หมอสูติฯ ชื่อดังจากแดนมังกรตอนใต้ กำลังเป็นไวรัลสนั่นโซเชียล แถมจุดประเด็นให้ถกกันให้แซ่ด กับคำแนะนำสุขภาพสาวๆ สุดพีก ที่ว่ากันว่าสาวๆ คนไหนรู้สึกเนือยๆ เครียดๆ ลองหันไปส่องหนุ่มกล้ามล่ำบึ้กเป็นอาหารตา อาจช่วยให้อารมณ์ปิ๊งปั๊ง สลัดความเครียดทิ้งได้เลยทีเดียว ตามรายงานจาก MoneyControl และสำนักข่าวอื่นๆ ในภูมิภาค (NDTV, South China Morning Post)

คำแนะนำนี้ของคุณหมอ มาในรูปแบบคลิปไวรัลล่าสุด ที่ดูไปก็มีทั้งสาระชวนคิดและมุมขำๆ ชวนยิ้ม ออกมาได้จังหวะพอดีกับที่เรื่องสุขภาพใจและการรับมือความเครียดกำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทั้งในบ้านเราและทั่วโลก ยิ่งสำหรับสาวไทยที่ต้องแบกรับทั้งความเครียดเรื่องงาน ความอ่อนล้าจากชีวิตในเมืองใหญ่ แถมยังต้องสวยเป๊ะปังตามค่านิยม “ผู้หญิงต้องสวย” อีก วิธีแปลกใหม่ที่จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นจึงมักจะเรียกเสียงฮือฮาได้เสมอ

ในคลิปของคุณหมอคนนี้ (ที่ประจำอยู่โรงพยาบาลรัฐเบอร์ใหญ่ในเซินเจิ้น แถมมีแฟนคลับเพียบในโซเชียลจากคอนเทนต์สุขภาพสตรีที่ให้) แนะนำว่าสาวๆ ที่มีอาการ “ลมปราณและเลือดพร่อง” (qi and blood deficiencies) ตามตำรับแพทย์แผนจีน อย่างเช่น อ่อนเพลีย ผิวหมองคล้ำ หน้ามืดตาลาย นอนไม่ค่อยหลับ น่าจะลองหา “ความสุขทางสายตา” ด้วยการมองหนุ่มหุ่นแซ่บกล้ามแน่นๆ คุณหมอชี้ว่าความสุขจากการได้เสพของสวยๆ งามๆ แบบนี้ สามารถไปปั่นสารโดพามีนในสมอง ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขโดยตรง ช่วยลดเครียดได้ชะงัด

“เวลาที่ลมปราณกับเลือดมันพร่องไปนะ จะรู้สึกเพลียสุดๆ เหนื่อยจนไม่อยากจะเอ่ยปาก ผิวพรรณก็ดูไม่ผ่องใส แถมยังมึนหัว นอนไม่หลับอีกต่างหาก” คุณหมออธิบายอย่างอารมณ์ดี “แบบนี้มันจะไปมีอารมณ์โรแมนติกได้ยังไงล่ะ อย่าเพิ่งไปตกหลุมรักใครง่ายๆ หันมาส่องหนุ่มกล้ามบึ้กๆ แทนดีกว่า การได้เห็นอะไรเจริญหูเจริญตา มันจะไปจี้ต่อมความสุขในสมองเรา แล้วปั๊มโดพามีนออกมา ทำให้รู้สึกแฮปปี้ขึ้นเยอะเลย” คุณหมอกล่าวเสริม (อ้างอิงจาก MoneyControl)

หัวใจหลักของเรื่องนี้ก็คือเจ้า “โดพามีน” (dopamine) สารเคมีในสมองที่ใครๆ ก็เรียกว่า “สารแห่งความสุข” รู้กันดีอยู่แล้วว่าโดพามีนเนี่ยมีบทบาทเด่นในระบบการให้รางวัลและความพึงพอใจของสมอง ซึ่งจะทำงานปุ๊บปั๊บเมื่อเราคาดหวังหรือได้เจออะไรที่มันฟินๆ งานวิจัยเบื้องต้นทางประสาทจิตวิทยาก็ชี้ว่า สิ่งกระตุ้นทางสายตาที่มันเจริญตาเจริญใจ เช่น งานศิลปะสวยๆ หรือหน้าตาหุ่นเป๊ะๆ ก็สามารถไปปลุกกลไกนี้ได้จริงๆ (อ้างอิงจาก NIH) แต่ถ้าจะเจาะจงไปเลยว่าการ “มองหนุ่มกล้ามโต” จะช่วยให้สาวๆ อารมณ์ดีขึ้นเป๊ะๆ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์แบบเน้นๆ ก็ยังไม่ค่อยมี

