พักความเชื่อเก่าก่อน! งานวิจัยใหม่ๆ และเสียงจากผู้เชี่ยวชาญกำลังบอกเราว่า เรื่องความคล่องตัวและความยืดหยุ่นของร่างกาย (Mobility & Flexibility) ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิดแล้วแก้ไม่ได้ แต่เป็น ทักษะ ที่ใครๆ ก็สร้างได้ถ้าฝึกอย่างถูกจุด อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสและครูสอนโยคะบอกไว้ใน Fit&Well การปรับความคิดแบบนี้สำคัญมากสำหรับคนไทยทุกวัยที่อยากมีชีวิตดีขึ้น ลดเสี่ยงเจ็บตัว และยังฟิตปั๋งได้ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

หลายสิบปีก่อน ใครๆ ก็คิดว่าการที่บางคนตัวอ่อน งอตัว หรือยืดเหยียดได้สบายๆ เป็นพรสวรรค์ที่ฟ้าให้มา ใครมีก็มีไป ใครไม่มีก็อด แต่เดี๋ยวนี้ ทั้งงานวิจัยและประสบการณ์จริงพิสูจน์แล้วว่าความเชื่อนั้นผิดถนัด บทความใหม่ใน Fit&Well ก็ย้ำว่า ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นเนี่ย ฝึกกันได้เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อหรือความอึดนั่นแหละ ขอแค่ทำสม่ำเสมอและฝึกท่าที่ใช่

ความคล่องตัว (Mobility) คือ ความสามารถของข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้สุดช่วง ส่วน ความยืดหยุ่น (Flexibility) คือ การที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันยืดได้ดี สองอย่างนี้สำคัญสุดๆ กับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ก้มเก็บของไปยันนั่งขัดสมาธิกินข้าว ในบ้านเรา วิถีชีวิตประจำวันหลายอย่างก็เอื้อให้เราเคลื่อนไหวตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น การนั่งพื้นกินข้าวหรือนั่งสมาธิ แต่ก็นั่นแหละ ความเป็นเมืองและงานนั่งโต๊ะนานๆ กำลังทำลายความคล่องตัวนี้ ทำให้ชาวออฟฟิศและผู้สูงอายุเจอปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูกกันมากขึ้น อย่างที่ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็น

บทความที่ว่ายังแนะนำโปรแกรมออกกำลังกาย 10 ท่า ใช้เวลาแค่ 10 นาที จากครูสอนโยคะคนเก่ง ตอกย้ำว่าการฝึกเรื่องนี้ไม่ต้องเข้ายิมเป็นชั่วโมงๆ หรือต้องเป็นนักกีฬาเก่ามาก่อน คำแนะนำนี้ก็ตรงกับงานวิจัยในวารสารวิชาการที่น่าเชื่อถือ ซึ่งบอกว่าแค่บริหารร่างกายสั้นๆ เพื่อความคล่องตัวเป็นประจำ ก็ช่วยให้ข้อต่อทำงานดีขึ้นและกล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้นเห็นๆ (PubMed) โดยเฉพาะพวกท่า ‘ยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว’ (dynamic stretches) ท่าโยคะที่ทำต่อเนื่องกัน (yoga flows) และการฝึกควบคุมการเคลื่อนไหว (controlled movement drills) พิสูจน์แล้วว่าดีกับทุกวัยจริงๆ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเรื้อรัง

บุคลากรการแพทย์บ้านเรา อย่างนักกายภาพบำบัดตามโรงพยาบาลชั้นนำ ก็หนุนให้เอาท่าบริหารเพิ่มความคล่องตัวพวกนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันกันเยอะขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจากโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เล่าว่า “คนไข้หลายคนติดความคิดว่าตัวเองตัวแข็งแก้ไม่ได้เพราะอายุเยอะหรือเพราะงานที่ทำ แต่พอเราให้คำแนะนำและโปรแกรมง่ายๆ ไป ก็เห็นเลยว่าท่าทางดีขึ้น ปวดน้อยลง ใช้ชีวิตประจำวันได้คล่องขึ้นชัดเจน” มุมมองนี้ก็ไปในทางเดียวกับอาจารย์คณะพลศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เห็นว่านโยบายของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติก็สนับสนุนกิจกรรมที่เน้นการเคลื่อนไหว เพื่อสู้กับภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นในบ้านเรา ทั้งโรคอ้วนและข้อเข่าเสื่อม (สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประเทศไทย)

อีกจุดเด่นของบ้านเราคือวัฒนธรรมที่ชอบทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ตั้งแต่เต้นแอโรบิกตอนเช้าในสวนฯ ไปจนถึงกิจกรรมสุขภาพตามวัดวาอาราม พี่ๆ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มักจะผ่านการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว ก็เป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยสาธิตและชวนคนมาออกกำลังกายท่าพวกนี้ ทำให้การฝึกความยืดหยุ่นเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ง่ายขึ้น

จริงๆ แล้ว การฝึกเพื่อความคล่องตัวและความยืดหยุ่นฝังรากลึกอยู่ในวิถีเอเชียบ้านเรามานาน โดยเฉพาะ ‘ฤๅษีดัดตน’ และ ‘นวดแผนไทย’ ซึ่งก็ยังเป็นมรดกของชาติอยู่จนทุกวันนี้ การนำโปรแกรมยุคใหม่ที่มีวิทยาศาสตร์รองรับ อย่างท่าโยคะ 10 นาทีที่ครูสอนโยคะใน Fit&Well แนะนำ มาผสมผสาน ก็เหมือนเป็นการเชื่อมภูมิปัญญาเก่าแก่เข้ากับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ (วิกิพีเดีย: ฤๅษีดัดตน)

มองไปข้างหน้า การนำท่าบริหารสั้นๆ ง่ายๆ มาปรับใช้น่าจะสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว การฝึกความคล่องตัวเป็นประจำ ไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองนานขึ้น แต่อาจช่วยลดค่ารักษาพยาบาลจากปัญหาหกล้มและข้อเสื่อมได้ด้วย องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็แนะนำให้จัดกิจกรรมขยับร่างกายสม่ำเสมอทั้งในชุมชนและที่ทำงาน ซึ่งก็ตรงกับแนวทางแคมเปญ “Strong Thailand” ของบ้านเรา (องค์การอนามัยโลก: การมีกิจกรรมทางกาย)

สำหรับคนไทยที่สนใจอยากเพิ่มความคล่องตัวให้ร่างกาย ลองเริ่มจากโปรแกรม 10 นาทีทุกวัน ค่อยๆ เพิ่มความท้าทายอย่างปลอดภัย ถ้าไม่แน่ใจก็ปรึกษาผู้ฝึกสอนที่เชี่ยวชาญหรือบุคลากรการแพทย์ได้ หาข้อมูลฟรีๆ ได้ตามสำนักงานสาธารณสุข หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไว้ใจได้ ส่วนโรงเรียนและที่ทำงานก็น่าจะสนับสนุนให้มี ‘เบรกขยับตัว’ บ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่การทำงานและเรียนแบบผสมผสาน (hybrid) กลายเป็นเรื่องปกติหลังโควิด เมื่อรู้แล้วว่าความคล่องตัวเป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่พรสวรรค์ คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ หรือพื้นฐานร่างกายเป็นยังไง ก็มีโอกาสที่จะตัวอ่อนขึ้น ปวดน้อยลง และใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น

แหล่งข้อมูล: