คนหนุ่มสาวสมัยนี้คือกลุ่มคนที่อมทุกข์ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่จริงหรือเปล่า? คำถามชวนขบคิดนี้ ซึ่งบทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดของ The Telegraph ได้เจาะลึกไว้ กำลังกลายเป็นหัวข้อร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ไม่เพียงแค่ในอังกฤษ แต่ยังสะท้อนเสียงความกังวลและการถกเถียงที่คุกรุ่นอยู่แล้วในสังคมไทยและทั่วโลก งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ว่า กลุ่ม Gen Z หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2539 ถึง 2555 อาจกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ประเด็นนี้จุดประกายให้ผู้เชี่ยวชาญต้องพิจารณาว่า เยาวชนทุกวันนี้มีความสุขน้อยกว่าคนรุ่นก่อนจริง ๆ หรือเป็นเพียงเพราะพวกเขากล้าเปิดใจและจริงจังกับการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้นในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สำหรับคนไทย แนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบและเป็นเรื่องใกล้ตัว เยาวชนไทยเองก็ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมวัยในต่างแดน ที่กำลังดิ้นรนกับค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความกดดันทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน รวมถึงวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปจากอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย แต่พวกเขาอมทุกข์มากกว่าคนรุ่นก่อนจริงหรือ หรือเป็นเพียงสภาพแวดล้อมของคนหนุ่มสาวที่เปลี่ยนไป จนบีบคั้นให้แสดงออกผ่านความวิตกกังวลในรูปแบบใหม่ ๆ

บริบทและความสำคัญของเรื่องนี้นับว่าไม่ธรรมดา รายงานความสุขโลก (World Happiness Report) และคณะกรรมาธิการด้านสุขภาพวัยรุ่นของ The Lancet ระบุตรงกันว่า ปัจจุบันคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 25 ปีในหลายประเทศ มีแนวโน้มที่จะบอกว่าตนเองมีความสุขหรือพอใจในชีวิตน้อยลง และมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะแจ้งว่ามีอาการป่วยทางใจ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาใด ๆ นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ บทวิเคราะห์ของ The Telegraph อ้างอิงข้อมูลเหล่านี้เพื่อชี้ว่า “แต้มต่อด้านความสุข” ที่คนหนุ่มสาวเคยมีกำลังจางหายไป ซึ่งศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากศูนย์วิจัยสุขภาวะ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ก็ยืนยันข้อค้นพบนี้เช่นกัน (World Happiness Report, The Lancet)

ในสังคมไทยปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่ปรากฏในงานวิจัยทั่วโลก ความคาดหวังทางสังคมได้พลิกผันไปอย่างมาก ความรุ่งเรือง ความหวังในหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานไร้กังวล ที่คนหนุ่มสาวยุคทศวรรษ 1960 และ 1970 เคยได้สัมผัส ไม่ว่าจะในลอนดอนหรือกรุงเทพฯ ได้ถูกแทนที่ด้วยความกังวลหนักอกหนักใจยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา การจ้างงาน และปัญหาค่าที่อยู่อาศัย ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ค่าเช่าที่พุ่งสูงลิ่วและค่าจ้างที่ไม่ขยับตาม กลายเป็นเรื่องที่บัณฑิตจบใหม่บ่นกันให้แซ่ด คล้ายกับสถานการณ์ในเมืองใหญ่ ๆ ของกลุ่มประเทศ OECD (Pacific Oaks College) แม้ว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทยจะยังเข้าถึงได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล แต่การแข่งขันในตลาดงานกลับดุเดือดขึ้นมาก และความกดดันจากการสอบระดับชาติกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เข้มข้นอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์ในบทความตั้งข้อสังเกตว่า Gen Z ทั่วโลกไปสังสรรค์น้อยลง และมีรายงานว่าพวกเขามีกิจกรรมทางเพศน้อยกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากภาพลักษณ์ของคนหนุ่มสาวในทศวรรษที่ผ่าน ๆ มา แต่ดังที่ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากคิงส์คอลเลจลอนดอนกล่าวไว้ สิ่งที่ดูเหมือนความทุกข์ที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นผลมาจากการที่คนรุ่นใหม่กล้าพูดคุยและมีอคติต่อภาวะสุขภาพจิตน้อยลง ต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ ที่การ “กัดฟันสู้ ทนเก็บความรู้สึกไว้” ถือเป็นเรื่องน่ายกย่อง เยาวชนในปัจจุบันกลับได้รับการสนับสนุนให้เปิดใจมากขึ้น อันที่จริง NHS ในอังกฤษรายงานว่า หนึ่งในห้าของคนอายุต่ำกว่า 25 ปี ยอมรับว่ากำลังต่อสู้กับอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับงานวิจัยทางระบาดวิทยาของไทยชิ้นล่าสุด (Statista 2024)

