กระแสไวรัลภาพครูฝึกสอนผู้สูงวัยออกกำลังกายบนเก้าอี้จากสำนักข่าวในสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำผลการศึกษาวิจัยจากนานาชาติหลายชิ้นที่ชี้ชัดถึงคุณประโยชน์มหาศาลของกิจกรรมการออกกำลังกายแบบประยุกต์สำหรับผู้สูงอายุ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างก็ให้ความสำคัญกับโปรแกรมการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายและเข้าถึงได้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในบั้นปลาย

ประเทศไทยก็เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน ปัจจุบัน ประชากรสูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 18 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะทะยานสูงขึ้นอีกมากภายในปี พ.ศ. 2573 (Bangkok Post) เมื่อคนไทยอายุยืนยาวขึ้น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รักษาความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าการขาดกิจกรรมทางกายถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางชนิด (WHO)

โปรแกรมออกกำลังกายบนเก้าอี้อย่างที่เห็นในข่าวจากต่างแดนนั้น ถือเป็นทางเลือกที่ทั้งปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว มีปัญหาเรื่องข้อต่อ หรือมีอาการปวดเรื้อรัง การออกกำลังกายบนเก้าอี้ไม่เหมือนกับการเข้ายิมทั่วไป เพราะเป็นการผสมผสานการฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นเข้ากับการเคลื่อนไหวแบบแอโรบิกเบาๆ จึงเหมาะกับผู้สูงอายุทุกระดับความฟิต งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงหลังๆ มานี้ชี้ให้เห็นว่า แค่ได้ขยับร่างกายเพียงเล็กน้อยก็เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ตัวอย่างเช่น ผลการวิเคราะห์อภิมานปี พ.ศ. 2566 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Aging Clinical and Experimental Research พบว่า การออกกำลังกายบนเก้าอี้เป็นประจำช่วยให้ผู้เข้าร่วมวัย 65 ปีขึ้นไป มีการทรงตัวที่ดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และสุขภาพใจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (PubMed) ประโยชน์ทางด้านจิตใจ เช่น ความมั่นใจที่เพิ่มพูน และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ลดลง ยิ่งทวีความสำคัญในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป และผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจต้องใช้ชีวิตตามลำพังมากขึ้น

นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ทัศนะถึงผลลัพธ์ของการออกกำลังกายแบบประยุกต์ว่า “โปรแกรมออกกำลังกายบนเก้าอี้ช่วยเสริมพลังให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระและมีข้อจำกัดน้อยลง เราเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นไม่เพียงด้านร่างกาย แต่รวมถึงสภาพจิตใจด้วย เพราะกิจกรรมกลุ่มช่วยสร้างความผูกพันและลดความรู้สึกอ้างว้างเปลี่ยวเหงา” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายจากสถาบันวิจัยและพัฒนากิจการผู้สูงอายุไทย (TGRI) เสริมว่า “จุดเด่นของการออกกำลังกายบนเก้าอี้คือทำได้ง่ายและเหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการชุมชน วัด หรือแม้แต่ที่บ้าน ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับกิจกรรมเหล่านี้ทั้งสิ้น” (TGRI)

ในประเทศไทยเองก็เริ่มเห็นการนำกิจกรรมลักษณะนี้มาปรับใช้ในระดับชุมชนบ้างแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งได้ให้การสนับสนุนชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งมีอาสาสมัครช่วยสอนโยคะบนเก้าอี้และรำไทเก็กตามสวนสาธารณะและหอประชุมของชุมชน ด้านกระทรวงสาธารณสุขก็ได้จัดทำคู่มือภาพประกอบการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มและบำรุงสุขภาพหัวใจ (กระทรวงสาธารณสุข) ในบริบทเฉพาะของไทย การออกกำลังกายบนเก้าอี้มักจะผสมผสานเข้ากับดนตรีไทยเดิมหรือท่ารำวง ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับการได้ขยับเขยื้อนร่างกาย

งานวิจัยจากต่างประเทศยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญของความพยายามเหล่านี้ งานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเมื่อปี พ.ศ. 2567 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Aging and Physical Activity แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายบนเก้าอี้ภายใต้การดูแล ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น เดินได้เร็วขึ้น และยังรายงานว่ามีสุขภาวะโดยรวมที่ดีขึ้นอีกด้วย (PubMed) สิ่งสำคัญคือ นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและมีอัตราการเลิกกลางคันต่ำมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมนี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและได้ผลดีในกลุ่มผู้สูงอายุ

แม้จะมีข้อดีที่เห็นได้ชัดเจน แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องความปลอดภัย การขาดแคลนผู้สอนที่ผ่านการฝึกอบรม หรือแม้แต่ทัศนคติเชิงลบที่บางคนอาจมีต่อการออกกำลังกายแบบกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ผู้บริหารงานสาธารณสุขท่านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า “ภารกิจของเราคือการให้ความรู้แก่ครอบครัวและผู้นำชุมชน โดยอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจว่าการออกกำลังกายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ ‘กิจกรรมเบาๆ’ แก้เบื่อ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” ผู้บริหารท่านนี้ยังเสริมด้วยว่า โครงการดิจิทัลต่างๆ เช่น วิดีโอสอนออกกำลังกายที่เผยแพร่ผ่าน LINE และ YouTube มีส่วนช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์โรคระบาด

อันที่จริงแล้ว การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ขยับร่างกายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับสังคมไทยเลย งานเทศกาลตามหมู่บ้านและงานวัดต่างๆ มักจะมีการรำวงและการละเล่นที่เปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยได้เคลื่อนไหวร่างกายกันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัยมากขึ้น และขนาดครอบครัวก็เล็กลง โอกาสที่จะได้ทำกิจกรรมเหล่านี้ก็น้อยลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้คนมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น อาจารย์อาวุโสจากสถาบันพลศึกษาท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “เราจำเป็นต้องฟื้นฟูประเพณีดีๆ เหล่านี้ขึ้นมาใหม่ โดยปรับให้เข้ากับความต้องการของยุคปัจจุบัน ซึ่งการออกกำลังกายบนเก้าอี้นี่แหละ ที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์สุขภาพสมัยใหม่กับจุดแข็งทางวัฒนธรรมของไทยได้อย่างลงตัว”

เมื่อมองไปข้างหน้า หน่วยงานด้านสุขภาพระดับโลกต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มทางเลือกการออกกำลังกายที่เข้าถึงได้ง่าย ในขณะที่ประชากรของประเทศมีอายุสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานล่าสุดขององค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางที่เหมาะสมกับวัยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที โดยชี้ว่าการออกกำลังกายบนเก้าอี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำได้ง่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว (WHO)

สำหรับครอบครัวไทย คำแนะนำนั้นไม่ซับซ้อนเลย นั่นคือการสนับสนุนให้ญาติผู้ใหญ่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมโปรแกรมที่มีการจัดเตรียมไว้ตามศูนย์ผู้สูงอายุ หรือทำกิจกรรมง่ายๆ ที่บ้าน บุคลากรทางการแพทย์เองก็ควรแนะนำเรื่องการขยับร่างกายเสมือนเป็น ‘ยา’ ขนานเอก โดยปรับกิจกรรมให้เข้ากับความสามารถและความชอบของแต่ละคน ส่วนผู้นำชุมชนก็ควรช่วยกันผลักดันให้มีการสนับสนุนด้านงบประมาณและการฝึกอบรมสำหรับผู้นำการออกกำลังกายในท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกพื้นที่จะมีสถานที่ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรให้ผู้สูงอายุได้มาเคลื่อนไหวร่างกายและพบปะสังสรรค์กัน

ภาพครูฝึกสอนสุขภาพผู้สูงวัยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใส ซึ่งแพร่หลายไปทั่วสื่อต่างประเทศนั้น ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกช่วงวัย และแม้แต่กิจกรรมที่ดูเรียบง่ายที่สุดอย่างการออกกำลังกายบนเก้าอี้ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสังคมโดยรวม โจทย์ใหญ่และโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยคือการออกแบบแนวทางที่เคารพในประเพณีดั้งเดิม ผสมผสานเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ และเชื้อเชิญให้ทุกคน ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดใดๆ ก็ตาม มาร่วมกันสร้างเสริมสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง