ผลวิจัยล่าสุดด้านจิตวิทยาหลายชิ้น กำลังเขย่าความเชื่อเดิมๆ เรื่องพรสวรรค์และความสามารถ งานวิจัยชี้ชัดว่า คุณสมบัติสำคัญอย่าง กรอบความคิด ความยืดหยุ่นคล่องตัว และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด แต่เป็นทักษะที่ใครๆ ก็ฝึกฝนและพัฒนาได้ การสร้างเสริมทักษะเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อให้ก้าวทันโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน ในยุคที่ชีวิตประจำวันทั้งในบ้านเราและทั่วโลก ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว นักวิจัยและนักการศึกษาต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความสำเร็จในภาพรวมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการท่องจำเนื้อหาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางความคิดของเรามากขึ้น (Psychology Today)
แต่ก่อน คนไทยจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับคนในสังคมอื่นๆ มักเชื่อกันว่าสติปัญญาหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเป็นหลัก แต่งานวิจัยยุคใหม่ได้หักล้างความเชื่อดังกล่าว โดยชูแนวคิดเรื่อง “กรอบคิดแบบเติบโต” (growth mindset) ซึ่งเป็นคำที่นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดผู้หนึ่งได้เผยแพร่จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กรอบคิดนี้มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่าสติปัญญาและความสามารถต่างๆ สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ผ่านความพยายาม การเปิดใจรับฟังความคิดเห็น และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ (Dweck, 2006: PubMed) สำหรับนักเรียนไทยที่ต้องฝ่าฟันระบบการศึกษาที่แข่งขันสูง และคนทำงานที่กำลังปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกอาชีพ แนวคิดนี้ยิ่งมีความหมายอย่างยิ่ง นั่นหมายความว่า ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดโดยต้นทุนที่เรามีมาแต่กำเนิด มากเท่ากับทัศนคติและวิธีการที่เราเผชิญหน้ากับการเรียนรู้และอุปสรรคต่างๆ
ความคล่องตัว หรือความยืดหยุ่นทางความคิดและอารมณ์ ก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่งานวิจัยทั้งในระดับโลกและในประเทศต่างชี้ตรงกันว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรับมือกับสภาวะที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงในองค์กร การปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดังที่คนไทยจำนวนมากคุ้นชินเป็นอย่างดี คือการปรับตัวในภาคการท่องเที่ยวและบริการที่มีพลวัตสูง งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของรัฐแห่งหนึ่ง (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) พบว่า บุคคลที่มีความคล่องแคล่วทางปัญญาสูง จะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และวิกฤตที่ไม่คาดฝันได้ดีกว่า โดยพบว่ามีความเครียดน้อยลงและมีความพึงพอใจในงานสูงขึ้น (คลังข้อมูลวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นกัน ปัจจุบันแวดวงวิทยาศาสตร์ได้มองในมุมใหม่ โดยไม่จำกัดว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะของศิลปินหรือนักประดิษฐ์อีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็นชุดทักษะสากลที่สถานศึกษาและองค์กรธุรกิจสามารถปลูกฝังและส่งเสริมได้อย่างจริงจัง การทดลองล่าสุดในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งของไทยชี้ว่า เมื่อนักศึกษาได้รับการสนับสนุนให้กล้าค้นคว้า ตั้งคำถาม และทดลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่กังวลว่าจะ “เสียหน้า” ศักยภาพในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของพวกเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน (ข่าวการศึกษา Bangkok Post) ดังที่ผู้บริหารจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ให้ทัศนะว่า “เราปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อให้ความสำคัญกับการใฝ่รู้และการกล้าได้กล้าเสีย ไม่ใช่แค่เพียงคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น” ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการปฏิรูปการศึกษาทั่วประเทศ ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้แบบท่องจำไปสู่การศึกษาที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งสอดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0 (รายงานนโยบายการศึกษาไทย โดย World Bank)
ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลต่างก็เห็นด้วยกับข้อค้นพบเหล่านี้ ในบทความจาก Psychology Today ที่ได้อ้างอิงถึง นักจิตวิทยาผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้ให้ความเห็นว่า ทุกคน ไม่ว่าจะมีพื้นเพอย่างไร ก็สามารถฝึกฝนตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติเหล่านี้ได้ ซึ่งอาจรวมถึงการหากิจกรรมที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ เช่น การเรียนรู้ภาษาใหม่ การฝึกสติหรือการทำสมาธิ (ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมพุทธศาสนาแบบไทย) หรือการเปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ “สมองของเรามีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เราเคยคาดคิดไว้มาก” นักประสาทวิทยาศาสตร์การศึกษาท่านหนึ่งกล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด ซึ่งสอดคล้องกับฉันทามติในวงการวิทยาศาสตร์ที่ว่า จิตใจของผู้ใหญ่ยังคงสามารถพัฒนาการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทใหม่ๆ ได้แม้ในวัยสูงอายุ (ข้อมูลสุขภาพจาก Harvard Health)
สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ข้อคิดเหล่านี้ถือว่ามาได้ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากตลาดแรงงานในประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต การเงิน และการท่องเที่ยว (ภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดย ADB) ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากวิกฤตการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของความสามารถในการปรับตัว เมื่อทั้งภาคครัวเรือน ธุรกิจ และสถานศึกษา ต่างต้องเร่งปรับเปลี่ยนวิถีสู่ออนไลน์และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน สถานการณ์ปัจจุบันยังชี้ให้เห็นว่า นายจ้างให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการแก้ปัญหาที่ยืดหยุ่นและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มากกว่าผู้ที่มีเพียงความรู้แบบท่องจำ (The Nation Thailand)
ข้อค้นพบเหล่านี้แม้จะสอดคล้องกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยในเรื่องความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) ความสามารถในการปรับตัว และ “ความเกรงใจ” (การให้เกียรติและคำนึงถึงผู้อื่น) แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับแนวทางเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการพูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ แทนที่จะเป็นการโอนอ่อนผ่อนตามผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว นักการศึกษาและผู้ปกครองจึงควรส่งเสริมการสร้างบรรยากาศทั้งที่บ้านและในห้องเรียน ที่ซึ่งความผิดพลาดได้รับการมองว่าเป็นบทเรียนและโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ความล้มเหลวที่น่าอับอาย ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการเตรียมเยาวชนไทยให้พร้อมสำหรับความท้าทายแห่งอนาคต ไม่ใช่แค่สำหรับข้อสอบของวันวาน” (UNESCO ประเทศไทย)
เมื่อมองไปยังอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในขณะที่ประเทศไทยกำลังผนวกรวมเข้ากับประชาคมอาเซียนและเศรษฐกิจดิจิทัลโลกอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ความต้องการบุคลากรที่มีกรอบคิดแบบเติบโต มีความคล่องตัว และความคิดสร้างสรรค์ จะยิ่งทวีความสำคัญและเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีเสียงเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งปฏิรูปการศึกษาทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การพัฒนาทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digital literacy) และการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีโครงการนำร่องบางโครงการที่เริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงบวกแล้วในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศ (Thai PBS World)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะเหล่านี้ สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝึกฝนการตระหนักรู้ในตนเองผ่านการจดบันทึกหรือการเจริญสติภาวนา เข้าร่วมวงสนทนาหรือชมรมที่เปิดกว้างต่อมุมมองอันหลากหลาย และมองความท้าทายต่างๆ เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาท่านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ให้ข้อคิดไว้ว่า “ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนกรอบความคิด เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่น และฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ได้ มันคือการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง”
โดยสรุปแล้ว งานวิจัยล่าสุดได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า กรอบความคิด ความคล่องตัว และความคิดสร้างสรรค์นั้น เปรียบได้กับ “กล้ามเนื้อ” ที่ทุกคนสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ และในโลกที่ยังคงหมุนไปอย่างไม่หยุดยั้งนี้ การลงทุนพัฒนาทักษะเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เป็นไปได้ แต่ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อความเข้มแข็งทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและในระดับประเทศชาติ