ขณะที่คนไทยกำลังฮิตหาซื้อโปรไบโอติกกันยกใหญ่ หวังจะช่วยเรื่องสุขภาพลำไส้และดูแลร่างกายโดยรวม ก็ดันมีงานวิจัยจากต่างประเทศหลายชิ้นออกมาตีแสกหน้า ตั้งคำถามถึงประโยชน์ที่แท้จริง แถมยังเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดกับคนบางกลุ่มอีกด้วย ตลาดโปรไบโอติกทั่วโลกนี่มูลค่ามหาศาลไม่ใช่เล่นๆ ประมาณ 8.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 ล้านล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะโตขึ้นอีกในเอเชีย โดยเฉพาะบ้านเราที่ยอดขายพุ่งกระฉูด ทั้งในร้านยา ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ช่องทางออนไลน์ แต่ช้าก่อน! รายงานล่าสุดจากนิตยสารฟอร์จูนกลับชี้ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรไบโอติกจำนวนมากอาจไม่ได้ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริงอย่างที่คิด และในบางทียังอาจส่งผลเสียต่อคนกินอีกต่างหาก (fortune.com; msn.com)

ไอเดียที่ว่าการกิน “แบคทีเรียดี” ในรูปแบบแคปซูลหรือผงจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น เสริมภูมิคุ้มกัน หรือแม้กระทั่งทำให้อารมณ์ดี๊ด๊า เป็นเรื่องที่ฮิตในหมู่คนรักสุขภาพทั้งในไทยและทั่วโลกมาเป็นสิบปีแล้ว ยิ่งมีการโฆษณาหนักๆ ใช้ดาราคนดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ บวกกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพในโซเชียลช่วยกันโปรโมต ก็ยิ่งทำให้โปรไบโอติกดูเหมือนยาวิเศษ เป็นทางลัดสู่สุขภาพดีแบบทันใจ แต่พอไปขุดคุ้ยงานวิจัยทางการแพทย์ทั้งเก่าทั้งใหม่อย่างละเอียด กลับพบว่าอาหารเสริมเหล่านี้อาจไม่ได้เจ๋งจริงอย่างที่อวดอ้างสรรพคุณ และในบางกรณีก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ด้วยซ้ำ (nccih.nih.gov; pubmed.ncbi.nlm.nih.gov)

ผลการวิเคราะห์จากวารสารทางการแพทย์และหน่วยงานชั้นนำของฝั่งตะวันตก เช่น ศูนย์สุขภาพทางเลือกและบูรณาการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCCIH) ชี้ว่า แม้โปรไบโอติกอาจพอช่วยบรรเทาอาการท้องเสียจากการกินยาปฏิชีวนะหรือโรคระบบทางเดินอาหารบางชนิดได้บ้าง แต่สำหรับคนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรงดี ประโยชน์ของมันยังคงเป็นเรื่องน่ากังขา ผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ด้านระบบทางเดินอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ระบุว่า ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรไบโอติกที่วางขายเกลื่อนตลาด มักจะถูกโฆษณาเกินจริงไปมาก หรือยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพดีพอ บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ซึ่งเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารชั้นนำของสหรัฐฯ ท่านหนึ่ง ถึงกับฟันธงว่า “ที่มาของคำกล่าวอ้างส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ แต่มาจากการตลาดที่ขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมล้วนๆ” (msn.com)

แต่งานวิจัยล่าสุดยังชี้ให้เห็นถึงเรื่องน่ากังวลที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2568 พบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรไบโอติกบางชนิดที่วางขายในตลาดสุขภาพทั่วโลก รวมถึงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายๆ ดันมียีนที่ทำให้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มหลักๆ เช่น เตตราไซคลิน และแมคโครไลน์ (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov; journals.asm.org) ความเสี่ยงทางทฤษฎีก็คือ ยีนดื้อยาเหล่านี้อาจถ่ายทอดไปยังแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้ของคนเรา ทำให้การติดเชื้อบางอย่างรักษายากขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ “การถ่ายทอดยีนในแนวราบ” (horizontal gene transfer) นี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก เพราะปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) ก็กำลังลุกลามหนักข้อขึ้นทุกวัน

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ภาพลักษณ์ของโปรไบโอติกที่ดูเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ “จากธรรมชาติ” หรือไม่มีพิษมีภัย อาจต้องสั่นคลอนด้วยผลการค้นพบใหม่ๆ อีกอย่าง นั่นคือ ในผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น คนที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ คนที่เพิ่งปลูกถ่ายอวัยวะ หรือคนที่กำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ในการรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือมะเร็ง) โปรไบโอติกอาจกลับกลายเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ (frontiersin.org) มีรายงานทางการแพทย์ถึงกรณีการติดเชื้อรุนแรง (แม้จะพบได้น้อยมาก) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียหรือยีสต์ชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้

ในบ้านเรา ความนิยมอาหารหมักดองที่มีโปรไบโอติกตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น โยเกิร์ต (ทั้งจากนมวัวและนมถั่วเหลือง) ผักดองนานาชนิด และปลาร้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของครัวไทย ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ดูจะซับซ้อนไปอีกขั้น ด้านหนึ่ง อาหารไทยดั้งเดิมก็มีของหมักดองตามธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งก็เชื่อมโยงกับการมีสุขภาพลำไส้ที่ดีจากความหลากหลายของอาหารและจุลินทรีย์ที่มีชีวิต แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตอาหารเสริมหลายเจ้ากลับโหมโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ของตนให้ประโยชน์ที่เหนือกว่า เพราะใช้สายพันธุ์ที่ “ผ่านการทดสอบทางคลินิก” หรือมีความเข้มข้นสูงกว่า ซึ่งคำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่ค่อยจะได้รับการตรวจสอบจากงานวิจัยอิสระที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจังสักเท่าไหร่

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า “แนวคิดเรื่องการส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยอาหารน่ะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างดี แต่สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะในรูปแบบเม็ดหรือผง สถานการณ์ยังไม่ชัดเจนเท่า คนไทยที่สุขภาพดีส่วนใหญ่ได้รับความหลากหลายของโปรไบโอติกอย่างเพียงพอจากอาหารที่รับประทานเป็นประจำอยู่แล้ว การเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพงจึงมักไม่จำเป็น”

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลของไทยก็กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยได้อนุมัติโปรไบโอติกบางสายพันธุ์ให้ใช้ในอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ แต่การเฝ้าระวังหลังออกสู่ตลาดอย่างจริงจัง หรือข้อกำหนดในการศึกษาเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพนั้นยังดูจะหละหลวมเมื่อเทียบกับในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ เภสัชกรชาวไทยหลายท่านที่ให้ข้อมูลกับสื่อระบุว่า โปรไบโอติกส่วนใหญ่ที่ขายในร้านขายยาในประเทศไทยจัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กฎระเบียบจึงไม่เข้มงวดเท่า ทำให้บางครั้งคำกล่าวอ้างสรรพคุณอาจจะเกินเลยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไปบ้าง

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเริ่มจะไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า คนส่วนใหญ่ควรเน้นการได้รับโปรไบโอติกจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติมากกว่าจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ยังพิสูจน์สรรพคุณได้ไม่ชัดเจน นักกำหนดอาหารชาวไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “หากคุณมีสุขภาพดี วิธีที่ดีที่สุดในการดูแลระบบย่อยอาหารคือการรับประทานผักผลไม้หลากหลายชนิดและอาหารหมักดองตามธรรมชาติของไทย ไม่จำเป็นต้องพึ่งทางลัดในขวดผลิตภัณฑ์” สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย การปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะสัดส่วนระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ที่ได้รับอาจแตกต่างกันมากในแต่ละคน

นอกจากนี้ ประเทศไทยเองก็มีบทเรียนจากอดีต ที่ชี้ให้เห็นว่าความสนใจในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนำเข้ามักจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผู้คนวิตกกังวลเรื่องสุขภาพ เช่น ในช่วงการระบาดของโควิด-19 หรือช่วงที่ตื่นตัวเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นพิเศษ แต่กระแสความนิยมเหล่านี้บางครั้งก็นำไปสู่ปัญหาด้านสาธารณสุขตามมา ตัวอย่างเช่น ในอดีต การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่ผ่านการควบคุมอย่างเหมาะสม เคยส่งผลให้ผู้บริโภคชาวไทยนำไปใช้ผิดวิธี เกิดอาการแพ้ หรือเกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์กับยาอื่น ในเชิงวัฒนธรรม คนไทยเองก็มีความภาคภูมิใจในอาหารพื้นบ้านที่อุดมด้วยโปรไบโอติก ซึ่งถักทออยู่ในวัฒนธรรมอาหารไทยมาอย่างยาวนาน สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่าของเดิมๆ เสมอไป

สำหรับอนาคตข้างหน้า นักวิจัยแนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อประเมินทั้งความชุกและผลกระทบของยีนดื้อยาปฏิชีวนะที่อาจพบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศ ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านสาธารณสุขก็เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแนวทางสำหรับผู้บริโภคให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการติดฉลากที่ชัดเจน อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และสามารถแยกแยะระหว่างผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไปกับยาเม็ดหรือแคปซูลที่โฆษณาสรรพคุณเกินจริงได้

ในตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้บริโภคชาวไทยศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและใช้วิจารณญาณในการพิจารณาคำกล่าวอ้างที่เกินจริงเกี่ยวกับโปรไบโอติก แทนที่จะลงทุนเงินจำนวนมากไปกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนำเข้า คนไทยสามารถได้รับประโยชน์ทัดเทียมกันหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำจากภูมิปัญญาด้านอาหารดั้งเดิมของเราที่มีมาแต่โบราณ แนวทางปฏิบัติง่ายๆ ก็คือ การรับประทานผักและผลไม้หลากสีสันเป็นประจำทุกวัน นำอาหารหมักดองตามธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

แหล่งข้อมูล: Fortune, NCCIH, PubMed, Frontiers in Microbiology, บทความจาก Washington Post ผ่าน MSN, ASM Journals, อย. ไทย