พักหลังมานี้ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กทั้งในบ้านเราและต่างแดน เริ่มหันมามองคำปลอบใจที่พ่อแม่ชาวไทยคุ้นเคยกันดีอย่าง “ไม่เป็นไร” หรือ “ไม่มีอะไรหรอก” แม้จะฟังดูเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ใช้กันจนติดปาก แต่ข้อมูลใหม่ๆ กลับชี้ว่า การพูดเช่นนี้กับลูกๆ อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของพวกเขามากกว่าที่เราเคยคาดคิด (thinkstewartville.com)

ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจในบริบทสังคมไทยที่ความผูกพันในครอบครัวเหนียวแน่น และให้ความสำคัญกับบรรยากาศที่ราบรื่น พ่อแม่ส่วนใหญ่มักอยากให้ลูกๆ ก้าวข้ามความรู้สึกแย่ๆ หรือความไม่สบายใจไปให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ลูกหกล้มในสนามเด็กเล่นใกล้บ้าน หรือทะเลาะกับพี่น้อง แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับเตือนว่า คำว่า “ไม่เป็นไร” อาจทำให้เด็กเข้าใจไปว่าความรู้สึกของตัวเองนั้นไม่สำคัญ หรือเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับคนในบ้าน เมื่อได้ยินบ่อยครั้งเข้า เด็กๆ ก็จะเริ่มไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ผลการเรียน และการสร้างภูมิต้านทานทางใจ

ในขณะเดียวกัน นักจิตวิทยาเด็กทั้งในและต่างประเทศต่างเริ่มมองเห็นพ้องต้องกันว่า การปฏิเสธความรู้สึกของลูกโดยไม่ตั้งใจนั้น อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกเชิงบวกได้ให้ทัศนะไว้ในบทความที่อ้างอิง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เจตนาของผู้ใหญ่ แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเด็ก เมื่อเด็กรู้สึกเศร้า กลัว หรือโกรธ แต่กลับถูกบอกให้เพิกเฉยต่อความรู้สึกเหล่านั้น พวกเขาจะเกิดความสับสนภายในใจ และค่อยๆ หมดศรัทธาในอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร “Journal of Child Psychology and Psychiatry” ยังพบด้วยว่า การเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเด็กเล็กๆ จะทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านการเข้าสังคมและปัญหาทางอารมณ์มากขึ้นเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น (แหล่งข้อมูล)

เมื่อเด็กถูกปฏิเสธความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลที่ตามมาคือ เด็กจะเรียนรู้ที่จะกดเก็บอารมณ์ หรือหลีกเลี่ยงการแสดงออก นำไปสู่พฤติกรรมหลีกหนีปัญหา และอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจหรือไม่สามารถดูแลสภาพจิตใจของตนเองได้ดีนัก ในสังคมไทยเอง การรักษาความ ‘ใจเย็น’ และการควบคุมอารมณ์ถือเป็นค่านิยมที่สำคัญ การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผยจึงไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร ซึ่งยิ่งอาจทำให้เด็กๆ ซึมซับพฤติกรรมการเก็บกดอารมณ์นี้ไปจนโต

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า ทักษะทางอารมณ์ โดยเฉพาะการรู้จัก เข้าใจ และสื่อสารความรู้สึกของตนเองได้อย่างเหมาะสม เป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่ดี เด็กๆ เรียนรู้ทักษะเหล่านี้โดยตรงจากท่าทีและการตอบสนองของพ่อแม่หรือผู้ดูแล หากผู้ใหญ่เลือกใช้คำพูดที่สะท้อนความรู้สึกของเด็ก เช่น “แม่เห็นนะว่าหนูเสียใจ” หรือ “เจอแบบนั้นก็คงเจ็บใจน่าดู” ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่เป็นการช่วยให้เด็กกล้ายอมรับอารมณ์ของตนเอง เปิดใจพูดคุย และก้าวผ่านเรื่องยากๆ ไปได้ นักจิตวิทยาเด็กในประเทศไทยท่านหนึ่งเน้นย้ำว่า เด็กที่ได้รับการส่งเสริมให้พูดถึงความรู้สึกของตนเองตั้งแต่ยังเล็ก มักจะมีความอดทนต่อความขัดแย้งหรือสถานการณ์กดดันต่างๆ ทั้งที่โรงเรียนและในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า (ยูนิเซฟ ประเทศไทย)

ทุกวันนี้ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการศึกษาในประเทศไทย เริ่มรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ปรับเปลี่ยนวิธีสื่อสารกับเด็ก โดยหันมาใช้คำพูดที่ช่วยยืนยันหรือสะท้อนอารมณ์ของพวกเขา เช่น “พ่อเชื่อหนูนะ” “แม่อยู่ตรงนี้เสมอ” หรือ “วันนี้ยังไม่ต้องรีบโอเคก็ได้นะลูก” หรืออาจจะพูดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ดูเหมือนหนูจะผิดหวังอยู่ใช่ไหม” ทั้งงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การรับฟังอารมณ์ของเด็กอย่างแท้จริงจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ได้ดีกว่าการกดทับหรือเพิกเฉยต่อความรู้สึกเหล่านั้น (สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน)

หลายครอบครัวอาจมีความกังวลว่า การให้ความสำคัญกับความรู้สึกด้านลบของลูกจะยิ่งเป็นการตอกย้ำหรือทำให้ปัญหายืดเยื้อ แต่ผลการศึกษากลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม เด็กที่ความรู้สึกของตนได้รับการยอมรับและใส่ใจอย่างเหมาะสม (โดยไม่ปล่อยปละละเลย) มักจะฟื้นตัวจากความรู้สึกแย่ๆ ได้เร็วกว่า ทั้งยังสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะความอดทน หรือที่เรียกว่า ‘grit’ รวมถึงความมั่นใจในตนเองได้อย่างแท้จริง

ในบริบทครอบครัวไทย ความคาดหวังเรื่องการเคารพผู้ใหญ่และการรู้จักควบคุมอารมณ์ยังคงมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะในครอบครัวต่างจังหวัดหรือกลุ่มเครือญาติที่ยังยึดถือธรรมเนียมดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ปกครองยุคใหม่ในเขตเมืองและโรงเรียนนานาชาติ เริ่มเปิดใจยอมรับแนวทางการเลี้ยงลูกสมัยใหม่มากขึ้น เช่น “การโค้ชอารมณ์ (emotion coaching)” หรือ “การรับฟังอย่างใส่ใจ (mindful listening)” แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการของไทยเองก็ได้เริ่มผลักดันบทเรียนเกี่ยวกับทักษะทางอารมณ์เข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ด้วยเล็งเห็นถึงประโยชน์ต่อสุขภาพจิตและสังคมในระยะยาว (บางกอกโพสต์)

นักวิจัยด้านพัฒนาการเด็กจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า “หากครอบครัวไทยมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการรับฟังและทำความเข้าใจอารมณ์ของลูกอย่างถูกต้อง ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทยจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างเต็มศักยภาพ” สถานการณ์นี้นับว่าน่าเป็นห่วงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันพบว่า วัยรุ่นไทย 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญกับปัญหาวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมีต้นตอมาจากการถูกละเลยทางอารมณ์ในวัยเด็ก (กรมสุขภาพจิต)

แนวคิด “การเลี้ยงลูกอย่างมีสติ” (mindful parenting) หมายถึง การที่พ่อแม่อยู่กับลูกด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง เปิดใจรับฟัง แทนที่จะรีบร้อนปลอบโยนหรือมองข้ามปัญหาไปอย่างที่เคยชิน วิธีนี้ไม่ได้แปลว่าต้องตามใจลูกทุกอย่าง หรืออดทนต่ออารมณ์ด้านลบของลูกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีขอบเขต แต่คือการตระหนักรู้ในอารมณ์นั้น และค่อยๆ ชี้แนะให้ลูกเรียนรู้วิธีแสดงออกอย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระยะยาวได้

ผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแนะนำให้พ่อแม่ลองทบทวนประสบการณ์การเลี้ยงดูที่ตนเองเคยได้รับในวัยเด็ก หลายคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เน้นความอดทนและการไม่แสดงออกทางอารมณ์ จึงอาจส่งต่อรูปแบบนี้ไปยังลูกหลานโดยไม่รู้ตัว ศาสตร์การเลี้ยงลูกยุคใหม่จึงให้ความสำคัญกับการ “หยุดวงจรเดิมๆ” นี้ โดยเริ่มจากการยอมรับอารมณ์ของลูกเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงใช้โอกาสนี้สอนให้พวกเขารู้จักวิธีแสดงออกและจัดการกับความรู้สึกของตนเองอย่างสร้างสรรค์

ผลลัพธ์ในระยะยาวสำหรับสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเด็กที่ความรู้สึกของตนได้รับการเหลียวแลและยืนยันอย่างสม่ำเสมอ มีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจตนเอง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง สามารถรับมือกับความเครียดและความเปลี่ยนแปลงในสังคมและเศรษฐกิจยุคปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น นักการศึกษาและนักจิตวิทยาชาวไทยหลายท่านจึงเริ่มเสนอแนะให้ทั้งสถาบันครอบครัวและโรงเรียนหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางอารมณ์ของเด็กๆ ให้ทัดเทียมกับการพัฒนาด้านวิชาการ มีการเรียกร้องให้ครูอาจารย์ได้รับการอบรมทักษะการโค้ชอารมณ์ และให้พ่อแม่ผู้ปกครองแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับฟังลูกอย่างมีสติ

เรื่องเหล่านี้สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านทันที เพียงแค่เลือกที่จะ ‘ฟัง’ เมื่อลูกเล่าปัญหา สบตาและใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด สะท้อนหรือทวนความรู้สึกของลูกโดยไม่ตัดสิน และอยู่เคียงข้างพวกเขาในทุกๆ อารมณ์ ปัจจุบัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล รวมถึงกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองในเขตกรุงเทพมหานครหลายแห่ง ก็ได้จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปหรือแนะนำแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงดูได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว คำพูดสั้นๆ อย่าง “ไม่เป็นไร” หากถูกนำมาใช้เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาโดยปราศจากความเข้าใจในตัวเด็กอย่างแท้จริง ก็อาจค่อยๆ บั่นทอนความมั่นใจและทักษะทางอารมณ์ของลูกไปทีละน้อย ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ลูกกำลังเผชิญกับความเจ็บปวด ผิดหวัง หรือไม่สบายใจ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ลองหยุดฟังอย่างตั้งใจ ยืนยันความรู้สึกของพวกเขา และอยู่เคียงข้างในช่วงเวลานั้นให้มากที่สุด การทำเช่นนี้จะช่วยบ่มเพาะให้เด็กไทยเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่กล้าแสดงออก เข้าใจความรู้สึกของตนเอง และพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในโลกยุคใหม่อย่างเข้มแข็ง

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม กรมสุขภาพจิตและองค์กรต่างๆ เช่น ยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้จัดทำคู่มือและหลักสูตรอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ในวิธีการพูดและการรับฟังลูก อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรับฟังและเปิดพื้นที่ให้กับทุกความรู้สึกของลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม

แหล่งอ้างอิง