บทความล่าสุดจากระบบสุขภาพโรเชสเตอร์รีเจนนัล (Rochester Regional Health) เผยว่า บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก รวมทั้งในไทย เริ่มมองเห็นความสำคัญว่า การเปิดอกคุยกันเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างจริงใจมักเป็นช่องว่างที่ถูกมองข้าม และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมีบทบาทสำคัญในการยกระดับสุขภาวะและความสัมพันธ์ของแต่ละคนให้ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของสมาคมสุขภาพทางเพศแห่งสหรัฐอเมริกา (American Sexual Health Association) พบว่ามีคู่รักไม่ถึง 1 ใน 4 เท่านั้นที่กล้าเปิดใจคุยเรื่องชีวิตเพศของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ส่งผลให้หลายคนขาดความพร้อมในการรับรู้และรับมือกับปัญหาสุขภาพทางเพศที่อาจตามมา ในยุคที่สุขภาพทางเพศกลายเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิตโดยรวม งานวิจัยชิ้นล่าสุดและการปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติใหม่ๆ จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนเหล่านี้

สำหรับคนไทยเรา งานวิจัยชิ้นนี้ถือว่าสำคัญไม่แพ้กัน แม้ว่าบ้านเราจะมีความก้าวหน้าเรื่องเพศศึกษามาอย่างต่อเนื่อง แต่ทัศนคติและกรอบสังคมบางอย่างยังคงเป็นกำแพง ทำให้หลายคนรวมถึงคู่รักจำนวนมากไม่กล้าเปิดอกคุยเรื่องเพศกันอย่างตรงไปตรงมา แม้แต่กับคนรักของตัวเอง ผลที่ตามมานั้นส่งผลกระทบในวงกว้าง การไม่สื่อสารกันเรื่องสุขภาพทางเพศอาจนำไปสู่ความไม่พอใจ ความเข้าใจผิด หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพที่จริงๆ แล้วป้องกันได้ เมื่อมองเห็นปัญหาเหล่านี้ มาตรฐานการดูแลระดับสากลอย่างที่งานวิจัยล่าสุดของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็น จึงยิ่งมีความสำคัญ ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ไทยเองก็กำลังพยายามยกระดับการดูแลให้เป็นแบบองค์รวมและคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นหลัก

การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ ซึ่งไม่เหมือนกับการบำบัดทางเพศที่ใช้เวลานาน กำลังกลายเป็นทางเลือกที่ให้ความช่วยเหลือระยะสั้น เน้นแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ครอบคลุมหลายมิติ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศที่ได้รับการรับรองจากสถาบันสุขภาพโรเชสเตอร์รีเจนนัลท่านหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า การปรึกษาแต่ละครั้งจะเน้นที่ความสบายใจของผู้รับคำปรึกษา เปิดให้พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและไม่ตัดสิน วิธีการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาที่พบบ่อยแต่คนส่วนใหญ่มักเก็บไว้ในใจ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง ปัญหาช่องคลอดแห้ง การไม่ถึงจุดสุดยอด อารมณ์ทางเพศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ไปจนถึงความขัดแย้งในความสัมพันธ์

ผู้ให้คำปรึกษาที่ได้รับการรับรองท่านเดิมเน้นว่า การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศช่วยสร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้แต่ละคนผ่านการให้ความรู้ ไม่เพียงแต่เรื่องสรีระและการทำงานของร่างกาย แต่ยังรวมถึงการสื่อสารความต้องการ ขอบเขต และสิ่งที่จำเป็นของตนเองด้วย “เรามุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่อาจรบกวนคุณเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหรือเพศภาวะของคุณ” ผู้ให้คำปรึกษาท่านนั้นอธิบาย พร้อมย้ำว่าปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสุขในชีวิตโดยรวมได้ ที่สำคัญคือ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจาก AASECT (American Association of Sexuality Educators, Counselors and Therapists ซึ่งเป็นสมาคมนักเพศศึกษา ผู้ให้คำปรึกษา และนักบำบัดทางเพศแห่งสหรัฐอเมริกา) เช่นเดียวกับผู้ให้คำปรึกษาที่กล่าวถึงในบทความนี้ ต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางและฝึกปฏิบัติภายใต้การดูแลอย่างเข้มข้นกว่า 1,000 ชั่วโมง เพื่อรับประกันคุณภาพการดูแล

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ผลการวิจัยเหล่านี้สอดรับกับความต้องการในประเทศเป็นอย่างดี แม้ว่าบ้านเราจะมีโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขที่แข็งขันเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (รตพ.) และการวางแผนครอบครัว แต่การให้คำปรึกษาที่เจาะลึกเรื่องส่วนตัวและความสัมพันธ์เพื่อสุขภาวะทางเพศโดยรวมยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร อุปสรรคยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และคนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจถูกสังคมตีตรามากขึ้น หรือเข้าไม่ถึงผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมมาโดยตรง ผลสำรวจจากกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่ง (UNFPA Thailand, Bangkok Post) ชี้ว่าเยาวชนจำนวนมากลังเลที่จะปรึกษาเรื่องส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน เพราะกลัวถูกตัดสินหรือความลับรั่วไหล

ในเชิงวัฒนธรรม ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” (การนอบน้อมถ่อมตนและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือทำให้ผู้อื่นอับอาย) ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น แม้ว่าการให้เกียรติกันจะเป็นจุดแข็งของสังคม แต่ก็อาจทำให้หลายคนเลือกที่จะเงียบเมื่อรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่พอใจเรื่องเพศโดยไม่ได้ตั้งใจ ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทย บทความจากสถาบันสุขภาพโรเชสเตอร์รีเจนนัลชี้ว่าคนทั่วโลกก็มีปัญหาในการสื่อสารเรื่องเพศไม่ต่างกัน อย่างไรก็ดี งานวิจัยชี้ว่าเส้นทางสู่ความสัมพันธ์ทางเพศที่ดีขึ้น เริ่มต้นจากการทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาวะทางเพศกับผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องปกติในสังคม

แนวโน้มนโยบายสุขภาพและการศึกษาของไทยในปัจจุบัน เริ่มสะท้อนข้อมูลเชิงลึกระดับโลกเหล่านี้ โรงพยาบาลใหญ่บางแห่งในไทยเริ่มมีคลินิกสุขภาพทางเพศส่วนตัวที่มีผู้ให้คำปรึกษาที่ผ่านการอบรมแล้ว และศูนย์บริการสุขภาพในเมืองใหญ่กำลังริเริ่มโครงการกลุ่มพูดคุยและสายด่วนนิรนาม แต่การเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังไม่ทั่วถึง โดยผู้ให้คำปรึกษาในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มักจะได้รับการฝึกอบรมขั้นสูงตามที่งานวิจัยล่าสุดแนะนำมากกว่า

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ขยายโครงการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ไทย โดยใช้รูปแบบการรับรองมาตรฐานสากล และผนวกการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศเข้ากับการดูแลผู้ป่วยทั่วไป ปัจจุบัน โรงเรียนแพทย์และเวิร์กช็อปการศึกษาต่อเนื่องเริ่มบรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร การดูแลที่คำนึงถึงผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรง (trauma-informed care) และความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศมากขึ้น ความพยายามเหล่านี้กำลังเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เนื่องจากมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ว่าความสุขทางเพศเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสุขภาพจิต คุณภาพความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ประสิทธิภาพในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน (World Health Organization)

สำหรับคนไทยทุกคน สารสำคัญที่ต้องการสื่อคือ ปัญหาหรือข้อกังวลเรื่องสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ใช่เรื่องน่าอาย การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่แค่เพื่อความสุขทางเพศ แต่เพื่อสุขภาวะที่ดีในทุกๆ ด้าน ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้ เช่น มองหาคลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศที่ผ่านการรับรอง ใช้บริการสายด่วนนิรนามหากกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และส่งเสริมให้เปิดใจคุยกันมากขึ้นในความสัมพันธ์ของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับมาตรฐานการดูแลในยุคปัจจุบัน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังปรับตัวและก้าวไปข้างหน้า การสร้างวัฒนธรรมที่มองว่าสุขภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทั่วไป ครอบคลุมทั้งเรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์ และร่างกาย จำเป็นต้องอาศัยทั้งการปรับเปลี่ยนนโยบายจากภาครัฐและการเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม ณ ตอนนี้ งานวิจัยใหม่ๆ และแนวทางเวชปฏิบัติสากลที่ปรับปรุงแล้ว ได้มอบแสงสว่างและความหวังให้กับผู้ที่ต้องการมีชีวิตรักที่ดีและมีความสุขยิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Rochester Regional Health, American Sexual Health Association, UNFPA Thailand, Bangkok Post, World Health Organization