ศาสตราจารย์จากคิงส์คอลเลจลอนดอนท่านเดิมอธิบายว่า “แน่นอนว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้รู้สึกว่าการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องง่ายกว่าในอดีต” ท่านยังชี้ไปที่อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงในกลุ่มคน Gen X สมัยยังหนุ่มสาว ซึ่งเป็นหลักฐานว่าคนรุ่นก่อนอาจแบกรับความทุกข์หนักหนาสาหัสไม่ต่างกัน เพียงแต่ไม่ค่อยปริปากขอความช่วยเหลือหรือไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังมีปัญหาด้วยซ้ำ นักจิตวิทยาและนักเขียนชื่อดังท่านหนึ่ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ช่วงวัยรุ่นตอนปลายและวัย 20 ต้นๆ เป็นทศวรรษที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่สุดในชีวิต สมองตีความความไม่แน่นอนนั้นว่าเป็นอันตราย ทำให้คนรู้สึกวิตกกังวล ซึมเศร้า และเครียด” เธอกล่าวว่าเยาวชนยุคปัจจุบันอาจมองว่าความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นเป็นอาการป่วยทางจิตเร็วเกินไป และแม้ว่ายาและการวินิจฉัยโรคบางครั้งจำเป็น แต่ก็มีโทษหากใช้พร่ำเพรื่อ

บทบาทของโซเชียลมีเดียในฐานะตัวเร่งและตัวขยายปัญหาสุขภาพจิต เป็นประเด็นสำคัญในงานวิจัยนานาชาติ ข้อมูลจากงานศึกษาของมหาวิทยาลัยเยลที่อ้างอิงในบทความ แสดงให้เห็นว่าเด็กและวัยรุ่นที่ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียมากกว่าวันละสามชั่วโมง มีแนวโน้มที่จะมีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลเป็นสองเท่า ในประเทศไทย ซึ่งอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนในกลุ่มเยาวชนสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในอาเซียน ก็ยิ่งเห็นผลกระทบทางอารมณ์จากการออนไลน์แทบตลอดเวลาได้ชัดเจนขึ้น ผู้เชี่ยวชาญในไทยเตือนว่า การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับภาพลักษณ์ที่ไม่สมจริงของผู้อื่น และลักษณะที่ “ชวนให้เสพติด” ของแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok และ Instagram ล้วนเป็นปัจจัยผสมโรงที่บั่นทอนสุขภาพจิตอย่างหนักหน่วง (RedBox Rx)

ผลกระทบต่อภาคการศึกษาและสาธารณสุขของไทยนั้นมีนัยสำคัญ โครงการรณรงค์ล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขยอมรับว่ามี “วิกฤตสุขภาพจิต” ในกลุ่มเยาวชนไทย โดยอ้างถึงสถิติการพยายามฆ่าตัวตายและการส่งต่อผู้ป่วยไปพบจิตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (Bangkok Post) แต่ก็เริ่มมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้เห็นจากแนวทางการช่วยเหลือใหม่ ๆ โครงการสุขภาพจิตเยาวชนของเนเธอร์แลนด์ที่กล่าวถึงในบทความของ The Telegraph เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ คือการบำบัดแบบเข้มข้นและรอบด้าน ซึ่งผสมผสานการสนับสนุนแบบกลุ่ม การออกกำลังกาย อาหารที่มีประโยชน์ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเกือบ 90% ฟื้นตัวและกลับคืนสู่สังคมได้ ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปแบบดังกล่าว ผู้มีบทบาทด้านสุขภาพจิตในไทยกำลังทดลองโครงการส่งเสริมสุขภาวะในโรงเรียน และนำการฝึกสติกับกิจกรรมทางกายภาพมาปรับใช้ในหลักสูตรมัธยมศึกษา (Think Global Health)

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่หยั่งรากลึกก็มีอิทธิพลต่อสุขภาวะทางใจของเยาวชนไทยเช่นกัน ค่านิยมที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดขงจื๊อซึ่งให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางการศึกษา ประกอบกับทัศนคติทางวัฒนธรรมแบบพุทธเกี่ยวกับความทุกข์และความอดทน ล้วนหล่อหลอมให้เกิดกรอบความคาดหวังและวิธีรับมือปัญหาแบบไทย ๆ ในขณะที่คนรุ่นก่อนอาจเลือกเก็บงำปัญหาไว้กับตัวหรือหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เยาวชนในปัจจุบันกลับแสดงความต้องการการสนับสนุนทางจิตใจและการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็ต้องเผชิญกับแรงต้านจากผู้ใหญ่ที่ยึดมั่นในเรื่อง “การรักษาหน้า” และการประคับประคองความปรองดองในครอบครัวเป็นสำคัญ

แล้วทั้งหมดนี้จะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph และแหล่งข้อมูลที่อ้างอิง ต่างแสดงความกังวลว่า หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ความสุขของเยาวชนที่ลดน้อยลงอาจเป็นลางบอกเหตุถึงปัญหาที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมเมื่อ Gen Z ก้าวเข้าสู่วัยกลางคน ศาสตราจารย์จากศูนย์วิจัยสุขภาวะแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดอธิบายว่า “เราไม่เคยเห็นผลกระทบแบบนี้ในคนรุ่นก่อน ๆ แม้แต่ในกลุ่มมิลเลนเนียล นี่เป็นหลักฐานชี้ว่าคนหนุ่มสาวในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เฉพาะตัว” มุมมองนี้สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุด รวมถึงผลสำรวจ Global Gen Z and Millennial Survey ปี 2024 ของ Deloitte ซึ่งพบว่า Gen Z เพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ประเมินสุขภาพจิตของตนเองว่าดีหรือดีมาก ซึ่งนับว่าต่ำกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ในช่วงวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด (Deloitte)

ถึงกระนั้น ก็ยังพอมีแสงแห่งความหวังและพลังใจให้เห็นอยู่บ้าง ดังที่ผู้มีบทบาทด้านสุขภาพจิตหลายท่านชี้ให้เห็น การที่คนหนุ่มสาวเต็มใจที่จะเปิดอกพูดคุยถึงความรู้สึกของตนเองมากขึ้น ประกอบกับความตระหนักรู้ที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคม อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ผู้อำนวยการคลินิกชาวดัตช์ท่านหนึ่งแนะนำว่า “เราควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้คนบอกเล่าเกี่ยวกับความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง” การให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ การรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจโดยไม่ตัดสิน และการให้การสนับสนุนที่เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย ซึ่งการผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและนวัตกรรมสมัยใหม่อาจนำมาซึ่งทางออกที่เป็นเอกลักษณ์

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบาย สาระสำคัญนั้นชัดเจน: ภาระทางอารมณ์ของเยาวชนในชาติเป็นเรื่องจริงจัง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ขั้นตอนที่ทำได้จริง ได้แก่ การที่ผู้ปกครองและครูให้ความสำคัญกับการเปิดอกพูดคุยเรื่องสุขภาพจิต โรงเรียนผนวกกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะและบริการให้คำปรึกษาเข้าไว้ด้วยกัน และผู้กำหนดนโยบายสร้างหลักประกันให้ทุกคนเข้าถึงการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญและการสนับสนุนในภาวะวิกฤตได้มากขึ้น สำหรับแต่ละบุคคล การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินพอดี การรักษากิจวัตรการออกกำลังกายและการนอนหลับให้สม่ำเสมอ และการกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล

ในขณะที่การถกเถียงว่า Gen Z เป็น “รุ่นที่เศร้าที่สุด” จริงหรือไม่ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การเปรียบเทียบกับอดีต แต่คือความร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ปัจจุบันและอนาคตให้เปี่ยมด้วยความหวัง ความผูกพัน และสุขภาพจิตที่ดี ด้วยการรับมือปัญหาโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ การพูดคุยอย่างเปิดอก และการดูแลที่เข้าถึงได้ ประเทศไทยย่อมสามารถช่วยให้เยาวชน รวมถึงผู้ที่แวดล้อมพวกเขา ค้นพบความสุข เป้าหมายในชีวิต และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ในยุคสมัยที่ท้าทายนี้