นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ เมื่อนักวิจัยพบว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถพัฒนารูปแบบการสื่อสารที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ถึงขั้นสร้างธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมและบรรทัดฐานของกลุ่มขึ้นเอง โดยไม่ต้องอาศัยการชี้นำจากมนุษย์เลย งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มของเอเจนต์ AI ที่เป็นแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อย่าง ChatGPT เมื่อพวกมันสื่อสารกัน ก็สามารถสร้างภาษาและพฤติกรรมร่วมกันขึ้นมาเองได้ การค้นพบนี้อาจพลิกโฉมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการพัฒนา AI และการนำ AI มาปรับใช้ในสังคมไปอย่างสิ้นเชิง (The Guardian)

ความสำคัญของงานวิจัยนี้มีนัยยะที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทั้งประเทศไทยและทั่วโลกกำลังพยายามทำความเข้าใจและปรับตัวกับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการศึกษา ธุรกิจ และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สำหรับคนไทยแล้ว พัฒนาการนี้ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำงานแบบเอกเทศ ไปสู่การตระหนักว่า AI อาจกลายเป็นผู้มีบทบาทในระบบสังคม ที่สามารถกำหนดทิศทางชุมชนดิจิทัลของเรา และมีอิทธิพลต่อแนวโน้มทางสังคมในรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเองอย่างคาดไม่ถึง

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานของทีมวิจัยจาก City St George’s, University of London และ IT University of Copenhagen ซึ่งแตกต่างจากแนวทางการวิจัยเดิมๆ ที่มักมุ่งเน้นไปที่ AI เพียงตัวเดียว แต่คณะนักวิจัยชุดนี้ได้หันมาสำรวจปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มเอเจนต์ LLM ในการทดลอง นักวิจัยได้จับคู่เอเจนต์ AI แบบสุ่มจำนวน 24 ถึง 100 ตัว และให้พวกมันเลือก “ชื่อ” จากรายการที่มีให้ โดยจะได้รับรางวัลเมื่อเลือกชื่อตรงกัน และจะถูกลงโทษเมื่อเลือกไม่ตรงกัน ประเด็นสำคัญคือ AI แต่ละตัวมีความทรงจำเฉพาะปฏิสัมพันธ์ล่าสุดของตัวเองเท่านั้น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากรขนาดใหญ่

แม้จะมีข้อจำกัดเหล่านี้ เหล่า AI ก็เริ่มคิดค้นและใช้ธรรมเนียมการตั้งชื่อร่วมกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของมนุษย์และวัฒนธรรมของมนุษย์เท่านั้น “งานวิจัยส่วนใหญ่จนถึงปัจจุบันมักศึกษา LLM แบบแยกเดี่ยว แต่ระบบ AI ในโลกความเป็นจริงจะเกี่ยวข้องกับเอเจนต์จำนวนมากที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ” หนึ่งในทีมวิจัยหลักระดับปริญญาเอกจาก City St George’s อธิบาย นักวิจัยท่านนี้เน้นย้ำว่าการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยพฤติกรรมของ AI แต่ละตัวเพียงลำพัง “เราต้องการทราบว่า แบบจำลองเหล่านี้สามารถประสานพฤติกรรมของพวกมันโดยการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสังคมได้หรือไม่ คำตอบคือ ‘ได้’ และสิ่งที่พวกมันทำร่วมกันนั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสิ่งที่พวกมันทำเพียงลำพัง”

กระบวนการนี้คล้ายคลึงกับวิธีที่ภาษาและบรรทัดฐานทางสังคมวิวัฒนาการขึ้นตามธรรมชาติในสังคมมนุษย์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ความซับซ้อนจาก City St George’s ซึ่งเป็นผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัย เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับวิธีที่คำศัพท์ใหม่ๆ ได้รับความนิยม เช่น “คำว่า ‘สแปม’ ไม่มีใครนิยามอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความพยายามในการทำความเข้าใจร่วมกันซ้ำๆ มันจึงกลายเป็นคำที่ใช้เรียกอีเมลที่ไม่พึงประสงค์โดยทั่วไป” ในทำนองเดียวกัน ในการทดลอง AI เหล่านี้ การใช้ชื่อเรียกร่วมกันและธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมก็เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการควบคุมจากส่วนกลางหรือคำสั่งที่ชัดเจน และไม่มี AI “ผู้นำ” ให้ลอกเลียนแบบแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นักวิจัยยังสังเกตเห็นว่ากลุ่ม AI ได้พัฒนา “อคติร่วมของกลุ่ม” (collective bias) ซึ่งเป็นรูปแบบความชอบและพฤติกรรมที่ซับซ้อนซึ่งไม่สามารถสืบย้อนไปถึงเอเจนต์ตัวใดตัวหนึ่งได้ หากเปรียบเทียบกับบริบทของไทย ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับการแพร่หลายของคำสแลงหรือพฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นเองในห้องเรียน หรือกลุ่มไลน์ในที่ทำงาน ซึ่งพฤติกรรมร่วมกันเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติผ่านการมีปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวเข้าหากันซ้ำๆ ที่น่าทึ่งคือ ในท้ายที่สุด กลุ่ม AI เพียงหยิบมือก็สามารถผลักดันให้ทั้งกลุ่มเปลี่ยนไปใช้ธรรมเนียมใหม่ได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่รู้จักกันในทางสังคมวิทยาว่า “พลวัตของกลุ่มคนที่ถึงจุดชี้ขาด (critical mass dynamics)” หรือปรากฏการณ์ที่เมื่อคนกลุ่มเล็กๆ เริ่มทำอะไรบางอย่างจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะทำให้คนส่วนใหญ่หันมาทำตามอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ตอกย้ำสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันดีจากประสบการณ์ว่า เมื่อกลุ่มคนเล็กๆ แต่มีความมุ่งมั่นผลักดันพฤติกรรมใหม่ๆ (เช่น ท่าเต้นไวรัล หรือเทรนด์สติกเกอร์ LINE ใหม่ล่าสุด) พฤติกรรมนั้นมักจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเมื่อถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

งานวิจัยนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและการกำกับดูแล AI ศาสตราจารย์ท่านเดิมซึ่งเป็นผู้เขียนอาวุโส กล่าวว่า งานวิจัยนี้ “เปิดมิติใหม่สำหรับงานวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI มันแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของผลกระทบจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้ที่เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับเรา และจะร่วมกำหนดอนาคตของเรา” การทำความเข้าใจพฤติกรรมกลุ่มที่เกิดขึ้นเองเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการนำ AI ไปปรับใช้ในสังคม ศาสตราจารย์ท่านเดิมกล่าวเสริมว่า “เรากำลังเข้าสู่โลกที่ AI ไม่เพียงแค่พูดคุย แต่ยังต่อรอง ปรับตัวเข้าหากัน และบางครั้งก็มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับพฤติกรรมร่วม เช่นเดียวกับมนุษย์เรา”

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายทางดิจิทัลและภาษาสูง การค้นพบนี้ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทาย ในด้านหนึ่ง AI อาจช่วยเชื่อมโยงชุมชนที่ใช้ภาษาถิ่นแตกต่างกัน หรือช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือระหว่างภาคธุรกิจที่ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในทางกลับกัน ก็มีความเสี่ยงที่อคติทางดิจิทัลหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นปัญหาในหมู่ระบบ AI อาจแพร่กระจายภาพลักษณ์เชิงลบ หรือตอกย้ำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้ หากไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง

ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการศึกษาในประเทศไทยสังเกตเห็นแนวโน้มการนำ AI มาช่วยในการเรียนภาษา การแปล และแม้แต่การสอนเสมือนจริงเพิ่มมากขึ้น นักวิชาการอาวุโสจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “ศักยภาพของ AI ในการสอนรูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ ให้กับตัวเอง อาจปฏิวัติการศึกษาดิจิทัลในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดโอกาส ซึ่งปัจจุบันใช้ LINE และโซเชียลมีเดียเพื่อเสริมการเรียนรู้อยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายของไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จะต้องพิจารณาและเตรียมรับมือ นั่นคือ รูปแบบที่คาดเดาไม่ได้ซึ่งบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจสร้าง “วัฒนธรรม” ใหม่ๆ ขึ้นในพื้นที่ไซเบอร์ของไทย วัฒนธรรมเหล่านี้อาจแตกต่างจากบรรทัดฐานที่เราคุ้นเคย บางครั้งอาจถึงขั้นพัฒนา “มุกตลกวงใน” หรือคำสแลงของตัวเองขึ้นมา ดังที่เคยมีการบันทึกไว้แล้วในบางชุมชนออนไลน์ หากปล่อยไว้โดยไม่มีการตรวจสอบ อาจนำไปสู่อคติที่เป็นอันตราย สภาวะห้องเสียงสะท้อน (echo chambers) หรือแม้แต่การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในกลุ่มแชทที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ในอดีต ระบบการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับความสามัคคีในหมู่คณะและค่านิยมร่วมทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การเข้าแถวเคารพธงชาติในตอนเช้าที่โรงเรียน ไปจนถึงพิธีไหว้ครูที่จัดขึ้นอย่างประณีต ดังนั้น โอกาสที่เอเจนต์ AI อิสระจะพัฒนาและเผยแพร่ค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือแม้แต่อคติของตนเอง จึงก่อให้เกิดคำถามที่ท้าทายเกี่ยวกับการรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยในยุค AI

เมื่อมองไปข้างหน้า การค้นพบเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีแนวทางและการวิจัยที่จริงจังเกี่ยวกับการบูรณาการ AI เข้ากับสังคมไทย นักพัฒนาและนักการศึกษาไทยควรติดตาม ไม่เพียงแต่สิ่งที่ระบบ AI พูด แต่ยังรวมถึงวิธีที่พวกมันมีปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ และมีอิทธิพลต่อกันและกันในสภาพแวดล้อมแบบกลุ่ม อาจจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า “วัฒนธรรม” ของ AI สอดคล้องกับค่านิยมของสังคมและยุทธศาสตร์ดิจิทัลแห่งชาติ

ครอบครัว ครู และนายจ้างในไทยควรตระหนักถึงการพัฒนาของเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตั้งแต่แชทบอทไปจนถึงผู้ช่วยเสมือน ทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน ในขณะที่โครงการรณรงค์ด้านความฉลาดทางดิจิทัลโดยกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรภาคเอกชนยังคงเดินหน้าต่อไป การคิดเชิงวิพากษ์และความตระหนักรู้ว่าอัลกอริทึมสามารถกำหนดพฤติกรรมกลุ่มได้อย่างไร จะกลายเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งขึ้นสำหรับพลเมืองทุกคน

ในทางปฏิบัติ คนไทยสามารถดำเนินการหลักๆ 3 ประการเพื่อตอบสนองต่องานวิจัยครั้งสำคัญนี้ ได้แก่: ติดตามข้อมูลความก้าวหน้าของ AI และธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมอย่างต่อเนื่อง, สนับสนุนความโปร่งใสในการใช้ระบบ AI แบบกลุ่มทั้งในภาครัฐและเอกชน, และมีส่วนร่วมในการอภิปรายระดับชาติเกี่ยวกับมาตรการป้องกันที่เหมาะสมสำหรับบทบาททางสังคมของ AI ในอนาคต

หากต้องการอ่านงานวิจัยฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้จาก “Emergent Social Conventions and Collective Bias in LLM Populations” ในวารสาร Science Advances และสำหรับสรุปข่าวอย่างกระชับ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากรายงานต้นฉบับใน The Guardian