การใช้แอปหาคู่ที่ฮิตหนักในหมู่คนรุ่นใหม่ กำลังส่งผลกระทบต่อใจและอารมณ์ไม่น้อยเลย นักจิตวิทยาพากันออกมาเตือนถึงปรากฏการณ์ที่เริ่มระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียกว่า “ภาวะหมดไฟจากการเดต” (dating burnout) หรือที่บางคนเรียกว่า ‘เดตเบิร์นเอาท์’ ผลสำรวจล่าสุดปี 2567 จาก Forbes Health/OnePoll เผยว่า เกือบ 80% ของชาวเจน Z และมิลเลนเนียลรู้สึกเพลียใจสุดๆ กับประสบการณ์การใช้แอปหาคู่ ตัวเลขนี้ก็ไปในทิศทางเดียวกับงานวิจัยทั้งในต่างประเทศและบ้านเรา ที่ศึกษาผลกระทบจากความเหนื่อยหน่ายของการเดตออนไลน์เหมือนกัน สำหรับหนุ่มสาวชาวเมืองในไทยที่หันมาพึ่งแอปพวกนี้เพื่อขยายคอนเน็กชันหรือตามหารักแท้กันมากขึ้น ผลวิจัยนี้เลยจุดประกายคำถามสำคัญว่า การจับคู่ออนไลน์มันส่งผลต่อสุขภาวะใจของเรายังไง และเราจะสร้างความสัมพันธ์กันแบบไหนดีในยุคดิจิทัลแบบนี้

การตามหารักในยุคนี้ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและมีโอกาสใหม่ๆ เพียบ แต่งานวิจัยจากทั่วโลกและเรื่องจริงจากวงในคนเดตแถวกรุงเทพฯ กลับชี้ให้เห็นอีกด้านที่น่าห่วงไม่น้อย เมื่อปีก่อน มีงานวิจัยระยะยาวชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร New Media & Society เขาตามดูพฤติกรรมคนใช้แอปหาคู่เกือบ 500 คน นานถึง 12 สัปดาห์ ผลออกมาว่า ยิ่งคนเราใช้เวลาอยู่กับแอปพวกนี้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยใจและสงสัยในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะคนที่พื้นฐานมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือขี้เหงาอยู่แล้ว ยิ่งเปราะบางเป็นพิเศษ คนกลุ่มนี้มักจะติดกับดัก วนลูปอยู่กับการปัดหน้าจอส่งข้อความไม่หยุดหย่อน ซึ่งแทนที่จะช่วยให้เจอใครสักคน กลับยิ่งทำให้รู้สึกเดียวดายและเคว้งคว้างมากขึ้นไปอีก

หัวใจของภาวะเดตเบิร์นเอาท์ หรืออาการหมดไฟจากการเดตเนี่ย มีสัญญาณเตือนชัดๆ อยู่ 4 อย่าง ที่งานวิจัยทางจิตวิทยาชี้เป้าไว้ คือ: อย่างแรกเลยคือ รู้สึกชาชินทางอารมณ์ หรือมองอะไรก็แง่ลบไปหมด แม้แต่ตอนที่คุยกับใครแล้วดูเหมือนจะดีก็ตาม อย่างที่สอง ใช้แอปไม่หยุดจนคุมตัวเองไม่อยู่ แถมยังรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่สาม เซนซิทีฟกับการโดนปฏิเสธเป็นพิเศษ จนคิดไปว่าตัวเองไม่ดีพอ และสุดท้าย เริ่มรู้ตัวแบบน่าใจหายว่า สิ่งที่ทำอยู่มันกำลังกัดกินตัวตนและความนับถือตัวเอง ประสบการณ์พวกนี้มันฟ้องว่า สำหรับหลายคนแล้ว แอปหาคู่ได้เปลี่ยนจากเครื่องมือเสริมพลังใจ กลายเป็นบ่อเกิดความเครียดไปซะงั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้กระทบสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ในไทย ที่ชีวิตผูกติดกับโลกออนไลน์มากขึ้นทุกวัน อย่างจัง

ลองมาเจาะลึกสัญญาณแรกกัน: อาการชาชินทางอารมณ์ หรือมองโลกในแง่ลบ แม้ในวันที่เหมือนจะเป็น “เดตที่ดี” ก็ตาม งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นหนึ่ง ที่ลงในวารสาร SN Social Sciences เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อธิบายว่า การคุยซ้ำๆ แบบผิวเผินบนแอป ทำให้คนใช้รู้สึกหมดแรงและไม่ผูกพันเอาซะเลย ผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้าร่วมวิจัยเล่าเปิดใจว่า “ก็ออกไปเดตนะ แต่เอาจริงๆ คือเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ เหนื่อยที่ต้องเล่าเรื่องเดิมๆ ฟังเรื่องเดิมๆ” คนอื่นๆ ก็รู้สึกคล้ายๆ กันว่าเหมือนทำไปงั้นๆ คือตั้งใจจะไปหาความสนุกหรือความผูกพัน แต่กลับรู้สึกโหวงๆ ไม่คลิก อาการถอยห่างทางอารมณ์แบบนี้ มักจะไม่แสดงออกชัดเจนทันทีสำหรับคนที่กำลังเป็นอยู่ หลายคนมารู้ตัวอีกทีก็ตอนกำลังคุยกับคู่เดต แต่ในใจกลับลุ้นให้เดตมันจบไวๆ

สัญญาณที่สอง คือการปัดหน้าจอไม่หยุด ทั้งที่ใจก็รู้ว่าไม่ควร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คล้ายๆ กับการเสพติด และเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวไทยหลายคนคุ้นเคยดีจากประสบการณ์ตรง คนใช้แอปเล่าว่าเคยลบบัญชีทิ้งหรือพักใช้ไปแป๊บๆ แต่ไม่กี่วันก็กลับมาเล่นอีก วนลูปอยู่ในวังวนที่รู้สึกว่ามันช่างไร้จุดหมายขึ้นทุกที ผู้ชายวัย 32 ปีคนหนึ่งที่เข้าร่วมวิจัยระบายว่า “การต้องปัดจอ จ่ายตังค์ โดนอันแมตช์ แล้วก็ต้องมานั่งพิมพ์เรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา มันทำให้ผมรู้สึกหดหู่” สำหรับบางคน การใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ไปกับการนั่งแชท กลับ “ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย” จนกลายเป็นว่ากิจวัตรนี้สร้างความเหนื่อยล้าแทนที่จะสร้างความหวัง

การจัดการอารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ ในการเดตแบบเฮลตี้ (ต่อใจ) คือเรื่องที่สามที่โดนภาวะหมดไฟนี้เล่นงาน จากการทบทวนงานวิจัยต่างๆ อย่างเป็นระบบเมื่อปี 2568 ในวารสาร Computers in Human Behavior พบว่า การใช้แอปหาคู่สัมพันธ์อย่างมากกับอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และความภูมิใจในตัวเองที่ดิ่งลงเรื่อยๆ สำหรับคนใช้แอปเกือบครึ่งที่ถูกติดตาม การต้องเจอทั้ง “อ่านไม่ตอบ” ตอบช้า โดนเท (ghosting) และการถูกปฏิเสธซึ่งๆ หน้าอยู่เรื่อยๆ ทำให้พวกเขาดำดิ่งสู่วังวนของการสงสัยในคุณค่าของตัวเอง แอปพวกนี้มักจะวัดความป๊อปปูลาร์ผ่านจำนวนไลค์ การแมตช์ และข้อความ ซึ่งกระตุ้นให้คนใช้ไปยึดติดกับ “ผลลัพธ์” ที่จับต้องได้ จนอาจกัดกร่อนความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองได้ เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมากๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เริ่มเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดกับ “ตัวชี้วัด” ดิจิทัลพวกนี้

สัญญาณสุดท้ายที่อาจจะน่าห่วงที่สุด คือการเริ่มเห็นว่าตัวตนจริงๆ กับตัวตนที่แสดงออกตอนเดตมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน คนที่เข้าร่วมงานวิจัยทางจิตวิทยาหลายชิ้นเร็วๆ นี้ เล่าว่า พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกตัวเอง ทนกับพฤติกรรมที่ไม่โอเค หรือแม้แต่ยอมมีเซ็กส์ทั้งที่มันขัดกับใจตัวเอง ทั้งหมดก็เพื่อให้เข้ากับความคาดหวังที่เปลี่ยนไปมาตลอดเวลาในโลกของแอปหาคู่ นักวิจัยในงานศึกษาเมื่อเดือนมกราคม ปี 2568 สังเกตว่า “หลายคนรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำไป แต่ก็ยังทำมันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการยอมไปเดตทั้งๆ ที่ไม่ได้สนใจและฝืนสัญชาตญาณตัวเอง การทนอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัด หรือการมีเซ็กส์ที่ขัดกับความต้องการจริงๆ ของตัวเอง” ผลกระทบที่สะสมมาเรื่อยๆ คือความเป็นตัวของตัวเองที่ค่อยๆ ถูกกัดเซาะ ทำให้การเดตกลายเป็นแค่การหนีความเหงา ไม่ใช่การสร้างความผูกพัน และยังทำลายความภูมิใจในตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย

สำหรับคนอ่านชาวไทย ผลวิจัยพวกนี้น่าจะสะท้อนภาพสังคมบ้านเราที่เปลี่ยนไปไวมาก ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ การใช้แอปหาคู่บูมขึ้นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรง และกลุ่มคนจบมหาวิทยาลัย แม้แอปดังๆ อย่าง Tinder, Bumble และ Tantan จะถูกมองว่าเป็นประตูสู่รักแท้ยุคใหม่ แต่ราคาทางใจที่งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นนี้ เป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจอย่างจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกตว่า “เราเจอเคสคนหนุ่มสาวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาระบายปัญหาความกังวล ความทุกข์ใจ และการปลีกตัวออกจากสังคม ซึ่งมันโยงกับประสบการณ์เดตออนไลน์ของพวกเขา เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป”

สมัยก่อน การจีบกันของคนไทยมักจะมาจากการแนะนำของครอบครัว หรือเจอผ่านคนรู้จักที่ไว้ใจได้ โดยเน้นการเจอหน้าค่าตากันเป็นหลัก พอโควิด-19 ระบาดหนัก ก็ยิ่งเร่งให้การสร้างความสัมพันธ์ย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น แต่ยังไงก็ตาม ความสะดวกสบายของแอปพวกนี้ อาจจะซ่อนภาระทางอารมณ์ที่ต้องใช้ ทั้งในการพรีเซนต์ตัวเองซ้ำๆ การรับมือกับการโดนปฏิเสธ และการพยายามประคองความหวังเอาไว้ บวกกับแรงกดดันจากสังคมเรื่องการหาคู่ ที่ยังคงมีอยู่มากในสังคมไทย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงและกลุ่ม LGBTQ ที่อาจจะต้องเจอข้อจำกัดบางอย่างเพิ่มเข้ามาอีก ภาวะเดตเบิร์นเอาท์เลยมักจะถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม ด้วยความคาดหวังทางวัฒนธรรมที่ว่าทุกคนควรจะแสดงออกว่า “แฮปปี้ดี” และปรับตัวเก่ง

มองไปข้างหน้า ผลกระทบของภาวะเดตเบิร์นเอาท์มันลามไปไกลกว่าเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง นักจิตวิทยาออกมาเตือนว่า ความเหนื่อยล้าที่ปล่อยไว้ไม่ดูแล อาจจะทำให้คนยิ่งแยกตัวออกจากสังคม ความไว้เนื้อเชื่อใจในความสัมพันธ์ก็น้อยลง หรืออาจไปซ้ำเติมแนวโน้มที่น่าห่วงของไทยอยู่แล้ว เรื่องอัตราการแต่งงานและการเกิดที่ลดฮวบ ตามรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์) ในขณะที่แอปหาคู่ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกวัน มีทั้งระบบแนะนำด้วย AI และอัลกอริทึมที่ปรับให้เข้ากับแต่ละคนแบบเป๊ะๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเลยกระตุ้นให้ใช้กันอย่างระมัดระวัง นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะเยาวชนในประเทศไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “เทคโนโลยีอาจช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชักได้ แต่แทนที่ความผูกพันแบบคนจริงๆ ไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ไม่ตั้งขอบเขตให้ชัดเจน ไอ้ที่ว่าจะเจอรักแท้ในโลกดิจิทัล มันอาจจะกลายเป็นตัวบั่นทอนจิตใจเราซะเองอย่างรวดเร็ว”

นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญคลินิกเลยมีข้อแนะนำเป็นสเต็ปๆ เพื่อรับมือกับภาวะเดตเบิร์นเอาท์ โดยอิงจากข้อมูลทั้งของต่างประเทศและที่เข้ากับวัฒนธรรมบ้านเรา อย่างแรกเลยคือ ตั้งใจพักเบรกจากการใช้แอปบ้าง จะช่วยให้ชีวิตสมดุลขึ้นและชาร์จพลังใจได้ การตั้งขอบเขตการใช้ให้ชัดเจน เช่น ปัดจอเฉพาะเวลาที่กำหนดไว้ จำกัดจำนวนคนที่คุยด้วย หรือจัดวัน “ออฟไลน์” ให้ตัวเองบ้าง จะช่วยให้การเดตเป็นกิจกรรมที่เราคุมได้ ไม่ใช่ภาระหนักอึ้งที่ไม่มีวันจบสิ้น

อย่างที่สอง กลับมาให้เวลากับกิจกรรมที่ช่วยฮีลใจ เช่น เล่นกีฬา ไปวัด หรือทำกิจกรรมอดิเรกที่สร้างสรรค์ จะช่วยให้เราได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า นอกเหนือไปจากเรื่องเดต สำหรับคนไทยหลายๆ คน การไปเข้ากลุ่มทำกิจกรรม ทำงานอาสา หรือออกไปใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ก็เป็นช่องทางให้เจอคนใหม่ๆ แบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งอาจจะหาไม่ได้ง่ายๆ จากแอปที่ใช้อัลกอริทึมจับคู่

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างคอมมูนิตี้ที่คอยซัพพอร์ต ซึ่งเราสามารถคุยเรื่องปัญหาเดตเบิร์นเอาท์กันได้แบบเปิดอก ในสังคมไทยที่เน้นการอยู่เป็นกลุ่มก้อน ทั้งกลุ่มเพื่อน กลุ่มเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หน่วยงานดูแลสุขภาวะในมหาวิทยาลัย ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการจัดเซฟโซนให้คุยเรื่องนี้กันได้มากขึ้น การแชร์ประสบการณ์ไม่เพียงแต่ช่วยให้ความเหนื่อยใจจากการเดตออนไลน์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเป็นเรื่องปกติ แต่ยังช่วยให้แต่ละคนเห็นพฤติกรรมที่ไม่เฮลตี้ของตัวเอง และส่งเสริมให้เคารพขอบเขตส่วนตัวของกันและกันด้วย

ในมุมของนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าจำเป็นต้องส่งเสริมความรู้เรื่องการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเท่าทัน (digital literacy) ให้มากขึ้น โดยเน้นการใช้โซเชียลมีเดียและแอปหาคู่แบบสร้างสรรค์และดีต่อใจ ควรเริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่ระดับมัธยมเลย นอกจากนี้ การใส่ฟีเจอร์ดูแลสุขภาพจิตเข้าไปในแอปหาคู่ เช่น มีแจ้งเตือนให้พักใช้แอปบ้าง มีข้อมูลติดต่อแหล่งช่วยเหลือ หรือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ชัดเจน ก็ช่วยให้คนใช้ตัดสินใจอะไรๆ โดยมีข้อมูลมากขึ้น และดูแลใจตัวเองได้ดีขึ้น

สำหรับคนอ่านชาวไทยที่กำลังลุยทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายในสมรภูมิรักปี 2568 นี้ งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อความชัดๆ ส่งถึงคุณเลยว่า คือ ให้คอยสังเกตสัญญาณเตือนภัยต่างๆ ถ้าคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยใจ มองอะไรก็แง่ลบ หรือรู้สึกว่าความเป็นตัวเองมันหายไป จำไว้เลยว่า การถอยออกมาไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือการดูแลตัวเองแบบหนึ่ง ใช้เวลาที่พักเบรกนี้ไปดูแลชีวิตด้านอื่นๆ ของคุณ กลับไปสานสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงครอบครัว และทำกิจกรรมในชุมชนที่ทำให้คุณแฮปปี้ เมื่อไหร่ที่พร้อมจะกลับเข้าสู่สังเวียนเดตอีกครั้ง ก็ขอให้ทำอย่างมีสติ โดยเน้นสร้างความผูกพันจริงๆ จังๆ มากกว่าแค่แมตช์กันผิวเผิน

สำหรับใครที่รู้สึกหนักอกหนักใจหรือรับมือไม่ไหวจริงๆ การขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ซึ่งมีบริการทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมถึงเครือข่ายในชุมชน อย่างสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็สามารถให้มุมมองและคำแนะนำดีๆ ได้ ในขณะที่โลกของความรักความสัมพันธ์มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่านิยมแบบไทยๆ เรื่องความเห็นอกเห็นใจ การให้เกียรติกัน และ “ความสบายๆ” (การเน้นความผ่อนคลาย สบายกายสบายใจ) ก็ยังเป็นแนวทางที่ใช้ได้เสมอ เพื่อช่วยให้ชีวิตกลับมาสมดุลอีกครั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว การเดตควรเป็นสิ่งที่มาเติมเต็มชีวิต ไม่ใช่มาบั่นทอนกำลังใจเรา จงดูแลสุขภาพใจของคุณให้แข็งแรง เหมือนกับที่เราดูแลรหัสผ่านส่วนตัว และจำไว้เสมอว่า ความผูกพันที่แท้จริงมันเริ่มจากการดูแลใส่ใจตัวเองเป็นอันดับแรก