ไอเดียที่ว่าใช้การมองเห็นมาช่วยจัดการความเครียดกับอารมณ์นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก งานวิจัยเรื่อง “ทัศนบำบัด” (visual therapy) ก็ชี้ให้เห็นว่าการได้ดูภาพสวยๆ งามๆ อย่างวิวธรรมชาติ หรือผลงานศิลปะ ช่วยให้รู้สึกรีแลกซ์และมีอารมณ์ดีขึ้นได้ (อ้างอิงจาก Frontiers in Psychology) แต่ส่วนใหญ่งานวิจัยทางคลินิกและทดลองมักจะโฟกัสไปที่สิ่งกระตุ้นที่ชวนฟินโดยรวมๆ มากกว่าจะเจาะจงว่าต้องเป็นหน้าตาหุ่นแบบไหนเป๊ะๆ ส่วนที่ว่าการตั้งใจมองหนุ่มกล้ามล่ำจะให้ผลดีทางใจกับสาวๆ แบบเฉพาะเจาะจงตามที่คุณหมอว่ามาหรือเปล่า อันนี้ยังไม่มีงานศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมมายืนยันชัดๆ

ฟีดแบ็กจากชาวเน็ตต่อคลิปไวรัลนี้ก็มาทุกเฉด ตั้งแต่ขำๆ ฮาๆ ไปจนถึงเอ๊ะ…ยังไงกันแน่ หลายคนเรียกวิธีนี้ว่า “การบำบัดด้วยอาหารตา” (eye candy therapy) ส่วนบางคนก็สงสัยว่ามันมีหลักการแพทย์รองรับจริงเหรอ แต่ไม่ว่าจะยังไง ประเด็นนี้ก็จุดพลุให้คนหันมาสนใจเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือวิธีดูแลสุขภาพใจแบบไม่พึ่งยา ว่ามันจะช่วยได้แค่ไหน โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อาจจะโดนสังคมกดดันให้ต้องเก็บความเครียดหรือซ่อนความเหนื่อยเอาไว้

เหล่ากูรูด้านสุขภาพทั้งในจีนและต่างแดนก็ออกมาให้ความเห็นกันคึกคัก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตระดับท็อปจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปักกิ่ง ให้ข้อมูลว่า ในทางจิตวิทยาคลินิกก็พอมีข้อมูลอยู่บ้างว่าการมองอะไรสวยๆ งามๆ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้แป๊บนึง โดยเฉพาะถ้าใช้คู่กับการมองอย่างมีสติ ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ให้ข้อสังเกตว่า “โดพามีนมันจะออกมาเมื่อเราเจออะไรสวยๆ หรือมีความสุข ซึ่งช่วยลดเครียดลดเหนื่อยได้แวบเดียว แต่ถ้าจะแก้เรื่องอ่อนเพลียเรื้อรังหรือปัญหาสุขภาพใจจริงๆ จังๆ มันต้องใช้วิธีที่รอบด้านกว่านี้เยอะ” ขณะที่นักสังคมวิทยาการแพทย์จากฮ่องกงอีกท่านก็มองว่า “คำแนะนำนี้ควรมองเป็นเรื่องขำๆ เบาๆ ไม่ใช่จะเอามาใช้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเวลาเจอภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนะ” (อ้างอิงจาก SCMP)

ถ้ามองในมุมของบ้านเรา คำแนะนำของคุณหมอจีนท่านนี้ก็ชวนให้คิดถึงมุมมองวัฒนธรรมเรื่องเพศ มาตรฐานความสวยความงาม และวิธีผ่อนคลายความเครียดของไทยเหมือนกัน สังคมไทยเรามันสาย “สนุก” (sanook) อยู่แล้ว อะไรที่จริงจังแต่มีมุกตลกแฝง แถมอิงวิทยาศาสตร์นิดๆ ก็มักจะโดนใจคนง่าย แต่ก็ต้องระวังว่าจะเข้าใจผิดได้ถ้าข้อมูลวิทย์ฯ ไม่แน่นพอ ไอเดียที่ว่าให้สาวๆ อารมณ์ดีด้วยการ “ส่องหนุ่มหล่อ” ฟังดูก็เพลินดี แต่จะให้มาแทนการดูแลสุขภาพใจแบบจริงจังคงไม่ได้ ยิ่งสถานการณ์บ้านเราที่คนเครียด นอนไม่หลับ เบิร์นเอาต์กันเป็นแถวๆ ยิ่งต้องคิดให้ดี (อ้างอิงจาก ThaiPBS)

จริงๆ แล้วบ้านเราก็มีวิธีบำรุงใจหลากหลายรูปแบบมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งจากภูมิปัญญาโบราณและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ เจริญสติ ไปจนถึงนวดไทย สมุนไพรบำบัด พวกงานศิลปะ การแสดงทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่คนไทยทั้งหญิงชายชอบดูกัน ก็ยอมรับกันมานานแล้วว่าช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้จริงๆ เรื่องนี้เลยชวนให้คิดต่อว่า เอ๊ะ…แล้ว “ทัศนบำบัด” สไตล์ไทยๆ แท้ๆ มันจะมีไหมนะ? นักส่งเสริมสุขภาพในไทยบางส่วนก็เริ่มเอาศิลปะบำบัดกับ “กรีนบำบัด” (การได้ไปอยู่กับสวน ต้นไม้ใบหญ้า) มาใช้ในโปรแกรมดูแลสุขภาพใจในที่ทำงาน ก็เห็นว่าได้ผลดีทีเดียว (อ้างอิงจาก Bangkok Post)

ในเวทีโลกเอง การใช้สิ่งกระตุ้นทางสายตามาเป็นตัวช่วยเรื่องสุขภาพใจ ก็กำลังเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยจิตวิทยาใหม่ๆ ก็ยืนยันว่าการดูงานศิลป์สวยๆ ธรรมชาติ หรือภาพอะไรก็ตามที่เราชอบ สามารถไปกระตุ้นต่อมความสุขในสมอง และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้แป๊บนึงจริงๆ (อ้างอิงจาก Frontiers in Psychology) แต่ว่ามันจะช่วยได้ “มากน้อยแค่ไหน” หรือ “นานเท่าไหร่” อันนี้ยังต้องศึกษากันต่อ ส่วนเรื่องมองหนุ่มกล้ามโตโดยเฉพาะเนี่ย คงต้องมีหลักฐานแน่นปึ้กกว่านี้ เช่น งานทดลองทางคลินิก หรือการศึกษาเปรียบเทียบชัดๆ ถึงจะอัปเกรดจากแค่ “มีม” (meme) ขำๆ ไปเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ได้

มองไปข้างหน้า ก็ยังมีช่องให้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง “ทัศนบำบัดเฉพาะตัว” ที่แต่ละคนเลือกได้เองว่าอยากจะมองอะไรที่มันโดนใจและช่วยฮีลใจได้ดีที่สุด อาจจะเป็นงานศิลป์ การแสดงวัฒนธรรมไทยๆ บ้านเรา ไปจนถึงคอนเทนต์ดิจิทัลดีๆ ที่คัดมาเพื่อสุขภาพใจโดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยและหน่วยงานสุขภาพบ้านเราน่าจะลองศึกษาดูว่าวิธีพวกนี้มันเวิร์คแค่ไหน แล้วอาจจะเอาไปปรับใช้กับแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลบนมือถือ ที่คนไทยใช้กันเยอะขึ้นทุกวัน

เอาเข้าจริง ถ้าคนไทยเราอยากจะหาอะไรมาทำให้อารมณ์ดี๊ด๊าขึ้น อาจจะลองหาวิธีผ่อนคลายสายตาแบบอื่นๆ ที่หลากหลายกว่าเดิม อย่างเช่น ไปดูโขนดูละครไทยสวยๆ ทั้งแบบดั้งเดิมหรือแบบใหม่ๆ ไปเที่ยวชมวิวธรรมชาติ เสพงานศิลป์ หรือแค่ใช้เวลาละเลียดความงามรอบตัวในชีวิตประจำวันก็ยังได้ แต่ยังไงก็ตาม ถ้าใครรู้สึกอารมณ์ดิ่งติดต่อกันนานๆ เพลียจัด หรือมีอาการเครียดๆ ไม่ไหว ควรไปคุยกับหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ อย่าไปเชื่อกระแสไวรัลอย่างเดียว

สรุปง่ายๆ คือ แม้คำแนะนำของคุณหมอจีนจะมีเค้าความจริงอยู่บ้าง ตรงที่ว่าความสุขทางตามันช่วยกระตุ้นต่อมรางวัลในสมองได้จริง แต่การเจาะจงแบบนี้มันออกแนวเน้นฮามากกว่าจะเป็นคำแนะนำทางการแพทย์จริงๆ จังๆ คนอ่านชาวไทยเราก็หยิบเอาแก่นของมันไปใช้ได้ คือการมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวันมันดีต่อใจ ตราบใดที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่สมดุล ไม่ใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง

แหล่งข้อมูล: