งานวิจัยชิ้นใหม่แกะกล่องชี้ว่า คนที่หลงตัวเอง (Narcissist) ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่แท้จริงแล้วมีบุคลิกภาพย่อยๆ ที่โยงใยกับนิสัยหลงตัวเองถึง 4 รูปแบบ ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า บางคนภายนอกอาจดูมั่นอกมั่นใจสุดๆ แต่ลึกๆ แล้วซ่อนความไม่มั่นคงไว้แบบเนียนกริบ ผลวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Research in Personality กำลังเขย่าความเข้าใจเดิมๆ ของนักวิชาการเกี่ยวกับภาวะหลงตัวเอง และอาจส่งผลสะเทือนไปไกลถึงวงการจิตวิทยาคลินิกและความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว (psypost.org)
แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับคนไทยอย่างเราๆ ล่ะ? ในวัฒนธรรมที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและการรักษาความสัมพันธ์ให้ดูดี การทำความเข้าใจภาวะหลงตัวเองในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นหมอจิตเวชหรือคนธรรมดาทั่วไป ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่าคนหลงตัวเองก็แค่พวกหยิ่งผยองหรือเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่งานวิจัยล่าสุดนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดๆ ว่าอาการนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ และอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพใจของเจ้าตัวเองและคนรอบข้างได้เลย
ทีมวิจัย นำโดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทกซัส ร่วมกับนักศึกษาปริญญาเอกฝึกงาน สังกัดกรมราชทัณฑ์กลางของสหรัฐฯ ได้พลิกแนวทางการศึกษาแบบเดิมๆ ที่เรียกว่า “เน้นตัวแปร” (variable-centered) ซึ่งมักจะมองลักษณะนิสัยหลงตัวเองแบบแยกส่วน มาเป็นการใช้แนวทาง “เน้นบุคคล” (person-centered) เพื่อเจาะลึกว่าลักษณะเหล่านี้มันผสมปนเปกันอย่างไรในตัวคนคนหนึ่งจริงๆ โดยทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน จากกลุ่มตัวอย่างประชากรทั่วไปขนาดใหญ่ 3 กลุ่ม ผ่านแบบสอบถาม Narcissism Admiration and Rivalry Questionnaire (NARQ) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้แบ่งภาวะหลงตัวเองออกเป็น 2 แกนหลัก คือ: การโหยหาคำชม (admiration) และ ความรู้สึกอยากเอาชนะและปกป้องตัวเอง (rivalry)
การโหยหาคำชม (Narcissistic admiration) คือการยกย่องตัวเองอย่างมั่นใจ มีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง และเชื่อมั่นในตัวเองสูง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของกลุ่มที่เรียกว่า หลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่ (grandiose narcissism) คนกลุ่มนี้มักจะอยากให้คนอื่นยอมรับและมองว่าตัวเองมีเสน่ห์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความภูมิใจในตัวเองและความสำเร็จในสังคมที่มากขึ้น ส่วนความรู้สึกอยากเอาชนะและปกป้องตัวเอง (Narcissistic rivalry) จะแสดงออกในท่าทีตั้งป้อมและพร้อมจะปะทะเพื่อปกป้องภาพลักษณ์อันเปราะบางของตัวเอง คนที่มีลักษณะนี้มากๆ มักจะเซนซิทีฟกับคำวิจารณ์ ตอบโต้แบบศัตรูเมื่อรู้สึกว่าโดนคุกคาม และอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ง่ายกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณของสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ภาวะหลงตัวเองแบบเปราะบาง (vulnerable narcissism)
ด้วยการใช้เทคนิคทางสถิติขั้นเทพ รวมถึงการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (latent profile analysis) นักวิจัยยืนยันฟันธงว่า การโหยหาคำชมและความรู้สึกอยากเอาชนะ ไม่ได้เป็นแค่ตัวแปรทางบุคลิกภาพที่แยกจากกัน แต่สามารถจับกลุ่มรวมกันในตัวคนๆ หนึ่งในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครได้ จนนำไปสู่การค้นพบบุคลิกภาพของคนหลงตัวเอง 4 แบบชัดๆ คือ:
- กลุ่มไม่หลงตัวเอง (Non-narcissistic): พวกเขาจะมีการโหยหาคำชมและความรู้สึกอยากเอาชนะอยู่ในระดับต่ำทั้งคู่ คือไม่ได้ต้องการให้ใครมายอมรับอะไรมากมาย และก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูกับใครเพื่อปกป้องตัวเอง
- กลุ่มหลงตัวเองแบบเปราะบาง (ยังไม่ถึงขั้นป่วย) (Subclinical vulnerable narcissists): กลุ่มนี้จะมีความรู้สึกอยากเอาชนะปานกลาง แต่โหยหาคำชมน้อย พวกเขามักจะรู้สึกไม่มั่นคง เปราะบางทางอารมณ์ แต่ขาดความมั่นใจแบบเปิดเผยเหมือนกลุ่มอื่นๆ
- กลุ่มหลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่ (Grandiose narcissists): กลุ่มนี้จะโหยหาคำชมสูงมาก แต่ความรู้สึกอยากเอาชนะต่ำ พวกเขาจะดูโดดเด่นในสังคม มั่นใจในตัวเองสูงปรี๊ด และโดยรวมแล้วปรับตัวเก่ง โดยไม่มีความเปราะบางซ่อนอยู่เหมือนกลุ่มอื่น
- กลุ่มหลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่แต่ซ่อนความเปราะบาง (Grandiose-vulnerable narcissists): กลุ่มนี้คะแนนพุ่งสูงทั้งการโหยหาคำชมและความรู้สึกอยากเอาชนะ เป็นกลุ่มที่เพิ่งค้นพบใหม่ อาจดูมีเสน่ห์ กล้าได้กล้าเสีย แต่กลับเซนซิทีฟเป็นพิเศษ และพร้อมจะปรี๊ดแตก ระเบิดอารมณ์ก้าวร้าวออกมาทันทีเมื่อรู้สึกว่าภาพลักษณ์ตัวเองกำลังถูกคุกคาม
ศาสตราจารย์ผู้นำการวิจัย อธิบายกับ PsyPost ว่า “เราวิเคราะห์โดยเน้นที่ตัวบุคคลผ่านการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง เพื่อดูว่ามันมีกลุ่มย่อยๆ ของคนที่มีโปรไฟล์ลักษณะหลงตัวเองแบบเฉพาะตัวจริงๆ หรือเปล่า” และเสริมว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรากำลังมองหากลุ่มย่อยที่แสดงลักษณะทั้งแบบยิ่งใหญ่ (grandiose) และแบบเปราะบาง (vulnerable) ในระดับสูงทั้งคู่”
กลุ่มที่ดูยิ่งใหญ่แต่ซ่อนความเปราะบางนี่แหละที่เด่นชัดขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยมีส่วนผสมของลักษณะหลงตัวเองแบบจัดเต็มสุดๆ ทั้งความภูมิใจในตัวเองแบบบวกและลบปนกันไป และความก้าวร้าวที่เห็นได้ชัด ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตรงเป๊ะกับสิ่งที่เรียกว่า “โมเดลหน้ากาก” (mask model) ของคนหลงตัวเอง ที่ความมั่นใจภายนอกเป็นแค่เปลือกบังความสับสนวุ่นวายข้างใน ที่น่าสนใจคือ คนกลุ่มนี้มักจะเป็นคนอายุน้อยและเป็นผู้ชายมากกว่า ซึ่งก็สอดคล้องกับผลวิจัยเรื่องคนหลงตัวเองในระดับโลกก่อนหน้านี้
ที่สำคัญคือ กลุ่มที่เรียกว่าแบบยิ่งใหญ่ (grandiose subtype) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพคนหลงตัวเองที่ดูมั่นใจ กล้าได้กล้าเสีย และชอบเรียกร้องความสนใจ กลับไม่ได้เชื่อมโยงกับความก้าวร้าวหรือความไม่มั่นคงทางอารมณ์เสมอไป อันที่จริง หลายคนในกลุ่มนี้บอกว่าตัวเองภูมิใจในตัวเองสูงและไม่ค่อยมีอารมณ์ด้านลบเท่าไหร่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการหลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่ในระดับหนึ่ง ถ้าไม่ได้มีความเปราะบางซ่อนอยู่ด้วย ก็อาจจะเป็นลักษณะที่ช่วยให้ปรับตัวได้ดี ทำให้คนเหล่านี้ไปถึงเป้าหมายได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
“บางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์เหนือคนอื่น (grandiose sense of entitlement) โดยที่ไม่ได้มีอาการเปราะบางหรือความภูมิใจในตัวเองต่ำพ่วงมาด้วย” ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าว “แต่บางคนกลับมีคะแนนสูงลิ่วทั้งในเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์พิเศษ แถมยังมีอีโก้ที่เปราะบางพร้อมจะปกป้องตัวเองตลอดเวลา ซึ่งดูเหมือนว่ากลุ่มหลังนี่แหละที่จะส่งผลต่อความก้าวร้าวและสุขภาพจิตที่ย่ำแย่อย่างชัดเจน ผมคิดว่าผลวิจัยของเรายังท้าทายความคิดที่ว่าการหลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่จะต้องเป็นเรื่องแย่ๆ หรือเป็นนิสัยที่ไม่ดีเสมอไป”
สำหรับกลุ่มที่เปราะบางแต่ยังไม่ถึงขั้นป่วย (subclinical vulnerable group) ชีวิตอาจจะหนักหนาสาหัสเป็นพิเศษ คนกลุ่มนี้มักจะอารมณ์ไม่มั่นคง (neuroticism) สูง ความภูมิใจในตัวเองต่ำ และชอบตั้งป้อมปกป้องตัวเองสุดๆ แต่ดันขาดเสน่ห์ภายนอกและความมั่นใจในสังคมที่จะมาช่วยเสริม ทำให้พวกเขายิ่งเปราะบางมากขึ้นไปอีกในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือในที่ทำงาน
อีกมุมที่น่าสนใจจากงานวิจัยนี้ก็คือ บุคลิกภาพย่อยๆ เหล่านี้มันสอดคล้องกันข้ามชาติพันธุ์ เชื้อชาติ และวัฒนธรรมเลยนะ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลไกทางจิตวิทยาเบื้องลึกของอาการหลงตัวเองน่าจะเป็นเรื่องสากล แม้ว่าสัดส่วนของแต่ละประเภทอาจจะมากน้อยต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรมก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ที่เน้นการสื่อสารแบบอ้อมๆ และเลี่ยงการปะทะกันตรงๆ การแสดงออกถึงความรู้สึกอยากเอาชนะหรือความเปราะบางที่ซ่อนอยู่อาจจะสังเกตได้ยากกว่าเดิม แถมยังอาจจะทำให้เจ้าตัวเจ็บปวดมากขึ้นเวลาต้องเผชิญหน้ากับมันด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบ้านเราอาจจะเห็นว่าคำแนะนำจากงานวิจัยนี้เกี่ยวกับการประเมินโปรไฟล์คนหลงตัวเองมีประโยชน์มากๆ เพราะมันสนับสนุนให้นักบำบัดมองให้ลึกลงไปกว่าพฤติกรรมเปลือกนอก และพิจารณาถึงความเป็นจริงสองด้านที่คนหลงตัวเองจำนวนไม่น้อยต้องเจอ นั่นก็คือ ภายนอกที่ดูมั่นใจสุดๆ แต่ซ่อนแก่นแท้ที่เปราะบางกว่าเอาไว้ “มันมีโปรไฟล์ลักษณะหลงตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งบางโปรไฟล์ก็สะท้อนภาพลักษณ์ตัวเองที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการหลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่ที่เข้าข่ายเป็นอาการป่วยซะอีก” นักวิจัยหลักของโครงการนี้ กล่าว พร้อมเสริมว่าคนที่แสดงออกทั้งความยิ่งใหญ่และความเปราะบางพร้อมกันมักจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์และความก้าวร้าวมากกว่าใครเพื่อน
ถ้ามองในมุมที่เอาไปใช้ได้จริงกับสังคมไทย เรื่องนี้สำคัญมากเลยนะ ในแวดวงการศึกษา การเข้าใจบุคลิกภาพที่ซับซ้อนพวกนี้จะช่วยให้การให้คำปรึกษาในโรงเรียนดีขึ้น ครูจะมองออกว่าเมื่อไหร่ที่ความกล้าแสดงออกของเด็กๆ อาจเป็นแค่เปลือกนอกที่ปิดบังความทุกข์ใจจริงๆ ไว้ สำหรับฝ่ายบุคคล (HR) หรือผู้นำชุมชน การเข้าใจรูปแบบเหล่านี้จะช่วยให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งทำได้ดีขึ้น โดยแยกแยะได้ว่าอันไหนคือความมั่นใจในตัวเองแบบพอดีๆ กับอันไหนคือความรู้สึกอยากเอาชนะหรือความเป็นศัตรูที่สร้างปัญหา ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะพร้อมมากขึ้นที่จะส่งเสริมให้ลูกหลานภูมิใจในตัวเองอย่างถูกทาง โดยปลูกฝังให้พวกเขารู้จักชื่นชมตัวเอง โดยไม่กลายเป็นการแข่งขันหรือต้องพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่นมากจนเกินไป
จริงๆ แล้ว คอนเซ็ปต์เรื่อง “หน้าตา” ในสังคมไทย หรือการพยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีต่อหน้าคนอื่น มันก็สะท้อนลักษณะของกลุ่มที่ดูยิ่งใหญ่แต่ซ่อนความเปราะบางนี่แหละ บุคลิกแบบที่ภายนอกดูดีมีเสน่ห์แต่ข้างในกลับอ่อนไหว มันช่างเข้ากันกับความอึดอัดใจที่คนไทยหลายคนรู้สึก เวลาต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างการทำตัวให้กลมเกลียวกับสังคมกับความอยากได้อยากมีส่วนตัว การเข้าใจกลไกพวกนี้จะช่วยให้เราเห็นถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในที่ทำงานหรือในครอบครัวที่เราเจอบ่อยๆ และยังช่วยลดอคติที่มีต่อการไปขอความช่วยเหลือเรื่องสุขภาพจิตด้วย
ในอนาคตข้างหน้า งานวิจัยนี้เสนอว่าควรมีการศึกษาแบบติดตามผลระยะยาว เพื่อดูว่าลักษณะนิสัยหลงตัวเองมันเปลี่ยนไปได้ยังไงเมื่อเวลาผ่านไป หรือมันจะตอบสนองต่อเรื่องราวในชีวิต อย่างเช่น เฟลเรื่องงาน หรืออกหักรักคุด ยังไงบ้าง เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวโยงกับประเทศไทยที่กำลังเปลี่ยนไปไวมากๆ เป็นพิเศษเลย เพราะโซเชียลมีเดียกับวัฒนธรรมวัตถุนิยมกำลังปั่นกระแสการนำเสนอตัวเองและการเปรียบเทียบตัวเองในรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี ทีมผู้วิจัยก็ย้ำว่าข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากการให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามด้วยตัวเอง และเป็นการศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งความอยากให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น (social desirability) และการสุ่มตัวอย่างผ่านช่องทางออนไลน์ก็อาจจะมีผลต่อผลลัพธ์ได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น ขนาดของกลุ่มตัวอย่างและความสอดคล้องของผลวิจัยก็ถือเป็นข้อเสนอที่หนักแน่น ชวนให้ทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนทั่วไปต้องหันมาทบทวนความเข้าใจเรื่องคนหลงตัวเองกันใหม่เลยทีเดียว
คนอ่านชาวไทยลองถามใจตัวเองดูสิว่า: มีบุคลิกย่อยๆ แบบไหนที่ฟังดูคุ้นๆ บ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นนิสัยของเราเองหรือของคนใกล้ตัว? การรู้ทันเหลี่ยมมุมต่างๆ ของอาการหลงตัวเองจะช่วยให้เราเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น และรู้จักกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นด้วย สำหรับใครที่กำลังทุกข์ใจเพราะนิสัยหลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือของคนอื่น การไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อย่างนักจิตวิทยาหรือนักให้คำปรึกษาเก่งๆ ซึ่งมีให้บริการตามมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลหลายแห่งในไทย ก็อาจจะช่วยได้นะ
เอาเข้าจริง งานวิจัยนี้กำลังบอกใบ้ว่าเราควรเลิกตัดสินคนอื่นแค่เปลือกนอก แล้วหันมาพยายามทำความเข้าใจแรงจูงใจและความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ทั้งในตัวเราเองและคนอื่น พ่อแม่กับครูก็ช่วยกันส่งเสริมให้เด็กๆ ภูมิใจในตัวเองอย่างถูกวิธีได้ ส่วนเจ้านายก็สร้างบรรยากาศในที่ทำงานที่ซัพพอร์ตลูกน้อง ให้ความสำคัญทั้งกับความสำเร็จและสุขภาพใจ และท้ายที่สุด ทุกคนจะได้ประโยชน์ถ้าเรากล้าเปิดใจคุยกันเรื่องสุขภาพจิตแบบไม่มีอคติในสังคมไทย
สำหรับใครที่อยากอ่านเพิ่มเติม สามารถดูสรุปงานวิจัยต้นฉบับได้ที่ PsyPost และอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ในวารสาร Journal of Research in Personality