แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจแถวหน้าจากนิวยอร์ก ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ในตู้ยาของพวกเราหลายล้านคน นั่นคือ ‘สารทาเลต’ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาแคปซูลนิ่ม ผลงานวิจัยล่าสุดและคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญชี้ตรงกันว่า สารตัวนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจวายได้อย่างมีนัยสำคัญ การเปิดเผยครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยาที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น ยาแก้ปวด วิตามินรวม ยาระบาย ไปจนถึงยาแก้หวัด เรื่องนี้คาดว่าจะสร้างความกังวลไม่น้อยในหมู่ผู้ใช้ยาทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่คนไทยกำลังตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น และยาหลายชนิดก็หาซื้อได้ง่ายจากร้านขายยาทั่วไป

สารทาเลต (phthalates) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า สารพลาสติไซเซอร์ (plasticizers) เป็นกลุ่มสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานให้กับพลาสติก ทำให้พลาสติกนิ่มลง พบได้ตั้งแต่ของเล่นเด็ก บรรจุภัณฑ์อาหาร และที่น่ากังวลคือ ในเปลือกเจลาตินของยาที่เรากินกันหลายชนิด รายงานล่าสุดจาก Daily Mail อ้างอิงคำเตือนจากอายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลเมาท์ไซนาย (Mount Sinai) ที่เน้นย้ำว่าสารทาเลตในแคปซูลยาสามารถกระตุ้นให้หลอดเลือดแดงอักเสบ ก่อให้เกิดภาวะเครียดจากออกซิเดชัน และซ้ำเติมให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวและตีบตันรุนแรงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงกับโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดหัวใจ

คำเตือนนี้ไม่ได้ลอยๆ แต่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางระบาดวิทยาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มาสนับสนุน งานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Pollution เมื่อปี 2021 ได้ประเมินระดับสารทาเลตในปัสสาวะของผู้สูงอายุกว่า 5,000 คน และติดตามผลนานเกือบสิบปี ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ที่มีระดับสารทาเลตในปัสสาวะสูง มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น แม้จะเล็กน้อยแต่ก็มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่สำคัญคือ เป็นที่ทราบกันดีว่าผลิตภัณฑ์ออกซิเดชันจากสารเคมีเหล่านี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อหัวใจและหลอดเลือด รบกวนระบบเผาผลาญคอเลสเตอรอล และกระตุ้นการสะสมของคราบไขมันที่อุดตันหลอดเลือดแดง นอกจากนี้ ข้อมูลคาดการณ์อัตราการเสียชีวิตทั่วโลกสำหรับปี 2025 ที่เผยแพร่ใน PubMed ยังชี้ว่า สารพลาสติไซเซอร์ DEHP ซึ่งเป็นสารทาเลตที่ใช้กันทั่วไป เป็นอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจทั่วโลก นักวิจัยยืนยันว่า “พลาสติกโพลิเมอร์และสารเติมแต่ง โดยเฉพาะ DEHP มีส่วนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) จริงๆ”

สำหรับประเทศไทยเรา แม้จะเริ่มตื่นตัวเรื่องการปนเปื้อนของสารทาเลตกันมากขึ้น แต่มาตรการควบคุมดูแลก็ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา งานวิจัยของไทยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน วารสาร Journal of Clinical Research and Applied Medicine (ThaiJO) ชี้ว่าสารทาเลตปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันทุกวัน ตั้งแต่ภาชนะใส่อาหารไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ รายงานดังกล่าวเรียกร้องให้มีการปรับปรุงนโยบาย เสริมสร้างการตรวจสอบ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะได้รับสารนี้ ขณะเดียวกัน งานวิจัยในเขตเมืองของกรุงเทพมหานครระบุว่าฝุ่นภายในอาคารเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์สัมผัสสารทาเลต โดยพบระดับที่น่าเป็นห่วงในเด็ก (PubMed)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจชี้ให้เห็นถึงกลไกทางชีวภาพที่เป็นอันตรายว่า เมื่อร่างกายได้รับสารทาเลตเข้าไป สารนี้สามารถทำให้ผนังหลอดเลือดแดงบวมและเกิดการระคายเคืองได้ เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงสูญเสียความยืดหยุ่นและอุดตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะสำคัญรวมถึงหัวใจลดลง ภาวะเครียดจากออกซิเดชันที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเหล่านี้ยังทำลายเซลล์หัวใจและทำให้การทำงานปกติของเซลล์บกพร่อง นำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจตาย และในที่สุดคือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ไม่เพียงเท่านั้น สารทาเลตยังไปรบกวนระบบการเผาผลาญไขมัน ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) สูงขึ้น ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเสี่ยงโดยรวมต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า “ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับสารทาเลตบางชนิดในของเล่นและบรรจุภัณฑ์อาหาร แต่การสัมผัสสารนี้ผ่านทางยายังคงเป็นจุดที่ถูกมองข้าม จึงมีความจำเป็นต้องมีการประเมินความปลอดภัยที่ทันสมัย และอาจต้องปรับสูตรยาที่ใช้กันทั่วไป” มุมมองนี้สอดคล้องกับนักวิจัยชั้นนำด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งเสนอให้มีการตรวจติดตามทางชีวภาพอย่างครอบคลุม และการนำสารทดแทนที่ปลอดภัยกว่ามาใช้ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติสากลที่ดีที่สุด (MDPI)

การสัมผัสสารทาเลตยิ่งเป็นอันตรายต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งทั้งหมดนี้มักบริโภคยาแคปซูลนิ่มและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่บ่อยครั้ง ข้อมูลจากประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียเผยว่า ความเข้มข้นของสารเมแทบอไลต์ของทาเลตในปัสสาวะมีระดับใกล้เคียงหรือสูงกว่าที่พบในประชากรยุโรป ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของปัญหานี้ (Environ Sci Technol) นอกจากนี้ ลักษณะวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น ความนิยมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและอาหารเสริมที่บรรจุในแคปซูลนิ่ม อาจทำให้คนไทยสัมผัสสารนี้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ผู้ผลิตในบางประเทศจะเริ่มทยอยเลิกใช้สารทาเลตที่อันตรายที่สุด โดยหันไปใช้สารทดแทน เช่น สารทาเลตที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและสารพลาสติไซเซอร์ที่ไม่ใช่ทาเลต แต่ก็ไม่ใช่ว่าสารทดแทนทุกชนิดจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย ช่องว่างด้านกฎระเบียบยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ในยา สำหรับกระทรวงสาธารณสุขของไทย ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ กับการลดการสัมผัสสารเคมีโดยไม่ได้ตั้งใจให้น้อยที่สุด แนวโน้มในอดีตของไทยที่มุ่งสู่ความทันสมัย การใช้ยาจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และช่องว่างความรู้ของประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากสารเคมี ทำให้การสื่อสารความเสี่ยงแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายมีความสำคัญเป็นพิเศษ

ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์แนะนำมาตรการหลายประการ ได้แก่ การปรับปรุงฉลากส่วนผสมของยาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การควบคุมปริมาณสารพลาสติไซเซอร์โดยกระทรวงสาธารณสุขให้เข้มงวดขึ้น และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามความเข้มข้นของสารทาเลตในประชากรไทย ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาแคปซูลนิ่มบ่อยครั้งหรือเป็นระยะเวลานาน และควรเลือกใช้ยาเม็ดหรือแคปซูลที่ระบุว่า “ปราศจากสารทาเลต” หากมีจำหน่าย นอกจากนี้ ครอบครัวควรจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพลาสติกในการเก็บอาหารและของเล่นเด็ก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ได้รับการแนะนำแล้วในโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนหลายโครงการ (Wikipedia)

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทั่วไป ข้อความสำคัญที่ควรนำไปปฏิบัติมีสองประการ ประการแรก คือการเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับชนิดของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บริโภคเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่เป็นแคปซูลนิ่ม ประการที่สอง คือการเป็นฝ่ายเริ่มต้นสอบถามข้อมูลจากเภสัชกรหรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับสารเคมีที่อาจเป็นส่วนผสมในยา ผู้ปกครองและผู้ดูแลควรระมัดระวังเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวซึ่งอาจต้องใช้ยาในระยะยาว ในภาพรวม การสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เช่น การเปิดเผยส่วนผสมที่เข้มงวดขึ้น และการทดสอบความปลอดภัยของสารปรุงแต่งในยา จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่รวดเร็วของประเทศจะไม่ต้องแลกมาด้วยอันตรายจากสารเคมีที่ซ่อนอยู่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านสรุปข่าวต้นฉบับได้จาก Daily Mail งานวิจัยที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการสัมผัสสารทาเลต ผลการศึกษาวิจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของไทย และภาพรวมข้อมูลล่าสุดจาก Wikipedia