นับเป็นเรื่องราวพลิกผันครั้งสำคัญที่สะท้อนความเสี่ยงของเทรนด์สุขภาพสุดฮิตบนโลกโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังด้านการกินเนื้อสัตว์ล้วนสุดขั้ว หรือที่รู้จักในนาม “ลิเวอร์คิง” (Liver King) ได้ออกมาเปิดปากยอมรับว่าตนเอง “คิดผิด” เกี่ยวกับคุณประโยชน์ที่เคยป่าวประกาศของการบริโภคเฉพาะอาหารจากสัตว์ อย่างเช่น อัณฑะและตับดิบ การสารภาพครั้งนี้มีขึ้นในสารคดีเรื่องใหม่ทาง Netflix และกำลังปลุกกระแสให้สังคมกลับมาตรวจสอบสูตรการกินแบบจำกัดที่โปรโมทกันเกลื่อนเน็ตอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งจุดประเด็นถกเถียงที่สำคัญเกี่ยวกับโภชนาการ สุขภาพ และข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งในไทยและทั่วโลก (UNILAD)

“ลิเวอร์คิง” คือดาวเด่นบนโลกออนไลน์จากสหรัฐอเมริกา เขาโด่งดังไปทั่วโลกจากการอวดหุ่นล่ำบึ้กและไลฟ์สไตล์สุดขั้วที่เน้นกินเครื่องในสัตว์ โดยงดเว้นอาหารจากพืชแทบทุกชนิด ครอบครัวของเขาก็ร่วมวงกินแบบนี้ด้วย โดยมีการโชว์การกินอัณฑะวัว ไขกระดูก และเครื่องในดิบออกสื่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขาเรียกว่า “วิถีบรรพบุรุษ” (ancestral way) ที่เขานิยามขึ้นเอง เขายืนกรานว่าการกินเนื้อล้วนช่วยเยียวยาปัญหาสุขภาพและอาการภูมิแพ้ของลูกๆ ได้ ทำให้มีผู้ติดตามหลายล้านคนและสร้างธุรกิจอาหารเสริมที่โกยเงินมหาศาล

แต่ล่าสุด ในสารคดีของ Netflix เรื่อง “Untold: The Liver King” เขาออกมายอมรับว่าการตัดผัก ผลไม้ และธัญพืชทิ้งไป กลับนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหารและส่งผลเสียต่อร่างกาย “ผมเคยปักใจเชื่อเรื่องการกินเนื้อล้วน… แต่ตอนนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่ากำลังทำให้ตัวเองอดอยาก ผมอยากให้โลกรับรู้ว่าผมคิดผิดไปถนัด มันผิดพลาดไปหมดเลย การทำอะไรที่สุดโต่งเกินไปมันคงไม่เวิร์คหรอก” เขาเปิดใจ

การออกมายอมรับครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเกิดดราม่าถาโถม อาณาจักรของลิเวอร์คิงเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่ปี 2022 เมื่ออีเมลลับถูกแฉว่าแท้จริงแล้วเขาใช้สารกระตุ้นสมรรถภาพ ซึ่งสวนทางกับคำอ้างที่บอกซ้ำๆ ว่าหุ่นล่ำๆ ของเขาเป็นผลมาจากการกินอาหารและ “หลักการ” การใช้ชีวิต 10 ข้อของเขาเท่านั้น หลังจากนั้น เขาก็ยอมรับว่าให้ข้อมูลเท็จต่อสาธารณชน พร้อมเผยถึงผลกระทบที่ตามมาจากการไม่ซื่อสัตย์ของตัวเอง

สูตรการกินเนื้อล้วน (carnivore diet) ซึ่งหมายถึงการกินเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสัตว์และงดอาหารจากพืชทุกชนิด ได้รับความนิยมไปทั่วโลกผ่านทางโซเชียลมีเดีย แต่ก็ถูกผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตั้งคำถามมาโดยตลอด รายงานและความเห็นล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การขาดใยอาหาร วิตามิน และสารพฤกษเคมีในอาหารประเภทนี้ ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร และฮอร์โมนในระยะยาว ตัวอย่างเช่น แพทย์ในสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งเพิ่งออกมาเตือนผู้หญิงว่าการกินเนื้อล้วนอาจรบกวนสมดุลฮอร์โมนและส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้ (Daily Mail) ในทำนองเดียวกัน ความเห็นทางการแพทย์ในออสเตรเลียก็ตั้งข้อสังเกตว่าการกินเนื้อดิบอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่ (Couriermail)

งานวิจัยทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือส่วนใหญ่ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของการกินเนื้อล้วนในมนุษย์ แม้ว่าการกินอาหารคีโตเจนิคหรือคาร์โบไฮเดรตต่ำบางรูปแบบอาจมีประโยชน์ในบางกรณี เช่น สำหรับผู้ป่วยโรคเมตาบอลิซึมหรือระบบประสาทบางชนิด แต่วิธีการกินแต่เนื้อสัตว์ทุกอย่างโดยไม่กินอย่างอื่นเลยนั้น ถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นการขาดสารอาหารและอาจเป็นอันตรายได้ (Business Insider)

การยอมรับของลิเวอร์คิงตอกย้ำสิ่งที่นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารเน้นย้ำมาโดยตลอด นั่นคือ “การทำอะไรที่สุดโต่ง” ในเรื่องโภชนาการไม่น่าจะดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ มาเนเกอร์ (Manaker) ชี้ว่าการงดอาหารจากพืชทั้งหมดอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพลำไส้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดใยอาหาร ซึ่งสำคัญต่อการย่อยอาหารและการป้องกันโรคเรื้อรัง (Delish) นอกจากนี้ การบริโภคไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลในปริมาณสูงจากการกินเนื้อล้วนยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย

สำหรับสังคมไทย ซึ่งอาหารดั้งเดิมอุดมไปด้วยธัญพืช ผัก สมุนไพร และแหล่งโปรตีนที่หลากหลาย แนวคิดเรื่องการกินเนื้อล้วนอย่างเคร่งครัดจึงสวนทางกับภูมิปัญญาด้านอาหารของท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง หน่วยงานด้านสุขภาพและนักวิชาการด้านโภชนาการของไทยได้สนับสนุนให้กลับไปสู่รูปแบบการกินอาหารที่สมดุล โดยย้ำถึง “อาหารไทยเพื่อสุขภาพ” ที่เน้นผัก พืชตระกูลถั่ว และการบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่พอเหมาะ (ThaiJO) งานวิจัยล่าสุดยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงว่าคนไทยบริโภคผักและผลไม้ลดลงอย่างน่าใจหายทั่วประเทศ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากอิทธิพลของกระแสการกินอาหารแบบตะวันตกและวิถีชีวิตที่เร่งรีบในเมือง

ที่น่าสนใจคือ อาหารจากพืช (plant-based diet) กลับกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย แซงหน้ากระแสการกินเนื้อล้วน โดยมีงานวิจัยตลาดสนับสนุนว่าผู้บริโภคชาวไทยหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืน และการกินอย่างมีจริยธรรมมากขึ้น (Mintel; ThaiPBS) อย่างไรก็ตาม ในไทยก็ยังมีกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการกินเนื้อล้วนอยู่บ้างเป็นกลุ่มเฉพาะ ซึ่งมักแบ่งปันเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงส่วนตัวทางออนไลน์ (TikTok) แต่ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์น้อยมากที่สนับสนุนการกินแต่เนื้อสัตว์ล้วนอย่างเข้มงวดสำหรับคนไทย

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของไทย แม้จะเคารพการทดลองด้านอาหารส่วนบุคคล แต่ชี้ว่าปัญหาการระบาดของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศ โดยเฉพาะเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือด จะยิ่งเลวร้ายลงหากคนส่วนใหญ่หันไปกินอาหารที่ไม่รวมพืชผัก นักโภชนาการด้านสาธารณสุข จากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “ใยอาหารจากผักและผลไม้จำเป็นต่อสุขภาพลำไส้และการป้องกันโรค เราควรส่งเสริมความพอดีและความหลากหลาย ไม่ใช่ความสุดโต่ง” แนวคิดนี้สอดรับกับองค์กรระดับโลก เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association)

ในอดีต อาหารไทยถือเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ของความกลมกลืนทางโภชนาการ ความสมดุลของผักสด โปรตีนไม่ติดมัน สมุนไพร และอาหารหมักดอง สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพและอายุยืนยาว ทั้งอาหารริมทาง อาหารปรุงเองที่บ้าน และอาหารในงานเทศกาลตามประเพณี ล้วนเน้นความหลากหลายบนจานอาหาร ซึ่งตรงกันข้ามกับกระแสการกินอาหารที่เน้นอาหารเพียงชนิดเดียว

การกลับลำต่อสาธารณะของลิเวอร์คิงล่าสุดนี้ อาจเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนไทยที่กำลังพิจารณาวิธีการกินอาหารจากต่างประเทศ เส้นทางของเขา ตั้งแต่การหมกมุ่นเรื่องสุขภาพ การเป็นคนดังในโลกออนไลน์ จนถึงการยอมรับผิดในที่สุด ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีวิจารณญาณและการคิดเชิงวิพากษ์ในการประเมินคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพ ดังที่เขาสรุปไว้ การ “ตื่นรู้” ส่วนตัวหมายถึงการยอมรับในสิ่งที่ตนไม่รู้และพัฒนาความคิดของตนเอง “การทำอะไรที่สุดโต่งเกินไปมันคงไม่เวิร์คหรอก” เขายอมรับ พร้อมเสริมหลักการส่วนตัวข้อใหม่ว่า “พัฒนาต่อไป” (evolve)

สำหรับผู้อ่านชาวไทย บทเรียนที่ได้นั้นชัดเจน นั่นคือ ให้ยึดหลักความพอดี ความหลากหลาย และคำแนะนำทางโภชนาการที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ มรดกทางอาหารของไทยเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับสุขภาพ และการสำรวจเทรนด์อาหารใหม่ๆ อาจเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่การกินอาหารแบบสุดโต่งหรือตัดอาหารบางประเภทออกไปนั้นมีความเสี่ยง การปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารวิชาชีพก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการกินอาหารครั้งใหญ่ยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการกินเนื้อล้วนหรือกระแสที่คล้ายกันในประเทศไทย ขั้นตอนที่สามารถทำได้คือการอ่านบทสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ปรึกษาแผนการกินกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และพิจารณาว่าการกินอาหารลักษณะดังกล่าวอาจขัดแย้งกับสุขภาวะในระยะยาวและคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยอย่างไร

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู: