร Human Relations ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ทำให้สิ่งยึดเหนี่ยวตัวตนแบบเดิมๆ เช่น บทบาทในครอบครัวหรือชุมชน เสื่อมพลังลง ส่งผลให้ความสำเร็จในอาชีพการงานเข้ามาแทนที่ช่องว่างดังกล่าว สำหรับสังคมไทย สิ่งนี้สะท้อนผ่านค่านิยมการส่งลูกเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนอย่างเข้มข้น การทุ่มเทสุดตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย และวัฒนธรรมการให้รางวัลเมื่อนักเรียนหรือพนักงานสร้างผลงานได้ตามเป้า (แหล่งข้อมูล: Forbes)

นักจิตวิทยาชี้ว่า สัญญาณแรกของภาวะหมดไฟ คือการที่ความสำเร็จและผลงานกลายเป็นศูนย์กลางของตัวตน คนทำงานหรือนักเรียนนักศึกษาอาจเริ่มให้นิยามตัวเองผ่านตำแหน่งงานหรือผลการเรียนเป็นสำคัญ เมื่อทำอะไรพลาดเป้าไปจากความสมบูรณ์แบบที่ตั้งไว้ แม้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็อาจถูกตีความว่าเป็นความบกพร่องร้ายแรงของตนเอง แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงความผิดพลาดครั้งหนึ่ง สิ่งนี้นำไปสู่ความรู้สึกละอายใจและบั่นทอนคุณค่าในตัวเอง แม้กรอบความคิดเช่นนี้อาจนำไปสู่ความสำเร็จที่น่าพอใจในช่วงแรก แต่ก็เป็นการปูทางไปสู่วิกฤตการเห็นคุณค่าในตนเองในระยะยาว เมื่อการยอมรับจากภายนอกลดน้อยลง หรือเมื่อเป้าหมายชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ประเด็นสำคัญประการที่สองที่บทความนี้เน้นย้ำคือ ภาวะหมดไฟเรื้อรังมักถูกเข้าใจผิด ทั้งจากตัวผู้ประสบปัญหาเองและคนรอบข้าง ว่าเป็นความเกียจคร้านหรือความล้มเหลวส่วนตัว อาการที่พบได้บ่อย เช่น ความเหนื่อยล้าสะสม การขาดแรงจูงใจ และความรู้สึกเย็นชาทางอารมณ์ มักถูกซ้ำเติมด้วยความรู้สึกผิดและการโทษตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมที่การยอมรับความเหนื่อยล้าหรือปัญหาทางสุขภาพจิตยังคงเป็นเรื่องที่สังคมไม่เปิดรับ งานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2563 ในวารสาร Qualitative Health Research ซึ่งบทความนี้อ้างถึง ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่กำลังฟื้นตัวจากภาวะหมดไฟว่าให้ “ปรับจูนพฤติกรรมและความคุ้นชินของร่างกายใหม่” กระบวนการนี้รวมถึงการเรียนรู้ที่จะกลับมาดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ และพยายามฝืนความรู้สึกที่ผลักดันให้ต้องตอบรับงานหรือความรับผิดชอบใหม่ๆ อยู่เสมอ

เมืองใหญ่ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบในประเทศไทย อย่างเช่นกรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกของ “วัฒนธรรมบ้างาน” (hustle culture) ที่เชิดชูการทำงานหนักอย่างไม่หยุดหย่อนว่าเป็นคุณธรรม และมองว่าการพักผ่อนคือความอ่อนแอ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กลุ่มคนที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศมักละเลยความต้องการพักผ่อนของตนเอง โดยยอมแลกการอดหลับอดนอนและความเครียดสะสมกับความสำเร็จที่คาดหวัง แรงกดดันที่ต้องก้าวให้ทันคนอื่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยและนักเรียนมัธยมปลายด้วย บุคลากรทางการศึกษาและคณาจารย์จากสถาบันชั้นนำหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ สังเกตเห็นว่านักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับภาวะวิตกกังวลและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น หลายคนบอกว่ารู้สึกว่าตนเองยังดีไม่พอ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องก็ตาม

นักจิตวิทยาชี้ว่า สัญญาณที่สาม คือการใช้การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเป็นเกราะกำบังเพื่อรับมือกับปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกลับส่งผลเสียมากกว่าผลดี ในช่วงแรก กลุ่มคนที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศอาจโหมทำงานอย่างหนัก หรือจัดตารางชีวิตให้ยุ่งเหยิงเข้าไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ความไม่มั่นใจในตัวเอง หรือความรู้สึกสูญเสียการควบคุมในมิติอื่นๆ ของชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป การทำงานหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็ไม่สามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหรือเติมเต็มได้อีกต่อไป ปล่อยให้บุคคลนั้นจมอยู่กับความรู้สึกเฉยชา ว่างเปล่า และค่อยๆ แปลกแยกจากกลุ่มเพื่อนที่เคยชื่นชมในความทุ่มเทของพวกเขา

ความรู้สึกไม่ผูกพันกับสิ่งรอบข้างนี้ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “ภาวะเหนื่อยหน่ายจากความสำเร็จ” (success fatigue) ยิ่งปรากฏชัดเจนในบริบทสังคมไทย การให้ความสำคัญกับความสำเร็จด้านการศึกษาและอาชีพการงานเป็นส่วนหนึ่งของหน้าตาทางสังคมในไทย อย่างไรก็ดี สิ่งนี้อาจทำให้ผู้ที่ถูกมองว่า “ประสบความสำเร็จ” รู้สึกลำบากใจที่จะขอความช่วยเหลือหรือยอมรับว่าตนเองกำลังเผชิญปัญหา ส่งผลให้หลายคนต้องเก็บงำความทุกข์ไว้เพียงลำพัง และรู้สึกโดดเดี่ยวภายใต้ความคาดหวังว่าพวกเขาต้องเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งพาได้เสมอ เครือข่ายสนับสนุน เช่น ครอบครัวคนใกล้ชิด ครูบาอาจารย์ และผู้นำชุมชน จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แต่ละคนตระหนักถึงเส้นแบ่งระหว่างความทะเยอทะยานที่ดีต่อสุขภาพกับภาวะหมดไฟที่บั่นทอนชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลในรายงานนี้เน้นย้ำว่าความพอเหมาะพอดี การดูแลตนเอง และการเปิดใจพูดคุยกันเป็นหัวใจสำคัญ นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “เราพบผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากกำลังเผชิญกับอาการคลาสสิกของภาวะหมดไฟ เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย หรือแม้กระทั่งมีอาการตื่นตระหนก (panic attacks) บทบาทของเราคือช่วยให้พวกเขากลับมาค้นพบคุณค่าในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว และย้ำเตือนว่าการพักผ่อนไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและจำเป็นอย่างยิ่ง” นักจิตวิทยาคลินิกท่านเดิมยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีประการหนึ่ง คือคนรุ่นใหม่ในไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มเปิดใจพูดคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตและกล้าขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแคมเปญรณรงค์ในสื่อสังคมออนไลน์และโครงการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

บุคลากรในแวดวงการศึกษาก็แสดงความคิดเห็นสอดคล้องกัน โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีความพยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูปในโรงเรียนไทย เพื่อให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจของนักเรียนควบคู่ไปกับความเป็นเลิศทางวิชาการ ตัวอย่างเช่น การนำการฝึกสติมาปรับใช้ การจัดบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาวะ และการส่งเสริมให้นักเรียนตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง หลายโรงเรียนได้เริ่มนำร่องนโยบาย “ลดความเครียด” เช่น การจัดตารางสอบที่ยืดหยุ่นขึ้น การลดปริมาณการบ้าน และการจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อผ่อนคลาย เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของนักเรียน (ข่าวการศึกษาจาก Bangkok Post)

อย่างไรก็ดี ความท้าทายเชิงวัฒนธรรมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ สำหรับคนรุ่นก่อนที่เติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและตลาดงานมีการแข่งขันสูงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังคงยึดมั่นในความเชื่อที่ว่าการอุทิศตนอย่างหนักคือหนทางสู่ความสำเร็จ ผู้ปกครองและนายจ้างอาจส่งเสริมบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดันโดยไม่รู้ตัว ด้วยความเข้าใจว่าความเป็นเลิศหมายถึงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดเวลา ช่องว่างระหว่างวัยนี้อาจยิ่งขยายความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาวะหมดไฟ ทั้งในเรื่องสาเหตุของปัญหา ตลอดจนแนวทางการป้องกันและแก้ไขที่เหมาะสม

ในอดีต หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาของไทยเคยเป็นดั่งเครื่องถ่วงดุลต่อแรงกดดันจากความคาดหวังในความสำเร็จ แนวคิดเรื่อง “สันติสุข” หรือความสงบภายในใจ ควบคู่ไปกับการให้คุณค่ากับ “ความพอเพียง” ดังที่ปรากฏในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ล้วนย้ำเตือนให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของความสมดุล ความพอประมาณ และการอยู่ร่วมกันในชุมชน หลักการอันเป็นสากลและอยู่เหนือกาลเวลาเหล่านี้ สามารถเป็นเข็มทิศนำทางในการรับมือกับปัญหาภาวะหมดไฟในยุคปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้คนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตในสังคมเมือง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหลัก วิถีชีวิตที่รีบเร่งอาจทำให้การยึดมั่นในคุณค่าดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทายยิ่งขึ้น

เมื่อมองไปยังอนาคต นักวิจัยและบุคลากรด้านสาธารณสุขของไทยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการศึกษาวิจัยระดับชาติเกี่ยวกับความชุกของภาวะหมดไฟและการยึดติดกับความเป็นเลิศเกินพอดี ไม่เพียงแต่ในบริบทของที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในระบบการศึกษาและองค์กรชุมชนด้วย งานวิจัยในระดับนานาชาติหลายชิ้นชี้ว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมเชิดชูผลงานมักเผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน รายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี พ.ศ. 2565 ได้เน้นย้ำว่าความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรม ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง และในกรณีที่รุนแรง อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ (ภาวะหมดไฟ WHO)

เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับทั้งตัวบุคคล ครอบครัว สถานศึกษา และนายจ้าง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ การส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดอกเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต การตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผล การฝึกฝนความเมตตาต่อตนเอง และการสร้างกิจวัตรประจำวันที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกัน เช่น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการดูแลความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้นายจ้างพิจารณาเสนอทางเลือกการทำงานที่ยืดหยุ่น ตระหนักถึงพิษภัยของการทำงานล่วงเวลาที่มากเกินควร และจัดให้มีโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือพนักงาน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังทุ่มเทสุดตัว ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเรียน อาชีพการงาน หรือธุรกิจส่วนตัว มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าความสำเร็จที่แท้จริงนั้นไม่อาจยั่งยืนได้หากปราศจากความสมดุล นักจิตวิทยาผู้ให้สัมภาษณ์กับ Forbes สรุปทิ้งท้ายว่า “การประสบความสำเร็จในระดับที่พอดีไม่ใช่เรื่องผิด การใช้ชีวิตอย่างสมดุลไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่คือความเข้มแข็งที่แท้จริง สุขภาวะที่ดีของคุณต่างหากคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเสมอ”

ในวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ที่โซเชียลมีเดียมักนำเสนอและยกย่องความสำเร็จอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่เรื่องราวแจ้งเกิดของผู้ประกอบการหน้าใหม่ ไปจนถึงนักเรียนที่ทำคะแนนสอบได้อย่างยอดเยี่ยมครั้งแล้วครั้งเล่า ข้อคิดเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนสติที่สำคัญและมาได้ถูกที่ถูกเวลา ว่าการผ่อนจังหวะชีวิตลงบ้างไม่ใช่แค่เรื่องที่ทำได้ แต่ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสุขสมบูรณ์และสุขภาพที่ดีในระยะยาว