แม้หลายคนจะมองว่าเทศกาลปีใหม่คือช่วงเวลาที่พ่อแม่หัวหมุนที่สุด แต่ผลสำรวจและงานวิจัยหลายชิ้นกลับชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า ช่วงสิ้นปีการศึกษาต่างหากที่สร้างแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับสารพัดภาระงานโรงเรียนที่ประดังเข้ามาพร้อม ๆ กับการจัดการวันหยุดยาวของลูกที่ยังไม่มีแบบแผนแน่นอน สิ่งเหล่านี้สร้างความกังวลและความเหนื่อยล้าให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวในสหรัฐอเมริกาหรือในไทยก็เผชิญปัญหานี้ไม่ต่างกัน ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สังคมควรหันมาใส่ใจดูแลทั้งพ่อแม่และเด็กในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของปีการศึกษา
ผลสำรวจจาก Talker Research ที่สอบถามผู้ปกครองชาวอเมริกันกลุ่มมิลเลนเนียลจำนวน ๒,๐๐๐ คน พบว่าเกือบ ๑ ใน ๓ (ร้อยละ ๒๙) รู้สึกเหนื่อยล้าและหมดแรงเมื่อถึงช่วงปิดภาคเรียน ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยรู้สึกกังวล (ร้อยละ ๒๘) และสับสนวุ่นวาย (ร้อยละ ๒๑) เมื่อต้องวางแผนกิจกรรมให้ลูกในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนควบคู่ไปกับการทำงานประจำ ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ ๔๑ มองว่าช่วงปลายปีการศึกษานั้นเครียดกว่าช่วงวันหยุดปีใหม่เสียอีก สาเหตุหลักมาจากกิจกรรมท้ายเทอมที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงของโรงเรียน พิธีสำเร็จการศึกษา การประชุมผู้ปกครอง และที่สำคัญที่สุดคือแรงกดดันในการหาคนดูแลลูกและค่าใช้จ่ายที่ตามมา เพราะค่าค่ายฤดูร้อนโดยเฉลี่ยอยู่ที่วันละ ๗๓–๘๗ ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ ๒,๗๐๐–๓,๒๐๐ บาท) ซึ่งเกินกำลังของหลายครอบครัว ส่งผลให้พ่อแม่ต้องพยายามจัดตารางชีวิตและการทำงานอย่างหนัก ขณะที่กิจวัตรประจำวันของลูกก็ขาดความต่อเนื่อง (YourTango)
ความเป็นจริงของครอบครัวไทย: เมื่อปิดเทอมกลายเป็นภาระหนักอก
สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้อาจใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะช่วงปิดเทอมใหญ่ของไทย ซึ่งกินเวลาราวกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม และตรงกับฤดูร้อนพอดีนั้น ในอดีตเคยเป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมกับครอบครัวหรือช่วยงานบ้านงานสวน แต่ปัจจุบัน บริบทสังคมเปลี่ยนไป พ่อแม่จำนวนไม่น้อยต้องวุ่นวายกับการหากิจกรรมให้ลูกทำในช่วงปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นค่ายฤดูร้อน กิจกรรมเสริมทักษะ หรือในท้ายที่สุดอาจต้องฝากลูกไว้กับญาติผู้ใหญ่ หรือปล่อยให้ใช้เวลากับหน้าจอเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Bangkok Post) ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ปิดเทอมเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะชีวิตกับผู้ใหญ่ในครอบครัว ในขณะที่สังคมยุคนี้ ความรับผิดชอบในการจัดหาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกในช่วงปิดเทอมกลับตกเป็นของพ่อแม่เต็ม ๆ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจครัวเรือนที่ฝืดเคืองและความช่วยเหลือจากญาติมิตรที่ลดน้อยลง
ผลพวงที่ตามมา: สุขภาพจิตและสายใยในครอบครัว
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ดำเนินการในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ชัดว่า การที่กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนไป มีกิจกรรมทำน้อยลง และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งเด็กและผู้ปกครอง ผลการสำรวจครอบครัวไทย ๙๔๒ ครอบครัวที่มีลูกวัยเรียนพบว่า ความเครียดของผู้ปกครองนั้นเชื่อมโยงกับปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก ตลอดจนการสื่อสารภายในครอบครัวที่ถดถอยลง (MDPI Behavioral Sciences) ปัจจัยสำคัญที่พบ ได้แก่ รายได้ที่ลดลง การใช้เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการนอนหลับของเด็ก และการขาดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่แน่นอนในการวางแผนช่วงปิดเทอมและการจัดสรรเวลาทำงาน ยิ่งเพิ่มความเครียดให้ทั้งพ่อแม่และลูก นำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน สมาธิสั้น และทักษะทางสังคมที่ด้อยลง
ผลสำรวจอีกชิ้นในปี ๒๕๖๕ ยังพบว่า อัตราความวิตกกังวล (ร้อยละ ๔๒.๗) และภาวะซึมเศร้า (ร้อยละ ๒๘.๕) ในกลุ่มผู้ปกครองของเด็กประถมศึกษาในประเทศไทย พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีรายได้น้อย หรือผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลการเรียนของลูกได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาสุขภาพจิตเหล่านี้ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปยังปัญหาพฤติกรรมของเด็ก เมื่อผู้ปกครองมีความเครียดสูง โอกาสในการสร้างกิจวัตรที่ดีให้ลูกก็ลดน้อยลง และเมื่อเด็กขาดกรอบระเบียบ ก็มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหามากขึ้น กลายเป็นวงจรที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีก (PMC Thailand Study)
‘กิจวัตรประจำวัน’ เกราะป้องกันความปั่นป่วนช่วงปิดเทอม
ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลเด็กซีแอตเทิล (Seattle Children’s Hospital) และนักจิตวิทยาเด็กในประเทศไทย ต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กิจวัตรประจำวันเปรียบเสมือนเกราะป้องกันสำคัญสำหรับครอบครัว ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็ก แต่ยังช่วยฟื้นฟูความเข้มแข็งของทั้งครอบครัวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีการศึกษา กิจวัตรเหล่านี้มักจะหยุดชะงักลง ทำให้ผู้ปกครองต้องสวมบทบาทเป็นทั้งผู้วางแผน ผู้ดูแล และผู้สร้างความบันเทิงให้ลูก โดยแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากสวัสดิการหรือหน่วยงานใด ๆ ซ้ำร้ายค่าใช้จ่ายยังเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าจะมีหน่วยงานราชการหรือวัดบางแห่งจัดกิจกรรมที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือมีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ค่ายฤดูร้อนที่มีคุณภาพและมีการดูแลอย่างทั่วถึงก็มักจะมีราคาสูงเกินกว่าที่หลายครอบครัวจะแบกรับไหว
ตามธรรมเนียมไทยเดิมนั้น ครอบครัวขยายและการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ในบ้านเคยเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทักษะและกระชับความสัมพันธ์ในช่วงปิดเทอม (Bangkok Post) ทว่าวิถีชีวิตยุคใหม่ที่ผู้คนต้องโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อการทำงาน ประกอบกับรูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เครือข่ายสนับสนุนเหล่านี้ลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดที่ส่งผลให้มีค่ายปิดเทอมหลากหลายรูปแบบผุดขึ้นมากมาย กลับยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์น้อยยิ่งเข้าถึงกิจกรรมที่มีคุณภาพได้ยากขึ้น
ทางออกและข้อเสนอแนะ: จากนโยบายสู่การปฏิบัติในบ้าน
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและต่างชาติ ครอบคลุมทั้งในระดับนโยบายและการจัดการภายในครอบครัว ตัวอย่างเช่น การเพิ่มโอกาสให้เด็กสามารถเข้าถึงกิจกรรมราคาประหยัดหรือกิจกรรมที่จัดโดยชุมชน การจัดทำคู่มือแนะนำการสร้างกิจวัตรประจำวันในช่วงปิดเทอมสำหรับครอบครัว การส่งเสริมสวัสดิการให้ผู้ปกครองสามารถลางานได้ รวมถึงการจัดให้มีบริการด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ สำหรับในระดับครอบครัว นักวิชาการแนะนำว่า การจัดตารางเวลาแบบง่าย ๆ เช่น กำหนดเวลารับประทานอาหารหรือกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน จะช่วยลดปัญหาความตึงเครียดในครอบครัวได้อย่างมาก (MDPI Behavioral Sciences, Bangkok Post)
มุมมองใหม่ในบริบทไทย: พลิกวิกฤตปิดเทอมเป็นโอกาสทอง
ในปัจจุบัน คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจยังมองว่าช่วงปิดเทอมคือเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความทรงจำเรื่องความกดดันในอดีต อย่างไรก็ตาม แนวโน้มล่าสุดกลับชี้ว่า การปล่อยให้มีอิสระมากจนเกินไปก็สามารถสร้างความเครียดได้ไม่แพ้การมีกิจกรรมอัดแน่น ผู้ปกครองหลายคนจึงมักรู้สึกผิดหรือกังวลเมื่อต้องปล่อยให้ลูกอยู่บ้านโดยไม่มีกิจกรรมใด ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็หวั่นเกรงความเหนื่อยล้าหากต้องเป็นผู้จัดกิจกรรมให้ลูกทุกวัน แนวทางใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ เช่น การรวมกลุ่มระหว่างครอบครัวเพื่อผลัดกันดูแลและจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ ถือเป็นตัวอย่างของการปรับตัวเพื่อสร้างเครือข่ายการดูแลร่วมกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับวิถีปฏิบัติในอดีต แต่ปรับให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน
เมื่อมองไปในอนาคต ช่วงเปลี่ยนผ่านของปีการศึกษาจะยังคงเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางสำหรับครอบครัวไทย หากไม่ได้รับการเอาใจใส่และแก้ไขอย่างจริงจัง ความเครียดสะสมในช่วงนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว และพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก แต่ในทางกลับกัน หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ช่วงเวลานี้ก็สามารถพลิกเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตและฟื้นคืนศักยภาพของทุกคนในครอบครัวได้
สำหรับผู้ปกครองชาวไทย ทางออกเบื้องต้นอาจเริ่มจากการวางแผนช่วงปิดเทอมล่วงหน้า ร่วมมือกับครอบครัวอื่น ๆ ในการผลัดกันดูแลหรือจัดกิจกรรม มองหากิจกรรมที่โรงเรียน ชุมชน หรือวัดจัดขึ้น และที่สำคัญคือต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพใจของตนเองควบคู่ไปกับการดูแลลูก ในส่วนของภาคนโยบายและการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงกิจกรรมในช่วงปิดเทอมได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความต้องการที่หลากหลายของแต่ละครอบครัว พร้อมทั้งบูรณาการการส่งเสริมสุขภาพจิตเข้ากับบริการในระดับชุมชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนมุมมองต่อช่วงเวลาที่เคยเป็นฤดูแห่งความเครียดนี้ ให้กลายเป็นความท้าทายที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเผชิญ ไม่ใช่ภาระที่แต่ละครอบครัวต้องแบกรับเพียงลำพัง การทำเช่นนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถหาทางออกและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเลี้ยงดูในสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- Parents Reveal The Time Of Year They Dread The Most, And It’s Not The Holidays (YourTango)
- Association between Family Functioning, Child Emotional and Behavioral Problems, and Parental Stress during the COVID-19 Pandemic in Thailand (2024) (MDPI Behavioral Sciences)
- Self-Reported Anxiety and Depression among Parents of Primary School Children during the COVID-19 Pandemic in Thailand, 2022 (PMC)
- School holidays are for learning (Bangkok Post)