งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Mental Health and Physical Activity พบว่า การนำเทคนิคการนับก้าวเดินมาใช้ร่วมกับการฝึกสติผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ไม่เพียงแค่ช่วยให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจให้สามารถคงพฤติกรรมสุขภาพที่ดีนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่กำลังมองหาวิธีออกกำลังกายที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน ในยุคที่ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยการนั่งนิ่งไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อน และความเสี่ยงด้านสุขภาพก็เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ
ทุกวันนี้ ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกราวหนึ่งในสาม รวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อย มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวล ผลการศึกษาที่ผ่านมาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อสุขภาพจิตเทียบเท่ากับการบำบัดทางจิตใจหรือการใช้ยาเลยทีเดียว ทว่าหลายคนก็ยังไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดแรงจูงใจ องค์การอนามัยโลก
งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาธ ประเทศอังกฤษ โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมจำนวน ๑๐๙ คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่ยังออกกำลังกายไม่ถึงเกณฑ์ที่แนะนำ อาสาสมัครเหล่านี้ได้เข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา ๓๐ วัน โดยมีเป้าหมายการเดินวันละ ๘,๐๐๐ ก้าว อาสาสมัครถูกแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกใช้วิธีนับก้าวเดินเพียงอย่างเดียว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งใช้วิธีนับก้าวร่วมกับการฝึกสติผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ โดยเน้นการรับรู้สภาวะร่างกายและการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ
ผลปรากฏว่าทั้งสองกลุ่มมีพฤติกรรมการออกกำลังกายที่ดีขึ้น โดยกลุ่มที่นับก้าวร่วมกับการฝึกสติมีเวลาออกกำลังกายระดับปานกลางเฉลี่ย ๓๗๓ นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มที่นับก้าวเพียงอย่างเดียวมีเวลาออกกำลังกายเฉลี่ย ๒๙๗ นาทีต่อสัปดาห์ สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ฝึกสติร่วมด้วยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมากกว่าหลังสิ้นสุดโครงการ นักวิจัยท่านหนึ่งจากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยบาธ ให้ข้อมูลว่า “การฝึกสติในช่วงสั้นๆ ควบคู่ไปกับการนับก้าว สามารถกระตุ้นให้คนอยากเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นประโยชน์ในระยะยาว” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การเสริมสร้างแรงจูงใจจากภายในตัวเองนั้นยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การใช้ชีวิตแบบกระฉับกระเฉงเป็นเรื่องท้าทาย
นักวิจัยอีกท่านหนึ่งจากภาควิชาสุขภาพของมหาวิทยาลัยเดียวกัน ชี้ว่า นี่ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ผสมผสานการฝึกสติเข้ากับกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจและการเคลื่อนไหวร่างกาย พร้อมทั้งแสดงความคาดหวังว่า “แนวทางนี้ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อไปได้อีกมาก และทีมวิจัยก็ตั้งใจจะพัฒนาให้ใช้งานง่ายและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่ต้องบริหารจัดการหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน”
สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับยุคที่เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนส่วนใหญ่ทำงานนั่งโต๊ะ และใช้เวลาอยู่หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ผลการวิจัยนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยยังออกกำลังกายไม่ถึงเกณฑ์ ๑๕๐ นาทีต่อสัปดาห์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น มาตรการหรือเทคโนโลยีใดๆ ที่ไม่เพียงช่วยให้คนเริ่มต้นออกกำลังกายได้ แต่ยังสามารถสร้างเสริมจนกลายเป็นนิสัยในระยะยาวได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรับมือกับอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบสาธารณสุขของไทย
ในบริบทของวัฒนธรรมไทยเองก็มีทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัดในเรื่องนี้ คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม ดังจะเห็นได้จากความนิยมในการฝึกสมาธิและโยคะ อย่างไรก็ตาม การนำเทคนิคการฝึกสติเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับแอปพลิเคชันภาษาไทย และสอดแทรกเนื้อหาที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนไทย จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การบูรณาการเข้ากับกิจกรรมสาธารณสุขในชุมชน โครงการออกกำลังกายในวัด หรือโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน ก็สามารถเป็นช่องทางให้เทคโนโลยีนี้ขยายผลไปสู่กลุ่มคนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผลการศึกษาระบุว่า แม้แต่คนที่มีเวลาน้อยก็ยังสามารถได้รับประโยชน์จากการฝึกสติสั้นๆ ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น ในช่วงเดินทางหรือพักกลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร หรือในต่างจังหวัดที่อาจขาดแคลนสถานที่ออกกำลังกายที่เหมาะสม คนไทยก็สามารถใช้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือช่วยเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นการลงมือทำจริงได้
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาธยังได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแนวทางนี้ต่อไปให้เหมาะสมกับกลุ่มคนที่ต้องบริหารจัดการเวลาสำหรับหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตจริงของคนทำงาน นักเรียนนักศึกษา หรือผู้ปกครองในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เมื่อประกอบกับจำนวนผู้ใช้งานสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แอปพลิเคชันสุขภาพที่ผสมผสานการนับก้าวเข้ากับการฝึกสติจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางออกที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ไม่ยาก
โดยสรุปแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า การใช้เทคโนโลยีติดตามพฤติกรรมร่วมกับการเสริมสร้างแรงจูงใจจากภายใน สามารถเปลี่ยนกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นนิสัยสุขภาพที่ยั่งยืนได้ สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่ได้คือ เพียงแค่การเดินให้มากขึ้นก็มีประโยชน์แล้ว แต่หากเพิ่มการฝึกสติเข้าไปด้วย ก็จะยิ่งช่วยให้สามารถรักษานิสัยที่ดีนี้ไว้ได้นานยิ่งขึ้น ใครที่กำลังอยากปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนแอคทีฟมากขึ้น ลองเริ่มจากการฝึกสติง่ายๆ ขณะเดิน โดยอาจใช้คำแนะนำจากแอปพลิเคชันต่างๆ ร่วมกับการนับก้าวด้วยสมาร์ตโฟนหรือเครื่องนับก้าว ไม่ว่าจะเดินในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เดินรอบบริเวณวัด หรือแม้แต่เดินในบ้าน ก็สามารถเริ่มต้นได้เช่นกัน
ข้อแนะนำสำหรับคนไทยที่อยากเพิ่มพลังใจในการออกกำลังกาย: ลองหาแอปพลิเคชันสุขภาพที่มีทั้งฟังก์ชันนับก้าวและฟีเจอร์ฝึกสติ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการฝึกเดินอย่างมีสติวันละ ๑๐ นาที ในช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกงาน การใช้อุปกรณ์นับก้าวหรือแอปในมือถือจะช่วยสร้างนิสัยที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อชีวิตที่แข็งแรงและสดใสยิ่งขึ้น
แหล่งข้อมูล: psychologytoday.com, องค์การอนามัยโลก, กระทรวงสาธารณสุข